"วางมีดนั่นลงก่อนเถอะกานต์ ตลาดนี้ไม่ได้ต้องการเลือด แต่มันต้องการความอดทน"
เอเลน่ากระซิบพลางใช้มือแตะข้อศอกผมเบาๆ สายตาของเธอไม่ได้มองที่แผงขายเครื่องเทศตรงหน้า แต่กลับจับจ้องไปยังกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ยืนล้อมวงดื่มเหล้าหมักกลิ่นฉุนกึกอยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตร ตลาดนัดในหุบเขาแห่งนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับนักท่องเที่ยว แต่มันคือสนามรบย่อยๆ ของการแลกเปลี่ยนสินค้าเถื่อนและข้อมูลที่ใครหลายคนอยากฝังกลบ
ผมลดมีดพับในมือลงพลางสูดหายใจลึก กลิ่นควันไฟผสมกับกลิ่นสาบสัตว์และสมุนไพรแห้งมันชวนให้วิงเวียน แต่ผมไม่มีเวลามาอ่อนแอ พ่อทิ้งปริศนาไว้ในสมุดบันทึกเล่มเก่า และเบาะแสเดียวที่ผมมีคือสัญลักษณ์รูปนกสามหัวที่เพิ่งเห็นบนซองใส่ใบชาของชายชราคนหนึ่งเมื่อครู่
"เราต้องเข้าหาเขา แต่ไม่ใช่แบบผู้บุกรุก" ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามคุมให้เรียบที่สุด
ผมมองไปที่ชายชราผู้หนึ่งที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ผุพัง เขาดูราวกับเป็นส่วนหนึ่งของหุบเขานี้ ใบหน้าเหี่ยวย่นราวกับเปลือกไม้ที่ผ่านลมหนาวมานับศตวรรษ ในมือเขามีเพียงไม้เท้าหัวนกอินทรีที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาด ผมรวบรวมความกล้าแล้วก้าวเดินผ่านกลุ่มคนที่ส่งสายตาไม่เป็นมิตรเข้ามาหาเขา
"ขออภัยครับคุณลุง" ผมเอ่ยเป็นภาษาถิ่นที่พอจะฝึกฝนมาบ้าง พร้อมกับวางเหรียญเงินโบราณที่พ่อเคยยัดใส่มือผมก่อนจากไปลงบนตักของเขา "ผมแค่อยากทราบว่า นกสามหัวตัวนี้... บินไปทางไหน"
ชายชราหยุดขยับปากเคี้ยวหมาก สายตาขุ่นมัวของเขาเงยขึ้นมองผม นัยน์ตานั้นไม่ได้มีความกลัว หรือความตื่นเต้น แต่มันว่างเปล่าจนน่าสะพรึงกลัว เขาค่อยๆ ยื่นมือที่สั่นเทามาแตะเหรียญเงินนั้น ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอที่แห้งผาก
"นกที่ไร้รัง ย่อมไม่บินไปทางทิศไหนหรอกพ่อหนุ่ม" เขาพูดด้วยเสียงแหบพร่า "มันแค่วนเวียนอยู่รอบๆ ซากศพที่ยังไม่ตายเท่านั้น... เจ้าพกเหรียญนี้มาเพื่อตามหาคน หรือเพื่อตามหาจุดจบกันแน่?"
เอเลน่าขยับเข้ามาใกล้ผมมากขึ้น เธอหยิบกระบอกน้ำไม้ไผ่ส่งให้ชายชราอย่างมีชั้นเชิง เป็นท่าทีของการให้เกียรติที่ทำให้ความตึงเครียดรอบข้างเบาบางลงเล็กน้อย "เราไม่ได้ต้องการจุดจบค่ะท่าน เราแค่ต้องการความจริง"
ชายชราจ้องมองเอเลน่าครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมรับกระบอกน้ำไปจิบ "ความจริงคือสิ่งของราคาแพงที่สุดในตลาดแห่งนี้ ถ้าเจ้าอยากได้มากนัก ก็จงฟังให้ดี" เขาโน้มตัวลงมาจนกลิ่นเหล้าหมักและกลิ่นดินพุ่งเข้าจมูกผม "สิ่งที่เจ้าตามหาไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่มันถูกซ่อนอยู่ในหุบเขาที่เสียงสะท้อนไม่มีวันกลับมา... หุบเขาที่คนตายเป็นคนบอกทาง"
เขากำเหรียญเงินในมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ก่อนจะดึงแขนเสื้อของผมไว้ด้วยแรงมหาศาลที่คาดไม่ถึงจากคนวัยนี้ "อย่าไว้ใจใครที่มองเจ้าด้วยสายตาอ่อนโยน โดยเฉพาะคนที่ร่วมทางมากับเจ้าตั้งแต่วันแรก"
ผมชะงักไป ความรู้สึกเหมือนถูกกระแสไฟฟ้าช็อตแล่นผ่านสันหลัง ผมหันไปมองเอเลน่า เธอทำเพียงยืนกอดอก ยิ้มบางๆ อย่างที่เคยทำเสมอ แต่วันนี้ รอยยิ้มนั้นกลับดูเหมือนหน้ากากที่กำลังจะหลุดร่วง
ทันใดนั้น เสียงระฆังไม้ที่ผูกไว้กับเสากลางตลาดก็ดังขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ผู้คนในตลาดเริ่มแตกตื่น หลายคนคว้าอาวุธขึ้นมา เตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่มองไม่เห็น ชายชราคนนั้นรีบยัดเหรียญคืนใส่มือผมแล้วผลักอกผมอย่างแรง "วิ่งไปที่หลังน้ำตก อย่าหันหลังกลับจนกว่าจะได้ยินเสียงนกหวีดสามครั้ง!"
ผมหันไปคว้ามือเอเลน่าเพื่อจะพาวิ่ง แต่เธอกลับสะบัดมือออกอย่างรุนแรง สายตาที่เคยมองโลกในแง่ดีหายไปสิ้น เหลือเพียงความเย็นชาที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน เธอไม่ได้มองผม แต่เธอกำลังมองไปที่กลุ่มชายฉกรรจ์เหล่านั้น พร้อมกับพยักหน้าให้พวกมันอย่างรู้กัน
"ขอบใจนะกานต์ ที่ช่วยนำทางฉันมาถึงที่นี่" เอเลน่าพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความผูกพันที่เคยสั่งสมมา "แต่น่าเสียดายที่เป้าหมายของเรามันคนละทางกัน... และของในมือคุณ ตอนนี้กลายเป็นของฉันแล้ว"
ผมก้มมองมือตัวเอง เหรียญเงินที่เคยอยู่ตรงนั้นหายไปแล้ว พร้อมกับความรู้สึกว่างเปล่าที่ก่อตัวขึ้นในอก ท่ามกลางความโกลาหลของตลาดนัดในหุบเขาที่กำลังลุกเป็นไฟ ผมพบว่าตัวเองไม่ได้กำลังออกตามหาความจริงเพียงลำพังอีกต่อไป แต่กำลังถูกล่าโดยคนที่ผมไว้ใจที่สุดในชีวิต
หวังว่าทุกท่านจะยังคงไม่ทอดทิ้งผมไว้ในหุบเขาแห่งความมืดมิดนี้ไปพร้อมกับคำถามที่ไร้คำตอบนะครับ - แบกเป้ท่องโลก
จดหมายเหตุข้างทาง: รอยเท้าที่หายไปในทวีปที่ไม่มีชื่อ•ตอนที่ 10
ตลาดนัดในหุบเขา
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จดหมายเหตุข้างทาง: รอยเท้าที่หายไปในทวีปที่ไม่มีชื่อ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!