"วางแผนที่นั่นลงเถอะครับเอเลน่า มันไม่มีความหมายอะไรอีกแล้วสำหรับจุดหมายที่เรากำลังจะไป"
ผมพูดโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง ขณะที่มือยังคงพับเสื้อผ้าตัวเก่าที่ผ่านการซักด้วยน้ำในลำธารนับครั้งไม่ถ้วนลงในเป้ใบเก่ง รอยเปื้อนฝุ่นดินของทวีปที่ไม่มีชื่อนี้เกาะแน่นเป็นปื้นบนเนื้อผ้า ราวกับมันพยายามจะฝังรากลึกลงไปในความทรงจำของผม
เอเลน่าไม่ได้ตอบในทันที เธอเพียงแค่นั่งนิ่งอยู่บนโขดหินริมหน้าผา สายตาของเธอกวาดมองไปที่ขอบฟ้าสีครามที่ตัดกับสีน้ำตาลแดงของผืนทรายเบื้องล่าง นิ้วมือเรียวยาวของเธอไล้ไปตามรอยพับของแผนที่เก่าคร่ำคร่า ก่อนจะม้วนมันเก็บอย่างแผ่วเบา
"กานต์... คุณเชื่อไหมว่าการเดินทางที่ยาวนานที่สุด ไม่ใช่ระยะทางที่เท้าเดินไปถึง แต่มันคือระยะทางที่หัวใจยอมรับความจริงว่าถึงเวลาต้องหยุด" เธอกล่าว น้ำเสียงของเธอราบเรียบ ทว่าสั่นเครือเพียงเล็กน้อย
ผมหยุดมือที่กำลังรูดซิปเป้ แล้วหันไปมองแผ่นหลังที่ดูเข้มแข็งของเธอ ในวินาทีนั้น ความเงียบงันระหว่างเราไม่ได้น่าอึดอัด แต่มันกลับเต็มไปด้วยถ้อยคำที่ไม่ได้เอ่ยออกมา เรื่องราวของพ่อที่ผมแบกไว้ในใจมาตลอดหลายปี เรื่องราวของการหนีออกจากโลกความเป็นจริงที่เอเลน่าเองก็ดูจะเข้าใจมันได้ดีกว่าใคร
"คุณจะกลับนอร์เวย์จริงๆ ใช่ไหมครับ" ผมถาม ทั้งที่รู้คำตอบดีอยู่แล้ว
เอเลน่าหันมาส่งยิ้มให้ รอยยิ้มที่ไม่ได้สดใสเหมือนครั้งแรกที่เราพบกันที่สถานีรถไฟเก่าๆ แต่มันคือรอยยิ้มของคนที่ผ่านโลกมาและยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น "โลกนี้กว้างใหญ่เกินกว่าจะกักขังใครไว้ได้ตลอดไปนะครับกานต์ ถึงแม้เราจะเดินมาด้วยกันจนเกือบสุดขอบทวีป แต่เท้าของผมกับคุณมีทางแยกที่ต้องเลือกเสมอ และผมเลือกแล้ว... ที่จะกลับไปเริ่มต้นใหม่ในที่ที่ผมเคยจากมา"
ผมเดินเข้าไปใกล้เธอ กลิ่นอายของป่าสนและเกลือทะเลจางๆ จากตัวเธอช่างคุ้นเคยและให้ความรู้สึกปลอดภัย เรายืนเคียงข้างกัน มองดูพระอาทิตย์ที่เริ่มคล้อยต่ำลง มันไม่ใช่การลาจากด้วยน้ำตา แต่มันคือการยอมรับว่า 'มิตรภาพ' ไม่จำเป็นต้องมาพร้อมกับการครอบครองทางกายภาพเสมอไป
"ขอบคุณนะครับ" ผมพึมพำ "ที่ทำให้ผมเรียนรู้ว่า การสูญเสียพ่อไม่ได้แปลว่าผมต้องสูญเสียตัวตนของตัวเองไปด้วย"
เอเลน่าแตะมือลงบนไหล่ผม แรงบีบนั้นหนักแน่นและมั่นคง "คุณไม่ได้สูญเสียใครหรอกกานต์ สิ่งที่สำคัญจริงๆ มันฝังอยู่ในรอยเท้าที่คุณทิ้งไว้ในทุกที่ที่คุณผ่านไปต่างหาก"
เราแยกทางกันที่ทางแยกเบื้องหน้าโดยไม่มีคำกล่าวลาที่ยืดเยื้อ เพียงแค่การพยักหน้าให้กันและรอยยิ้มที่จริงใจที่สุดเท่าที่มนุษย์สองคนจะมอบให้กันได้ ผมเดินไปตามเส้นทางสายตะวันตก ส่วนเธอมุ่งหน้าสู่ท่าเรือทางทิศเหนือ ผมไม่หันหลังกลับไปมอง เพราะผมรู้ว่าภาพของเธอจะติดตรึงอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุดของความทรงจำ ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด
ทว่า ในขณะที่ผมกำลังจะก้าวพ้นจากหุบเขาลูกที่สาม ลมพัดแรงจนกระดาษแผ่นหนึ่งปลิวออกมาจากกระเป๋าหน้าของเป้ที่ผมเพิ่งได้รับมาจากเอเลน่าก่อนแยกทางกัน ผมรีบคว้ามันไว้ด้วยความสงสัย ก่อนจะพบว่ามันไม่ใช่แผนที่ แต่เป็นจดหมายที่เขียนด้วยลายมือคุ้นตา
*“กานต์... ถ้าคุณอ่านจดหมายฉบับนี้ แสดงว่าคุณมาถึงจุดที่ผมบอกว่า ‘อย่าได้หันกลับมา’ แล้วจริงๆ แต่นี่คือความจริงที่คุณจำเป็นต้องรู้... คนที่ยืนรอคุณอยู่ที่ปลายทางนั้น ไม่ใช่คนแปลกหน้า แต่เป็นคนที่คุณพยายามลืมไปนานที่สุด และเขา... คือคนที่ถือกุญแจดอกสุดท้ายของพินัยกรรมพ่อคุณ”*
หัวใจของผมกระตุกวูบ ผมรีบกวาดสายตาไปยังเงาดำที่ยืนตระหง่านอยู่หลังโขดหินไกลออกไป เงาร่างนั้นสวมหมวกปีกกว้างที่ผมจำได้แม่นยำ มันคือหมวกใบเดียวกับที่พ่อสวมในรูปถ่ายใบสุดท้ายก่อนที่ท่านจะหายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน
ร่างนั้นค่อยๆ ก้าวออกมาจากความมืดมิดของพุ่มไม้ เผยให้เห็นใบหน้าที่เหี่ยวย่นตามกาลเวลา ทว่าดวงตาคู่นั้น... ดวงตาที่ผมมองเห็นทุกครั้งที่ส่องกระจกเงา
"ไม่เจอกันนานเลยนะ... ลูกชาย"
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรมาจนถึงตอนรองสุดท้ายนะครับ แล้วพบกันในตอนจบครับผม
จดหมายเหตุข้างทาง: รอยเท้าที่หายไปในทวีปที่ไม่มีชื่อ•ตอนที่ 29
จากลาเพื่อเริ่มต้น
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จดหมายเหตุข้างทาง: รอยเท้าที่หายไปในทวีปที่ไม่มีชื่อ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!