"ผมไม่ได้ขอให้คุณมาเป็นฮีโร่ ผมแค่ขอให้คุณมีชีวิตรอดกลับไปให้ถึงจุดนัดพบ!"
เสียงของเอเลน่าก้องสะท้อนไปตามผนังถ้ำหินปูนที่ชื้นแฉะ เธอขว้างไฟฉายลงบนพื้นหินจนเกิดเสียงดังสนั่น แสงไฟวูบวาบส่องให้เห็นคิ้วที่ขมวดมุ่นและแววตาที่เต้นระริกด้วยความโกรธจัด ผมยืนนิ่งอยู่ตรงข้ามเธอ ความเย็นเยียบของอากาศในเทือกเขาไร้นามนี้ดูจะเทียบไม่ได้เลยกับความเย็นชาที่เธอส่งผ่านสายตามาให้
"แล้วคุณจะให้ผมทำยังไง?" ผมเค้นเสียงถาม มือที่กำแผนที่เก่าคร่ำคร่าสั่นน้อยๆ โดยที่ไม่สามารถซ่อนไว้ได้ "ปล่อยให้คนกลุ่มนั้นเผชิญชะตากรรมในหุบเขาฝั่งตะวันตกเพียงลำพังงั้นหรือ? เรามีทรัพยากร เรามีทางผ่านที่ปลอดภัยกว่า... ถ้าเราไม่ช่วย แล้วใครจะช่วย?"
เอเลน่าแค่นหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน "กานต์ คุณยังติดอยู่กับภาพเงาของพ่อคุณใช่ไหม? คุณพยายามจะเป็นคนดีที่ช่วยทุกคน เพราะคุณเคยเสียเขาไปจากการที่เขาต้องช่วยคนอื่น คุณถึงพยายามถมช่องว่างนั้นด้วยการเอาชีวิตเราทั้งคู่ไปเสี่ยง?"
คำพูดนั้นเหมือนเข็มเล่มยาวที่แทงทะลุเข้าไปในจุดที่เปราะบางที่สุดของหัวใจ ผมชะงักไปชั่วครู่ ลมหายใจสะดุดกึก ความเจ็บปวดที่ผมพยายามฝังกลบไว้ลึกสุดใจถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอย่างไม่ปราณี
"เรื่องของพ่อผม ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้" ผมตอบเสียงเรียบ แต่ภายในใจกลับปั่นป่วนราวกับพายุ
"มันเกี่ยวเต็มๆ เลยต่างหาก!" เอเลน่าก้าวเข้ามาประชิด ระยะห่างที่เคยมีไว้เพื่อความเกรงใจบัดนี้ถูกทำลายสิ้น "เรากำลังอยู่ในทวีปที่แผนที่ยังไม่ระบุชื่อ เราไม่มีสัญญาณขอความช่วยเหลือ ไม่มีใครรู้จักเราที่นี่ ถ้าคุณพลาดแม้แต่นิดเดียว กานต์... เราคือรอยเท้าที่หายไปตลอดกาล คุณเข้าใจไหม?"
เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังให้ผม ไหล่ของเธอสั่นสะท้านเล็กน้อย "ฉันไม่ได้เกลียดความใจดีของคุณนะ แต่นี่มันไม่ใช่เวลาของการเป็นสุภาพบุรุษผู้เสียสละ มันคือเวลาของการตัดสินใจว่าเราจะรอดไปถึงพรุ่งนี้ได้อย่างไร"
ผมนิ่งเงียบ ปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่ของมัน กลิ่นสาบดินและกลิ่นไอของมอสในถ้ำดูจะหนาแน่นขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก สายตาของผมเหลือบไปเห็นรองเท้าบู้ทที่ขาดวิ่นของเธอ รอยบาดแผลที่ขาที่เธอพยายามปกปิดด้วยกางเกงขายาวตัวหนา... เธอเองก็ไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่แสดงออก เธอแค่แบกความรับผิดชอบในฐานะผู้ร่วมทางไว้มากเกินไปเหมือนกับผม
"ผมขอโทษ" ผมพูดขึ้นในที่สุด เสียงทุ้มต่ำและจริงใจ "ผมแค่... รู้สึกว่าถ้าเราเดินผ่านไปโดยไม่ทำอะไรเลย รอยเท้าที่เราทิ้งไว้ในแผ่นดินนี้มันจะไม่มีความหมายอะไรเลยนอกจากความเห็นแก่ตัว"
เอเลน่าหันกลับมา แววตาของเธอยังคงมีความขุ่นมัว แต่ความแข็งกร้าวนั้นลดระดับลง เธอถอนหายใจยาว ก่อนจะหยิบไฟฉายขึ้นมาปัดฝุ่นแล้วยื่นให้ผม
"เราจะทำตามแผนของคุณ" เธอพูดพลางเม้มปาก "แต่ถ้าสถานการณ์เปลี่ยนไปแม้แต่นิดเดียว ฉันจะลากคุณกลับมาเอง ต่อให้ต้องมัดมือมัดเท้าคุณก็ตาม"
เราต่างคนต่างเงียบไปพักใหญ่ ความตึงเครียดค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความอึดอัดใจที่ยังคงค้างคา ผมหยิบอุปกรณ์สื่อสารตัวเก่าที่พังเสียหายขึ้นมาดูหวังจะซ่อมแซมอีกครั้ง แต่ทันใดนั้น เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นจากด้านหลังของผนังหิน—ไม่ใช่เสียงลม ไม่ใช่เสียงสัตว์ป่า แต่มันคือเสียงโลหะกระทบหินที่จังหวะแม่นยำราวกับรหัสมอร์ส
เราสองคนสบตากันโดยไม่ต้องเอ่ยคำ ความขัดแย้งก่อนหน้าถูกพับเก็บเข้าลิ้นชักแห่งความทรงจำทันที ผมขยับตัวเข้าใกล้ผนังถ้ำ แสงจากไฟฉายส่องกระทบกับก้อนหินที่ถูกวางเรียงไว้เป็นสัญลักษณ์แปลกตาที่ไม่ควรจะมีอยู่ตรงนี้
"นั่นไม่ใช่รอยของธรรมชาติ" ผมกระซิบ
เอเลน่าหยิบมีดพกออกมาจากซองข้างเอว มืออีกข้างเอื้อมมาดึงแขนเสื้อผมไว้แน่น "กานต์... สัญลักษณ์นั่น มันเหมือนกับลายสักที่รูปภาพในบันทึกเก่าของพ่อคุณเลยไม่ใช่หรือ?"
ผมหัวใจเต้นรัว ส่องไฟเข้าไปใกล้มากขึ้น จนเห็นรอยสลักที่เลือนรางแต่ชัดเจนพอจะรู้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มบุคคลที่ถูกระบุว่าหายสาบสูญไปพร้อมกับคณะสำรวจของพ่อผมเมื่อยี่สิบปีก่อน และขณะที่เรากำลังจะเอื้อมมือไปสัมผัส เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของผนังหินก็หยุดลง ก่อนที่เสียงเคาะตอบจะดังกลับมาอีกครั้ง... สองครั้ง... สามครั้ง... เป็นจังหวะเดียวกับรหัสลับที่พ่อผมเคยสอนไว้ก่อนที่ท่านจะจากไป
หวังว่าทุกท่านจะยังคงเป็นเพื่อนร่วมทางที่อดทนกับผมในเส้นทางที่คาดเดาไม่ได้นี้นะครับ - แบกเป้ท่องโลก
จดหมายเหตุข้างทาง: รอยเท้าที่หายไปในทวีปที่ไม่มีชื่อ•ตอนที่ 9
มิตรภาพท่ามกลางความขัดแย้ง
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จดหมายเหตุข้างทาง: รอยเท้าที่หายไปในทวีปที่ไม่มีชื่อ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!