"ถ้าเราตายไปจริงๆ ในหุบเขานั่น คุณคิดว่าจะมีใครจำกลิ่นดินหลังฝนตกแบบนี้ได้บ้างไหมครับ กานต์"
เอเลน่าไม่ได้หันมามองผม เธอเพียงแต่นั่งกอดเข่าอยู่บนโขดหินริมหน้าผา สายตาจดจ้องไปยังกลุ่มหมอกที่ค่อยๆ จางหายไปจากหุบเขาเบื้องล่าง มือของเธอถือถ้วยกาแฟโลหะที่เริ่มเย็นชืดไปนานแล้ว กลิ่นอายของความตายจากเหตุการณ์เมื่อสองวันก่อนยังคงวนเวียนอยู่ในจมูกผม แต่มันกลับถูกแทนที่ด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของไม้สนที่ถูกเผาไหม้ในเตาผิง
ผมขยับตัวนั่งลงข้างๆ ความปวดร้าวที่กล้ามเนื้อขาจากการปีนป่ายหนีตายยังคงประท้วงทุกครั้งที่ขยับ "ผมว่าโลกไม่ได้ต้องการให้ใครจำหรอกครับเอเลน่า มันแค่อยากให้เราเดินต่อไป... เหมือนกับที่กระแสน้ำในแม่น้ำสายนั้นไม่เคยไหลย้อนกลับเพื่อไปแก้ไขรอยตีนที่มันลบหายไปเอง"
เอเลน่าหัวเราะเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูเหนื่อยล้าแต่แฝงไปด้วยความโล่งใจ เธอวางถ้วยกาแฟลงบนพื้นหิน แล้วหันมามองผม แววตาที่เคยแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยการระแวดระวังภัยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา บัดนี้กลับดูอ่อนแสงลงราวกับคนละคน "คุณรู้ไหมกานต์ ตอนที่ปืนในมือคุณลั่นออกไปเพื่อสกัดทางพวกนั้น ผมไม่ได้มองว่าคุณเป็นนักเดินทางที่กลัวความตาย แต่มองเห็นผู้ชายคนหนึ่งที่ยอมสละความสงบในใจเพื่อปกป้องความทรงจำที่พ่อน่าจะอยากให้คุณลืมไปให้หมด"
ชื่อพ่อที่หลุดออกมาจากปากเธอทำให้หัวใจผมกระตุกวูบ ผมหยิบสมุดบันทึกเล่มหนาที่เกือบจะกลายเป็นเชื้อเพลิงในกองไฟเมื่อคืนก่อนขึ้นมาพลิกดู หน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยรอยยับและคราบดินคือกำแพงสุดท้ายที่กั้นระหว่างตัวตนเก่ากับชีวิตใหม่ที่ผมกำลังตามหา "ผมไม่ได้ปกป้องความทรงจำครับ ผมแค่กำลังพยายามหาจุดจบให้มันต่างหาก"
เรานั่งเงียบกันไปพักใหญ่ ลมหายใจที่ประสานกันเข้ากับจังหวะของหุบเขาทำให้ความตึงเครียดที่เคยกดทับบ่าค่อยๆ จางไป ความรู้สึกเบาสบายอย่างประหลาดก่อตัวขึ้น เหมือนกับนักดำน้ำที่โผล่พ้นผิวน้ำหลังจากกลั้นหายใจมานานเกินไป ผมมองดูรอยแผลที่หลังมือเอเลน่า มันเป็นแผลเป็นใหม่ที่สดอยู่ แต่เธอกลับดูภูมิใจกับมันราวกับเหรียญตรา
"เราถึงจุดหมายแล้วใช่ไหมครับ" ผมถามเบาๆ พลางมองไปยังเส้นขอบฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มทอง
"ไม่หรอกกานต์" เอเลน่าลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นออกจากกางเกงลุยป่าตัวเก่า "จุดหมายน่ะเป็นแค่เรื่องสมมติที่เราสร้างขึ้นมาเพื่อหลอกตัวเองว่าเรากำลังไปที่ไหนสักแห่ง แต่ความจริงคือเราแค่กำลังย้ายที่จมอยู่กับตัวเองไปเรื่อยๆ ต่างหาก คุณพร้อมจะเปลี่ยนที่จมหรือยังล่ะ"
ผมเงยหน้ามองเธอ แสงอาทิตย์ที่เริ่มส่องกระทบใบหน้าทำให้เธอดูคล้ายภาพวาดสีน้ำมันที่ถูกทิ้งไว้กลางแดดจัด "ถ้าคุณไป ผมก็ไปครับ"
จังหวะที่ผมกำลังจะเก็บสมุดบันทึกเข้าเป้ สายตาผมเหลือบไปเห็นบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้โขดหินที่เอเลน่านั่งเมื่อครู่ มันไม่ใช่ก้อนหิน แต่มันคือปลอกกระสุนขนาดที่ผมไม่คุ้นเคย และมีสัญลักษณ์รูป 'วงแหวนแตกสลาย' สลักอยู่บนนั้น ซึ่งเป็นตราประทับเดียวกับที่ปรากฏในจดหมายฉบับสุดท้ายที่พ่อส่งถึงผมก่อนจะหายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน
ผมชะงักมือที่กำลังจะหยิบมันขึ้นมา หัวใจเต้นแรงจนแทบจะได้ยินเสียงสะท้อน เอเลน่าที่เดินนำไปข้างหน้าสองสามก้าวหยุดชะงัก เธอยังไม่หันหลังกลับมา แต่เสียงของเธอเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันราบเรียบ เย็นชา และเต็มไปด้วยความหมายที่ผมไม่เคยสัมผัสมาก่อน
"กานต์... อย่าหยิบมันขึ้นมา" เธอพูดโดยไม่หันมามอง "เพราะถ้าคุณหยิบมันขึ้นมา นั่นหมายความว่าเกมที่พ่อคุณวางไว้ ไม่ได้จบลงแค่ที่นี่... แต่มันกำลังจะเริ่มต้นขึ้นจริงๆ ต่อจากนี้ไปต่างหาก"
สิ้นคำพูดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายคนก็ดังขึ้นจากเบื้องหลัง พร้อมกับการปรากฏตัวของเงาร่างสามสายที่ก้าวออกมาจากแนวป่า พวกเขาไม่ได้ถืออาวุธ แต่ในมือของคนกลางกลับถือรูปถ่ายใบหนึ่งที่ผมคุ้นเคยดีที่สุด มันคือรูปถ่ายของผม... ในวินาทีที่ผมกำลังกดยืนยันการจองตั๋วเครื่องบินสำหรับทริปนี้เมื่อสองเดือนก่อน
ผมมองไปที่เอเลน่า แล้วมองไปยังคนเหล่านั้น ความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัวเข้าปกคลุมพื้นที่หน้าผานี้อีกครั้ง และผมก็ตระหนักได้ในวินาทีนั้นเองว่า สิ่งที่เราเพิ่งผ่านพ้นมา... เป็นเพียงแค่บททดสอบเล็กๆ เท่านั้น
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านร้อนผ่านหนาวมากับผมจนถึงบรรทัดนี้นะครับ
แบกเป้ท่องโลก
จดหมายเหตุข้างทาง: รอยเท้าที่หายไปในทวีปที่ไม่มีชื่อ•ตอนที่ 28
ท้องฟ้าวันใหม่
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จดหมายเหตุข้างทาง: รอยเท้าที่หายไปในทวีปที่ไม่มีชื่อ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!