จดหมายเหตุข้างทาง: รอยเท้าที่หายไปในทวีปที่ไม่มีชื่อ•ตอนที่ 27

ทิ้งรอยเท้าไว้เบื้องหลัง

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
“หยุดอยู่ตรงนั้น... อย่าก้าวเข้ามาใกล้กว่านี้!” ผมตะโกนออกไป น้ำเสียงของผมสั่นเครือจนแทบจำตัวเองไม่ได้ มือขวาของผมกำสมุดบันทึกหนังปกเก่าคร่ำครึแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ชายชราตรงหน้า—คนที่ควรจะเป็นพ่อของผม—หยุดนิ่งสนิท ท่ามกลางบรรยากาศของหุบเขาที่เงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจที่หอบกระชั้นของผมเอง ดวงตาของเขายังคงคมกล้า แฝงความอ่อนโยนที่คุ้นเคย แววตาคู่นั้นไม่ได้แสดงความโกรธเคืองหรือความแปลกแยก แต่มันกลับเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยที่ลึกซึ้งเกินกว่าคนคนหนึ่งจะแบกรับไว้ได้ “กานต์... ลูกโตขึ้นมากนะ” เสียงของเขาทุ้มต่ำและราบเรียบ ราวกับเสียงกระซิบที่ลอยมาจากกาลเวลา “สมุดเล่มนั้นไม่ใช่ของลูกหรอกนะ มันคือเศษเสี้ยวของความทรงจำที่ข้าเคยทำหล่นหายไปในทวีปนี้ วันนี้... ถึงเวลาที่มันควรจะกลับไปสู่ที่ของมันแล้ว” เอเลน่าที่ยืนอยู่ข้างหลังผมก้าวออกมาหนึ่งจังหวะ มือของเธอสัมผัสเบาๆ ที่ไหล่ของผม ผมรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นที่ส่งผ่านเสื้อแจ็คเก็ตกันลมของเธอมาปลอบประโลมความสับสนในใจ เธอไม่ได้พูดอะไร แต่แรงบีบที่ไหล่ของเธอนั้นหนักแน่นและมั่นคง ราวกับจะบอกผมว่า *‘ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร หรือสิ่งที่เกิดขึ้นนี้คืออะไร ฉันจะอยู่ข้างคุณ’* “ทำไมต้องเป็นตอนนี้?” ผมเค้นถาม พร้อมกับก้าวเข้าไปใกล้ชายคนนั้น “สิบปีที่ผ่านมา ผมออกตามหาคำตอบจากสมุดบันทึกเล่มนี้ ผมเดินทางผ่านพื้นที่ที่ไม่มีชื่อ ข้ามพรมแดนที่มองไม่เห็น เพื่อที่จะพบว่าสุดท้ายคนที่ผมตามหา กลับมายืนรอผมอยู่ในที่ที่ห่างไกลที่สุดบนโลกใบนี้เพื่อจะขอสมุดเล่มนี้คืนเนี่ยนะ?” ชายชราคลี่ยิ้มจางๆ บนใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นนั้น เขายกมือขึ้นชี้ไปยังหน้าผาสูงชันที่เบื้องหลังเรา ซึ่งเป็นจุดที่เส้นทางสำรวจเส้นสุดท้ายของเขาได้จบลงอย่างเป็นปริศนา “การเดินทางไม่ได้มีไว้เพื่อให้เราได้รับสิ่งใดกลับมาเสมอไปหรอกกานต์ แต่มันมีไว้เพื่อให้เราเรียนรู้ที่จะ ‘ทิ้ง’ อะไรบางอย่างไว้ข้างหลัง เพื่อที่เราจะได้เดินต่อไปได้โดยไม่ถูกอดีตเหนี่ยวรั้งไว้” ผมมองลงไปที่สมุดในมือ ในเล่มนี้เต็มไปด้วยแผนที่ที่เขียนด้วยลายมือของเขา บันทึกการเดินทางที่ไม่เคยถูกตีพิมพ์ และความลับของเส้นทางสายที่สาบสูญ แต่นั่นเป็นสิ่งที่พ่อผมต้องการจะทิ้งไว้จริงๆ หรือ? หรือเป็นเพียงกรงขังที่เขาขังตัวเองไว้ในความทรงจำตลอดกาล? ผมหันไปมองเอเลน่า เธอสบตาผม สายตาของเธอสะท้อนความเห็นอกเห็นใจอย่างที่สุด เธอรู้ดีว่านี่คือวินาทีที่สำคัญที่สุดในชีวิตการเดินทางของผม ไม่ใช่การพิชิตยอดเขา หรือการค้นพบดินแดนใหม่ แต่มันคือการตัดสินใจว่าผมจะยอมให้ความทรงจำเกี่ยวกับพ่อกลายเป็นสมอเรือที่รั้งชีวิตผมไว้ หรือจะเป็นเข็มทิศที่นำทางให้ผมก้าวต่อไป “ถ้าผมคืนให้คุณ...” ผมเริ่มพูดช้าๆ “ผมก็ไม่มีอะไรเหลือที่เชื่อมโยงถึงคุณอีกต่อไปแล้วนะ” “ลูกมีชีวิตของลูกเอง กานต์” ชายชราเดินเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าวหนึ่ง—ในระยะที่ผมสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของดินและกลิ่นหนังสือเก่าๆ ที่ติดตัวเขามา “ถ้าลูกยังยึดติดกับสิ่งที่พ่อนำทางไว้ ลูกก็จะเป็นแค่เพียงเงาที่เดินตามรอยเท้าพ่อเท่านั้น แต่ถ้าลูกทิ้งมันไว้ที่นี่... ลูกถึงจะเริ่มสร้างรอยเท้าของลูกเองได้” เขายื่นมือออกมา มือที่เหี่ยวย่นและหยาบกร้านจากการทำงานหนักแต่มั่นคงดุจหินผา ผมมองมือคู่นั้นสลับกับสมุดบันทึกในมือ ความเจ็บปวดจากการสูญเสียที่กัดกินหัวใจผมมานับสิบปีดูเหมือนจะเบาบางลงในวินาทีนั้น ผมตระหนักได้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมไม่ได้ตามหาพ่อ ผมแค่ตามหา 'ข้อแก้ตัว' ที่จะทำให้ผมไม่ต้องเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าที่ไม่มีเขา ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กลิ่นอายของธรรมชาติที่นี่บริสุทธิ์และเงียบเหงา ผมตัดสินใจก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ก่อนจะวางสมุดบันทึกเล่มนั้นลงบนโขดหินที่ราบเรียบตรงหน้าชายชรา “นี่คือทั้งหมดที่ผมมี” ผมพูดเสียงหนักแน่น “ขอบคุณที่ทำให้ผมได้พบ... และขอบคุณที่ทำให้ผมรู้ว่า ถึงเวลาที่ผมต้องไปต่อแล้ว” ชายชราหยิบสมุดเล่มนั้นขึ้นมา เขาไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงแค่พยักหน้าให้ผมช้าๆ ราวกับเป็นการยอมรับในตัวตนที่ผมเพิ่งจะสร้างขึ้นใหม่ในวินาทีนั้น ผมหันหลังกลับ ก้าวเดินออกไปพร้อมกับเอเลน่าโดยไม่หันกลับไปมองอีก แม้ว่าในใจจะอยากหันไปดูว่าเขายังอยู่ที่นั่นไหม หรือว่าทุกอย่างเป็นเพียงภาพหลอนที่เกิดจากความเหนื่อยล้า แต่ผมเลือกที่จะเชื่อมั่นในก้าวที่กำลังเดินอยู่ เราเดินมาได้สักพักจนลับสายตาจากจุดเดิม ผมหยุดยืนอยู่บนสันเขา มองทอดสายตาออกไปยังเบื้องล่างที่ทอดยาวไกลสุดลูกหูลูกตา เส้นทางข้างหน้าไม่มีแผนที่ ไม่มีร่องรอยของพ่อ และไม่มีอดีตที่ผมต้องแบกรับอีกต่อไป ทว่า ในขณะที่ผมกำลังจะก้าวเท้าออกเดินต่อ เสียงกระซิบที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากความว่างเปล่าข้างๆ หูของผม เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของชายชรา แต่เป็นเสียงที่ทุ้มต่ำและแฝงไปด้วยความยินดีที่ทำเอาผมต้องชะงักกึกจนตัวแข็งทื่อ “ดีมากกานต์... แผนที่เล่มนั้นเป็นเพียงกับดักสำหรับคนที่หลงทาง แต่คนที่จะก้าวข้ามทวีปที่ไม่มีชื่อนี้ได้จริงๆ คือคนที่กล้าทำลายแผนที่ของตัวเองทิ้ง” ผมหมุนตัวกลับอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่ผมเห็นไม่ใช่ชายชราที่เดินจากไป แต่มันคือเข็มทิศพกพาเรือนเก่าที่ผมเคยทำหายไปเมื่อตอนอายุห้าขวบ—วางอยู่บนพื้นหญ้าตรงหน้าผม ราวกับว่ามีคนเพิ่งวางมันไว้เมื่อครู่นี้เอง ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตมาพร้อมกับบันทึกการเดินทางเล่มนี้ไปกับผมนะครับ แบกเป้ท่องโลก
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จดหมายเหตุข้างทาง: รอยเท้าที่หายไปในทวีปที่ไม่มีชื่อ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%