"คุณกานต์ ผมว่าเราวางปืนลงก่อนดีกว่านะครับ บรรยากาศแบบนี้ไม่เหมาะกับการทำความรู้จักกันสักเท่าไหร่เลย"
ชายวัยกลางคนในชุดเดินป่าสีมอซอขยับยิ้ม ทว่าแววตาของเขาไม่ได้ยิ้มตาม มันเป็นสายตาประเภทเดียวกับที่นักล่ามักใช้มองเหยื่อที่จนมุม มือของเขาไม่ได้ขยับไปที่อาวุธ แต่มันวางอยู่บนกระเป๋าเป้ใบเขื่องที่เขาเพิ่งวางลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ ภายในที่พักแรมกลางหุบเขาที่ไร้ชื่อแห่งนี้
กานต์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น ความรู้สึกเย็นวาบแล่นปราดผ่านกระดูกสันหลัง เขาขยับนิ้วชี้ออกจากไกปืนที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ตเบาๆ ก่อนจะแค่นยิ้มตอบกลับไป
"การทำความรู้จักในที่ห่างไกลแบบนี้ มักจะมาพร้อมกับการรักษาระยะห่างเสมอครับคุณ... เออ... ผมยังไม่ทราบชื่อคุณเลยนะ" กานต์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าหัวใจเขากลับเต้นรัวเหมือนกลองรบ
เอเลน่าที่ยืนพิงเสาไม้ใกล้ๆ ขยับตัวเพียงเล็กน้อย มือของเธอเอื้อมไปแตะมีดพกที่ข้างเอวอย่างเป็นธรรมชาติ เธอรู้ดีว่าในดินแดนที่ไร้กฎหมายนี้ มิตรภาพมักเป็นเพียงหน้ากากที่สวมทับความละโมบเอาไว้เท่านั้น
"เรียกผมว่า มาร์คัส ก็ได้ครับ" ชายคนนั้นเลื่อนถ้วยกาแฟร้อนๆ มาวางไว้ตรงหน้ากานต์ "ผมได้ยินมาว่าคุณกำลังตามหาบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับบันทึกฉบับหนึ่ง... บันทึกที่พ่อของคุณทิ้งเอาไว้ก่อนจะหายตัวไปอย่างลึกลับ ผมเองก็เป็นนักสำรวจคนหนึ่ง และบังเอิญเหลือเกินที่ผมครอบครองชิ้นส่วนสำคัญที่จะช่วยไขปริศนาเรื่องนี้ได้"
มาร์คัสหยิบภาพถ่ายเก่าซีดใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ เขาไม่ได้ส่งให้กานต์ทันที แต่ถือมันไว้ในระดับสายตา ภาพนั้นคือรูปของสัญลักษณ์รูปเข็มทิศที่หักครึ่ง ซึ่งกานต์คุ้นเคยเป็นอย่างดี มันคือรอยสักที่ข้อมือของพ่อเขา
"คุณต้องการอะไร" กานต์ถามสั้นๆ เขาไม่สนใจกาแฟที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นตรงหน้าแม้แต่น้อย
"ผมต้องการแค่พันธมิตรครับ" มาร์คัสหัวเราะเบาๆ "บันทึกเล่มนั้น... คุณรู้ใช่ไหมครับว่ามันไม่ได้มีไว้เพื่อบอกเล่าความทรงจำ แต่มันเป็นแผนที่นำทางไปยังสิ่งที่บรรพบุรุษของคุณพยายามซ่อนไว้จากสายตาคนทั่วโลก และลำพังคุณกับเพื่อนสาวคนนี้... ผมเกรงว่าคุณจะไปไม่ถึงครึ่งทางของหุบเขานั่นด้วยซ้ำ"
เอเลน่าก้าวเดินเข้ามาสมทบข้างกานต์ ดวงตาสีฟ้าครามของเธอหรี่ลงด้วยความไม่ไว้วางใจ "ทางเราขอบคุณในความหวังดีของคุณนะคะ... เอ่อ... ของคุณมาร์คัส แต่เราสองคนถนัดเดินทางกันตามลำพังมากกว่าครับ"
มาร์คัสเลิกคิ้วมองเอเลน่าด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย มันเต็มไปด้วยความเอ็นดูที่น่าขนลุก "คุณสาวน้อย การเดินทางไม่ใช่แค่เรื่องของความถนัดครับ แต่มันคือเรื่องของการเลือกว่าจะตายอย่างไรให้มีเกียรติ พ่อของคุณกานต์... เขาไม่ได้หายตัวไปเพราะอุบัติเหตุหรอกครับ เขาหายไปเพราะเขารู้เรื่องที่ 'คนอื่น' ไม่ยอมให้เขารู้"
กานต์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ความเจ็บปวดจากการสูญเสียที่เขากดทับไว้พุ่งขึ้นมาจุกที่ลำคอ ประโยคสุดท้ายในจดหมายของพ่อยังคงก้องอยู่ในหัว *'พ่อขอโทษที่ปล่อยให้ลูกตามหาคำตอบนี้มานานเกินไป'* คำตอบที่ว่านั้นคืออะไรกันแน่ และมาร์คัสคนนี้เกี่ยวข้องอย่างไร
"ถ้าคุณมีข้อมูลที่สำคัญจริง ทำไมต้องมาเจาะจงที่ผม" กานต์ถามพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ร้านที่เงียบเหงาจนน่าอึดอัด
"เพราะคุณคือกุญแจครับ" มาร์คัสลุกขึ้นยืนช้าๆ เขาขยับเสื้อแจ็กเก็ตเล็กน้อย เผยให้เห็นตราสัญลักษณ์ที่ปักไว้บนเสื้อตัวใน ซึ่งกานต์จำได้ทันทีว่ามันคือตราหน่วยงานที่เคยมีชื่อพัวพันกับการหายตัวไปของพ่อเขาเมื่อยี่สิบปีก่อน
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายคนก็ดังขึ้นรอบที่พักแรม กานต์เหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มผ่านหน้าต่างบานแคบๆ มาร์คัสไม่ได้มาคนเดียว เขามากับกองกำลัง
"เรามาเจรจาด้วยความสุภาพแล้วนะครับคุณกานต์" มาร์คัสกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา "แต่ถ้าคุณยังดื้อดึงที่จะเก็บรักษาสมบัติที่ไม่มีวันเป็นของคุณ... เราก็คงต้องใช้วิธีที่พ่อของคุณเคยปฏิเสธมาตลอด"
เอเลน่าถีบโต๊ะไม้เข้าใส่มาร์คัสอย่างแรงจนเขาเซถอยหลัง กานต์ไม่รอช้า เขากระชากกระเป๋าเป้ของเขาขึ้นสะพายและวิ่งไปทางประตูด้านหลังของที่พักแรม ทั้งสองพุ่งตัวออกไปสู่ความมืดมิดของหุบเขาโดยไม่มีการหันหลังกลับ
เสียงปืนดังสนั่นขึ้นท่ามกลางความเงียบ เศษไม้และฝุ่นดินฟุ้งกระจาย กานต์และเอเลน่าวิ่งลัดเลาะไปตามเส้นทางที่แคบและชัน พลังงานในร่างกายเริ่มถดถอย แต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดกลับพุ่งพล่าน
เมื่อวิ่งมาจนถึงริมหน้าผาที่มืดมิด กานต์หยุดชะงักลง เขาควานหาสมุดบันทึกในช่องลับของกระเป๋าเพื่อให้แน่ใจว่ามันยังอยู่ แต่เมื่อเขาสัมผัสไปที่ปกหนังแข็งที่ควรจะเป็น... สิ่งที่เขารู้สึกกลับเป็นเพียงความว่างเปล่า
เขารีบปลดกระเป๋าออกแล้วรื้อดูอย่างบ้าคลั่ง บันทึกของพ่อหายไปแล้ว!
"กานต์! เกิดอะไรขึ้น!" เอเลน่าตะโกนถามขณะที่เธอยังคงเฝ้าระวังทางที่พวกเขาเพิ่งวิ่งผ่านมา
กานต์เงยหน้าขึ้นมองเอเลน่าด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด เขายังไม่ทันได้เอ่ยปากบอกว่าบันทึกหายไป แต่แล้วเขาก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่คอเสื้อของเอเลน่า... มันเป็นรอยขีดเขียนจางๆ ด้วยหมึกสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นลายมือเดียวกับพ่อของเขาที่เขาเห็นในจดหมายฉบับสุดท้าย
และในขณะที่เขากำลังจะเอื้อมมือไปจับไหล่เธอ เอเลน่าก็หมุนตัวกลับมาหาเขาด้วยสายตาที่เย็นชาเสียจนเขาไม่เคยเห็นมาก่อน เธอไม่ได้มองเขาเป็นเพื่อนร่วมทางอีกต่อไป แต่เขากลายเป็นเป้าหมายที่เธอต้องกำจัด
"คุณไม่ควรจะเปิดอ่านมันตั้งแต่วันแรกเลยนะคะกานต์" เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุด พร้อมกับยกกระบอกปืนขึ้นเล็งมาที่หน้าอกของเขา "เพราะถ้าคุณไม่รู้... คุณก็คงมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกนาน"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในจดหมายฉบับนี้นะครับ ครับ
จดหมายเหตุข้างทาง: รอยเท้าที่หายไปในทวีปที่ไม่มีชื่อ•ตอนที่ 13
ศัตรูในคราบผู้ช่วย
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จดหมายเหตุข้างทาง: รอยเท้าที่หายไปในทวีปที่ไม่มีชื่อ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!