"อย่าหันหลังกลับเด็ดขาด กานต์! วิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่ลมหายใจนายจะอำนวย!"
เสียงของเอเลน่าตวาดลั่นท่ามกลางเสียงฝีเท้าที่กระทบพื้นดินแข็งกระด้าง กลิ่นสนิมเหล็กและไอเย็นยะเยือกของราตรีตีเข้าที่ใบหน้าจนผมรู้สึกชาไปถึงกระดูก ประตูบานนั้นพังครืนลงไปแล้ว เสียงไม้หักดังสนั่นตามด้วยเสียงคำรามต่ำที่ฟังดูไม่เหมือนมนุษย์ สิ่งที่ไล่ล่าเราไม่ได้มาเพียงเพื่อจับตัว แต่มันมาเพื่อปิดปากพยานที่รู้อะไรบางอย่างเข้าโดยบังเอิญ
ผมเร่งฝีเท้าตามเงาร่างของหญิงสาวชาวนอร์เวย์ไปในความมืด แสงไฟจากเมืองชายแดนเบื้องหน้าที่ดูราวกับหิ่งห้อยที่กำลังจะดับแสงเป็นเป้าหมายเดียวของเรา ผมคว้าสายสะพายเป้ให้แน่นขึ้น หัวใจเต้นรัวจนแทบทะลุออกมาจากอก ความกลัวไม่ได้ทำให้ผมหยุด แต่ความทรงจำเกี่ยวกับพ่อที่เคยบอกว่า 'การเดินทางที่แท้จริงจะเริ่มขึ้นเมื่อเราไม่เหลือทางถอย' ต่างหากที่ผลักดันให้ผมวิ่งต่อ
เราทิ้งความวุ่นวายไว้เบื้องหลังจนกระทั่งเสียงเหล่านั้นค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงเสียงหอบหายใจของผมที่ดังแข่งกับเสียงลมหวีดหวิวที่พัดผ่านรอยแยกของโขดหิน
"เรา... เราปลอดภัยหรือยัง" ผมถามพลางก้มตัวลงหอบหายใจข้างกำแพงหินเก่าคร่ำครึแห่งหนึ่ง
เอเลน่าไม่ได้ตอบทันที เธอขยับหมวกไหมพรมขึ้นเล็กน้อย ดวงตาสีฟ้าครามใต้แสงดาวมองผ่านไหล่ผมกลับไปทางเส้นทางที่เราเพิ่งวิ่งหนีมา เธอหยิบเข็มทิศเก่าๆ ออกมาดู นิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบเกินไป
"ไม่มีอะไรปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ในดินแดนสนธยานี้หรอกครับกานต์ แต่ตอนนี้ เราข้ามเขตแดนมาแล้ว"
ผมเงยหน้ามองสิ่งก่อสร้างเบื้องหน้า มันไม่ใช่เมืองที่ผมจินตนาการไว้ในแผนที่การท่องเที่ยว แต่มันคือกลุ่มก้อนของอาคารไม้เก่าแก่ที่ดูเหมือนจะถูกสร้างขึ้นด้วยเศษซากของเรืออับปาง ผู้คนในชุดคลุมหนาเตอะเดินก้มหน้าก้มตาผ่านไปมาโดยไม่มีใครเงยหน้ามองเราเลยสักคน ความเงียบงันที่นี่หนักอึ้งพอๆ กับก้อนหินที่ถ่วงอยู่ในใจของผม
เราเดินลัดเลาะเข้าไปในตรอกแคบๆ ที่มีกลิ่นอับของเกลือทะเลและเครื่องเทศราคาถูก ความรู้สึกโดดเดี่ยวถาโถมเข้ามาเหมือนคลื่นยักษ์ นี่ไม่ใช่แค่การมาต่างแดน แต่มันคือการหลุดเข้ามาในโลกที่ไร้ตัวตน ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ไม่มีชื่อเรียกสถานที่ในแผนที่ ไม่มีแม้กระทั่งเสียงทักทายของมนุษย์
"ทำไมพวกเขามองเราเหมือนไม่มีตัวตนล่ะ" ผมกระซิบถามขณะที่เราหาที่พักชั่วคราวในโรงแรมไม้ที่พื้นไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกก้าวที่เดิน
เอเลน่าหยุดกะทันหัน เธอหันมาเผชิญหน้ากับผม แสงตะเกียงน้ำมันสลัวๆ สาดกระทบใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจางๆ ของเธอ "ที่นี่คือรอยต่อของความจริงครับกานต์ คนที่มาถึงที่นี่ส่วนใหญ่... คือคนที่พยายามลบตัวเองออกจากอดีต นายมั่นใจแค่ไหนว่าสิ่งที่นายถืออยู่ในเป้นั่น คือของที่ควรจะมีอยู่"
คำพูดของเธอเหมือนมีดที่กรีดลงบนความมั่นใจของผม ผมวางเป้ลงบนเตียงไม้แคบๆ แล้วเปิดซิบออก สมุดบันทึกเล่มสีน้ำตาลที่พ่อทิ้งไว้ให้ยังคงอยู่ที่เดิม แต่ทันทีที่ผมสัมผัสปกสมุด ความรู้สึกเย็นวาบก็แล่นผ่านปลายนิ้ว
"พ่อไม่ได้แค่ทิ้งบันทึกไว้ให้ผมอ่านเฉยๆ ใช่ไหม" ผมถามเสียงสั่น
เอเลน่าไม่ได้ตอบ เธอเดินไปที่หน้าต่างไม้ผุๆ แล้วแง้มดูข้างนอก ก่อนจะหันกลับมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "มีคนเห็นเราเข้าแล้ว พวกเขาไม่ได้ตามมาจากประตูเมืองเมื่อกี้... แต่พวกเขาอยู่ที่นี่มาก่อนแล้ว กานต์ รีบเก็บของเดี๋ยวนี้ เราถูกล้อมตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้ามาในเมืองนี้แล้ว"
ผมรีบคว้าเป้ขึ้นสะพาย แต่ทว่าประตูห้องพักกลับถูกผลักเข้ามาอย่างแรงโดยชายร่างสูงใหญ่สองคนในชุดหนังสีดำสนิท ใบหน้าของพวกเขาถูกปิดบังไว้ด้วยหน้ากากที่ทำจากกระดูกสัตว์ ซึ่งมันดูผิดธรรมชาติอย่างน่าประหลาด
"ส่งสมุดนั่นมา" เสียงที่ออกมาจากหน้ากากนั่นแหบพร่าราวกับเสียงใบไม้แห้งถูกบดขยี้ "และเราจะปล่อยให้เพื่อนของเจ้าได้ใช้ชีวิตที่เหลือในฐานะคนแปลกหน้าที่ไร้ชื่อต่อไป"
เอเลน่าชักมีดพกสั้นออกมาจากรองเท้าบูท เธอขยับตัวมาบังผมไว้ "กานต์ ฟังผมนะ ถ้าผมสั่งให้วิ่ง ให้วิ่งไปทางหลังร้านที่มีบันไดลิง วิ่งขึ้นไปบนดาดฟ้าแล้วกระโดดลงไปในกองฟางข้างล่าง อย่าหันมามองไม่ว่าจะได้ยินอะไรก็ตาม!"
"แล้วคุณล่ะ?"
เธอยิ้มให้ผม เป็นรอยยิ้มที่เศร้าสร้อยที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา "ผมเป็นแค่จุดแวะพักในบันทึกของคุณกานต์ครับ หน้าที่ของผมจบลงตรงนี้... วิ่ง!"
เธอกระโจนเข้าใส่ชายร่างยักษ์คนหนึ่งอย่างไม่เกรงกลัว ผมไม่มีทางเลือก ผมหมุนตัววิ่งไปทางหน้าต่างหลังห้องที่เธอระบุไว้ หัวใจเต้นรัวจนแทบระเบิด ผมตะเกียกตะกายขึ้นบันไดลิง เสียงการต่อสู้เบื้องหลังดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ เสียงเหล็กกระทบกันดังก้องไปทั่วตรอกแคบๆ
ผมปีนขึ้นมาถึงดาดฟ้า ลมหนาวปะทะใบหน้าจนเย็นเยียบ ผมมองลงไปเห็นกองฟางที่เธอว่าไว้ แต่ก่อนที่ผมจะตัดสินใจกระโดด สายตาก็เหลือบไปเห็นเงาร่างคนๆ หนึ่งยืนรออยู่บนกองฟางนั้นแล้ว เขาถือสมุดบันทึกอีกเล่มที่หน้าตาเหมือนกับของผมไม่มีผิดเพี้ยน และเมื่อเขาสวมหมวกขึ้น ผมถึงกับหยุดหายใจ
ใบหน้านั้น... คือใบหน้าของผมเองในวัยที่ดูแก่ชรากว่านี้หลายสิบปี เขาเงยหน้าขึ้นมองผมพร้อมกับรอยยิ้มที่เย็นเยือก ก่อนจะชี้มาที่เป้ของผมแล้วพูดประโยคที่ทำลายโลกทั้งใบของผมลงในทันที
"ยินดีด้วยที่มาถึงกานต์... แต่เชื่อเถอะว่า นายไม่ใช่คนแรกที่พยายามจะหนีออกจากที่นี่ด้วยสมุดเล่มนี้หรอกนะ"
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับผมในเส้นทางที่มองไม่เห็นนะครับ หวังว่าเราจะพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
แบกเป้ท่องโลก
จดหมายเหตุข้างทาง: รอยเท้าที่หายไปในทวีปที่ไม่มีชื่อ•ตอนที่ 2
รอยเท้าแรกในดินแดนสนธยา
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จดหมายเหตุข้างทาง: รอยเท้าที่หายไปในทวีปที่ไม่มีชื่อ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!