"คุณกำลังโกหกตัวเองอยู่หรือเปล่า กานต์"
เอเลน่าไม่ได้หันมามองผม เธอยังคงง่วนอยู่กับการลับมีดพกด้วยหินขัดขนาดจิ๋ว เสียงกรีดร้องของโลหะที่เสียดสีกับหินในความเงียบสงัดของที่พักแรมกลางหุบเขาไร้นามมันช่างบาดลึกและกดดัน จนผมรู้สึกเหมือนทุกคำถามของเธอคือคมมีดที่กำลังจ่อเข้าที่หัวใจ
เรานั่งอยู่ข้างกองไฟที่เริ่มมอดดับเหลือเพียงเถ้าถ่านสีเทาที่เต้นระบำไปตามแรงลม หุบเขานี้ไม่มีชื่อเรียก มันเป็นเพียงจุดแต้มบนแผนที่เก่าๆ ที่พ่อเคยทิ้งไว้ให้ก่อนที่ท่านจะหายตัวไปอย่างปริศนาเมื่อสิบปีก่อน ผมบีบแก้วกาแฟโลหะในมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ความร้อนของมันไม่ได้ช่วยให้ความเหน็บหนาวในใจจางลงเลยแม้แต่น้อย
"ผมไม่ได้โกหก..." ผมตอบเสียงแผ่ว พยายามควบคุมจังหวะหายใจให้เป็นปกติ "ผมแค่... ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน"
เอเลน่าหยุดมือ เธอวางมีดลงบนตอไม้แล้วหันมามองผม ดวงตาสีฟ้าครามของเธอสะท้อนแสงไฟที่เหลือเพียงน้อยนิด มันเป็นสายตาที่ไม่ได้คาดคั้น แต่กลับทำให้ผมรู้สึกเปลือยเปล่ากว่าการถูกใครสักคนจ้องมองด้วยความสงสัย
"คุณแบกกระเป๋าใบเดิมมาตลอดหลายพันกิโลเมตร ในนั้นมีเข็มทิศพังๆ กับสมุดบันทึกที่หน้ากระดาษแทบจะหลุดออกมาอยู่แล้ว" เธอเว้นจังหวะ สายตาเธอมองไปยังเป้ใบใหญ่ที่พิงอยู่ข้างเต็นท์ "คุณไม่ได้ตามหาทวีปนี้เพื่อการท่องเที่ยวหรอก กานต์ คุณกำลังหนีอะไรบางอย่าง... หรือไม่ก็กำลังตามหาใครบางคน"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวที่พัดผ่านช่องเขาเหมือนเสียงครวญครางของคนเจ็บปวด ผมถอนหายใจยาว ก่อนจะยอมปลดปล่อยสิ่งที่ขังไว้ในอกมาเนิ่นนาน
"พ่อผมไม่ได้แค่หายตัวไป เอเลน่า" ผมเริ่มพูด เสียงของผมสั่นเครือจนน่ารังเกียจในความรู้สึกตัวเอง "เขาถูกกล่าวหาว่าเป็นคนทรยศ... ในคืนที่เขาทิ้งจดหมายฉบับนั้นไว้ ท่านบอกผมว่าท่านเจอ 'บางอย่าง' ที่ไม่ใช่แค่ภูมิศาสตร์ แต่มันเป็นความจริงที่โลกไม่ควรจะรู้"
ผมหยิบสมุดบันทึกเล่มเก่าออกมาจากกระเป๋าเสื้อ มันเปื้อนคราบดินและกลิ่นอายของการเดินทางหลายสิบปี "ผมถูกสอนให้เป็นลูกที่เชื่อฟัง แต่ผมกลับไม่ได้รู้สึกอะไรเลยตอนที่รู้ว่าเขาหายไป นอกจากความโกรธ... โกรธที่เขาเลือกความลึกลับพวกนี้มากกว่าครอบครัว โกรธที่เขาปล่อยให้แม่ตายด้วยความสงสัยในตัวเขาจนวินาทีสุดท้าย"
"แต่ตอนนี้คุณอยู่ที่นี่" เอเลน่าขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นหอมจางๆ ของป่าสนจากเสื้อผ้าของเธอช่วยให้ผมมีสมาธิขึ้น "คุณมาที่นี่ไม่ใช่เพื่อพิสูจน์ว่าเขาผิด แต่เพื่อพิสูจน์ว่าเขาไม่ได้ทิ้งคุณไปเฉยๆ ใช่ไหม"
"ผมอยากรู้ว่าเขามีเหตุผลพอไหม" ผมแค่นหัวเราะให้กับตัวเอง "มันตลกดีนะ ที่ผมยอมทิ้งชีวิตหน้าที่การงานที่มั่นคงในเมืองใหญ่ มาเดินลุยป่าลุยเขากับคนแปลกหน้าเพื่อหาคำตอบของคำถามที่อาจจะทำลายชีวิตผมเอง"
เอเลน่าเอื้อมมือมาแตะไหล่ผมเบาๆ มือของเธออบอุ่นและหนักแน่น "ความจริงมักจะเจ็บปวดเสมอ กานต์ แต่การไม่รู้ความจริงเลยนั้นเจ็บปวดกว่า สำหรับฉัน... การเดินทางไม่ได้เปลี่ยนคนเราหรอก แต่มันทำให้เราเห็นตัวตนจริงๆ ของตัวเองในที่ที่ไม่มีใครรู้จักเราต่างหาก"
บทสนทนาของเราจบลงเพียงเท่านั้น แต่อารมณ์ความรู้สึกกลับพุ่งพล่าน ผมรู้สึกเหมือนกำแพงที่ก่อไว้ในใจถูกทลายลงทีละน้อย ความอบอุ่นจากมิตรภาพของเธอเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยได้รับมาตลอดทศวรรษแห่งความโดดเดี่ยว
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ก้าวย่างบนพื้นหญ้าแห้งดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิดรอบตัวเรา ทั้งผมและเอเลน่าชะงักทันที เธอรีบคว้าปืนพกข้างกายในขณะที่ผมลุกขึ้นยืนหันไปตามทิศทางของเสียงนั้น
ในแสงจันทร์สลัว ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นจากหลังแนวหิน เขาสวมเสื้อแจ็กเก็ตตัวคุ้นตาที่ขาดวิ่นและมีกลิ่นอายของดินโคลนที่ผมไม่มีวันลืม... ชายคนนั้นหยุดยืนห่างจากเราเพียงไม่กี่ก้าว ก่อนจะค่อยๆ หยิบเข็มทิศหน้าตาประหลาดออกมาวางลงบนหินตรงหน้า
"แกไม่ควรมาที่นี่ กานต์" เสียงแหบพร่าที่คุ้นเคยที่สุดดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน และเมื่อชายคนนั้นเงยหน้าขึ้น ผมแทบหยุดหายใจเมื่อพบว่าใบหน้าของเขาคือคนเดียวกับที่ผมเห็นในรูปถ่ายติดตัวมาตลอดสิบปี... พ่อที่ควรจะตายไปแล้ว!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมรอยเท้าเดินทางมาถึงจุดที่ความลับเริ่มเปิดเผย และพบกันใหม่ในตอนหน้ากับความจริงที่รออยู่ตรงหน้าครับ - แบกเป้ท่องโลก
จดหมายเหตุข้างทาง: รอยเท้าที่หายไปในทวีปที่ไม่มีชื่อ•ตอนที่ 6
เมื่อความลับเปิดเผย
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จดหมายเหตุข้างทาง: รอยเท้าที่หายไปในทวีปที่ไม่มีชื่อ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!