"ถ้าคุณก้าวผ่านขีดจำกัดของแผนที่แผ่นนี้ไป สิ่งที่คุณจะเจอไม่ใช่คำตอบ แต่มันคือการสูญเสียตัวตนไปตลอดกาล คุณพร้อมจะแลกชีวิตตัวเองกับความทรงจำที่อาจจะไม่มีอยู่จริงแล้วหรือยัง กานต์?"
เสียงของเอเลน่าไม่ได้สั่นเครือ แต่มันแฝงไปด้วยความเย็นเยียบที่บาดลึกถึงกระดูก เธอวางกระดาษไขแผ่นเก่าที่เต็มไปด้วยรอยจดบันทึกของพ่อผมลงบนโต๊ะไม้ที่ผุกร่อน กลิ่นอายของความชื้นในบ้านพักกลางหุบเขาแห่งนี้ทำให้ทุกอย่างดูเคว้งคว้างไปหมด
ผมมองเศษกระดาษเหล่านั้น มือของผมสั่นจนต้องกำหมัดแน่น พ่อหายไปเมื่อสิบปีก่อน ทิ้งไว้เพียงเข็มทิศที่ไม่เคยชี้ไปทางทิศเหนือที่ถูกต้อง กับสมุดบันทึกที่เต็มไปด้วยพิกัดของดินแดนที่ไม่มีใครรู้จัก ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมใช้ชีวิตเหมือนคนพเนจร เดินทางไปในที่ที่พ่อเคยเขียนไว้ เพื่อตามหารอยเท้าของชายที่ผมแทบจำใบหน้าไม่ได้ชัดเจนนัก
"เอเลน่า คุณก็รู้ว่าถ้าผมหยุดตอนนี้..." ผมหยุดพูด กลืนก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ในลำคอลงไป "ชีวิตที่เหลือของผมก็คงเป็นได้แค่คนแปลกหน้าที่เดินวนอยู่ในเขาวงกตที่พ่อสร้างทิ้งไว้เท่านั้น"
เอเลน่าถอนหายใจยาว เธอเดินมาหยุดข้างๆ ผม กลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรป่าที่ติดตัวเธอมาไม่ได้ช่วยให้ผมรู้สึกสงบขึ้นเลย เธอยื่นมือมาแตะไหล่ผมเบาๆ แรงบีบนั้นหนักแน่นและจริงใจ
"การปล่อยวางไม่ใช่การยอมแพ้นะกานต์ มันคือการอนุญาตให้ตัวเองได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ในฐานะกานต์ ไม่ใช่เงาของใครบางคนที่หายไปในสายหมอก" เธอมองลึกเข้ามาในดวงตาผม "ดูเข็มทิศนั่นสิ เข็มมันหมุนวนไม่หยุดมาสามวันแล้ว นั่นเป็นสัญญาณชัดเจนว่าดินแดนแห่งนั้นไม่ได้ต้องการให้ใครเข้าไปค้นพบ หากคุณก้าวเท้าออกไปพรุ่งนี้ เราอาจจะไม่ได้กลับมาอีกเลย"
ผมก้มลงมองเข็มทิศทองเหลืองในมือ เข็มสีเงินนั้นสั่นระริกเหมือนหัวใจที่เต้นรัวของผม ความเงียบในห้องทำงานเหมือนจะบีบคั้นให้ผมต้องเลือก ระหว่าง 'ความจริง' ที่อาจจะโหดร้าย หรือ 'อนาคต' ที่ผมยังไม่เคยสร้างขึ้นมาเอง
"ถ้าผมเลือกจะเดินต่อไป คุณจะยังอยู่กับผมไหม?" ผมถามคำถามที่โง่เขลาที่สุดในชีวิตออกไป
เอเลน่าเงียบไปครู่หนึ่ง เธอไม่ได้ตอบทันที แต่หันไปหยิบกระเป๋าเป้ใบเก่งขึ้นมาสะพายไว้ที่ไหล่ข้างหนึ่ง แววตาของเธอเปลี่ยนไป เป็นแววตาที่ผมเห็นในวันที่เราเผชิญกับพายุทรายด้วยกัน มันไม่ใช่ความเมตตา แต่มันคือความเด็ดเดี่ยว
"กานต์... มิตรภาพของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเดินไปที่ไหน แต่มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะรักษาความหมายของการเดินทางไว้อย่างไร" เธอพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "แต่ครั้งนี้ ผมต้องตัดสินใจเอง ผมจะไม่ทำหน้าที่เป็นเข็มทิศให้คุณอีกแล้ว เพราะนั่นคือการโกหกตัวเองว่าคุณมีเป้าหมายที่แท้จริง"
ผมหลับตาลง ภาพในวัยเด็กย้อนกลับมา พ่อที่สัญญากับผมว่าจะกลับมาพร้อมเรื่องเล่าจากขอบโลก พ่อที่ไม่เคยผิดสัญญาเรื่องของขวัญ แต่กลับผิดสัญญาเรื่องการกลับบ้าน การตามหาพ่อในครั้งนี้ คือการตามหาคำตอบว่าเขารักผมมากพอที่จะกลับมา หรือเขารักการผจญภัยมากกว่าผมกันแน่
ผมนิ่งไปนาน จนกระทั่งเสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนดังขึ้นที่หน้าประตูไม้เก่าๆ นั้น มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของเอเลน่า และไม่ใช่เสียงของชาวบ้านในละแวกนี้ มันเป็นเสียงที่จังหวะสม่ำเสมอ เป็นระเบียบ และทรงพลังราวกับทหาร
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง—จังหวะที่พ่อเคยใช้เคาะประตูห้องนอนของผมในทุกๆ เช้าก่อนเขาจะออกเดินทางไกล
ผมตัวแข็งทื่อ เอเลน่าขยับตัวเข้ามาใกล้ผมโดยสัญชาตญาณ มือของเธอเลื่อนไปจับมีดพกที่ข้างเอวอย่างเงียบเชียบ ประตูไม้ค่อยๆ แง้มออกช้าๆ เผยให้เห็นเงามืดที่ทอดยาวเข้ามาในห้อง พร้อมกับเสียงแหบพร่าที่คุ้นหูจนผมแทบหยุดหายใจ
"กานต์... ลูกยังไม่ออกเดินทางไปอีกงั้นหรือ? พ่อรอจุดหมายปลายทางสุดท้ายอยู่ที่นั่นมานานเกินไปแล้วนะ"
ผมมองไปยังร่างชายชราในชุดเสื้อแจ็คเก็ตกันลมสีซีดที่ยืนอยู่ตรงนั้น รอยแผลเป็นบนแก้มขวาของเขายังคงเป็นรอยเดิมที่ผมจำได้ขึ้นใจ แต่นั่น... มันเป็นไปไม่ได้ พ่อควรจะอายุ 60 ปี แต่วันนี้คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมกลับมีอายุไม่ต่างจากวันที่เขาจากไปเมื่อสิบปีก่อนเลยแม้แต่วันเดียว!
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเฝ้าสังเกตการณ์การตัดสินใจครั้งนี้ไปกับผมนะครับ - แบกเป้ท่องโลก
จดหมายเหตุข้างทาง: รอยเท้าที่หายไปในทวีปที่ไม่มีชื่อ•ตอนที่ 26
การตัดสินใจครั้งสำคัญ
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จดหมายเหตุข้างทาง: รอยเท้าที่หายไปในทวีปที่ไม่มีชื่อ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!