“คุณรู้อยู่แล้วใช่ไหม เอเลน่า”
เสียงของผมแหบพร่า ท่ามกลางความเงียบงันของห้องโถงหินโบราณที่เต็มไปด้วยกลิ่นอับชื้นและฝุ่นผงที่เกาะกินมานานนับศตวรรษ ผมวางสมุดบันทึกเล่มเก่าของพ่อลงบนโต๊ะไม้ที่สั่นคลอน กระดาษข้างในนั้นไม่ได้มีแค่เรื่องเล่า แต่มันมี 'แผนที่' ชุดเดียวกับที่อยู่ในกระเป๋าเป้ของเอเลน่า
เอเลน่าไม่ได้ตอบทันที เธอเพียงแต่จ้องมองผมด้วยดวงตาสีฟ้าครามที่เคยดูอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยมิตรภาพ แต่ในวินาทีนี้ มันกลับกลายเป็นกระจกที่สะท้อนความเย็นชาออกมา มือของเธอที่เคยชินกับการถือเข็มทิศ กลับสั่นไหวเล็กน้อยขณะเอื้อมมาจับขอบโต๊ะ
“กานต์... ฟังฉันก่อนนะ ทุกอย่างมันมีความจำเป็น”
“จำเป็นงั้นหรือ?” ผมแค่นหัวเราะ เสียงนั้นสะท้อนไปมาในห้องโถงจนฟังดูน่าเกลียด “ความจำเป็นที่ต้องโกหกผมมาตลอดทาง? ความจำเป็นที่ต้องพาผมมาที่นี่เพื่อใช้ผมเป็นใบเบิกทางในการเปิดประตูสุสานที่คนในตระกูลคุณต้องการมานานนับร้อยปีใช่ไหม?”
ผมมองเห็นเงาสะท้อนของความเจ็บปวดในดวงตาของเธอ แต่ความสงสารที่เคยมีให้เธอกลับถูกแทนที่ด้วยเพลิงแห่งความโกรธแค้นที่ปะทุขึ้นในอก มันคือความรู้สึกเดียวกับตอนที่ผมรู้ข่าวการจากไปของพ่อ ความรู้สึกที่ว่า ‘คนที่เชื่อใจที่สุด คือคนที่ถือมีดเล่มที่คมที่สุดไว้ข้างหลัง’
“ฉันไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้” เธอพยายามก้าวเข้ามาหา แต่ผมก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ ระยะห่างระหว่างเราที่เคยเป็นศูนย์ กลายเป็นช่องว่างที่กว้างขวางเกินกว่าจะถมให้เต็มได้อีกต่อไป
“คุณไม่ใช่เอเลน่าที่ผมรู้จักตอนอยู่ที่เทือกเขาอัลไต” ผมกล่าวเน้นชัดทุกคำ “เอเลน่าคนนั้นไม่มีแผนการร้าย เธอแค่รักการเดินทาง แต่คุณ... คุณคือสายลับที่ถูกส่งมาเพื่อต้อนผมเข้ากรงขัง”
ผมหันหลังให้เธอทันที ไม่รอให้เธออธิบายอะไรเพิ่มเติม ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่เคยยึดเหนี่ยวไว้ขาดผึงลงเหมือนเชือกที่รับน้ำหนักเกินขนาด ผมคว้าเป้ใบเดิมของผมขึ้นสะพาย ความหนักอึ้งบนบ่าวันนี้ไม่ได้มาจากอุปกรณ์เดินป่า แต่มันมาจากความว่างเปล่าในใจที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นใหม่
“กานต์! อย่าไปนะ!” เสียงของเธอตะโกนตามหลังมา แต่ผมไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง “ถ้าออกไปข้างนอกนั่นคนเดียว คุณไม่มีทางรอดในป่าสนแห่งนี้ได้หรอก พื้นที่นี้มันอันตรายเกินกว่าที่คนนอกจะเข้าใจ!”
“ผมตายดีกว่าต้องหายใจร่วมกับคนทรยศ”
ผมเดินออกมาสู่โลกภายนอก ลมหนาวปะทะใบหน้าจนชาดิก ท้องฟ้าเบื้องบนเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำเหมือนบาดแผลที่กำลังเน่าเปื่อย ผมเดินไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย ความโกรธนำทางฝีเท้าของผมจนแทบไม่รู้สึกถึงความเหนื่อยล้า ทุกย่างก้าวคือการตัดขาดจากความหลังที่เคยมีร่วมกับเธอ
ทว่า ในขณะที่ผมกำลังจะก้าวพ้นแนวต้นสนเพื่อเข้าสู่เขตป่าดิบชื้นที่มืดมิด เสียงแกรกกรากของกิ่งไม้ที่ถูกเหยียบดังขึ้นจากด้านหลัง ไม่ใช่เสียงของเอเลน่า... มันหนักแน่นและมั่นคงกว่านั้นมาก
ผมหยุดกะทันหัน หัวใจเต้นรัวเหมือนกลองรบเมื่อเห็นเงาร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งก้าวออกมาจากเงามืดของต้นไม้โบราณ เขาคนนั้นไม่ใช่เอเลน่า และไม่ใช่ใครที่ผมเคยพบเห็นในหน้าประวัติศาสตร์การเดินทางของผมเลยแม้แต่น้อย เขาสวมชุดคลุมสีเทาเก่าคร่ำคร่า มือข้างหนึ่งถือคบเพลิงที่มอดดับไปครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกมือหนึ่ง... ถือนาฬิกาพกสีเงินที่พ่อของผมเคยทำหายไปเมื่อสิบปีก่อน
“ในที่สุด... เจ้าก็ออกมาจากกรงขังนั่นเสียที” ชายแปลกหน้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาเลือดในกายผมเย็นเยียบ “กานต์... เจ้าไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เจ้าทิ้งไว้ข้างหลัง กำลังจะทำให้โลกทั้งใบต้องลุกเป็นไฟ”
เขายื่นนาฬิกาพกเรือนนั้นมาตรงหน้าผม และเมื่อฝาครอบมันเปิดออก เสียงติ๊ก... ติ๊ก... ที่หยุดเดินไปนานแสนนาน ก็กลับมาดังขึ้นอีกครั้งอย่างน่าประหลาดใจ พร้อมกับความจริงที่ผมคาดไม่ถึงว่า พ่อของผมยังไม่ได้ตายอย่างที่ผมเข้าใจมาตลอด
ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางและไขปริศนานี้ไปพร้อมกับผมในตอนถัดไปนะครับ - แบกเป้ท่องโลก
จดหมายเหตุข้างทาง: รอยเท้าที่หายไปในทวีปที่ไม่มีชื่อ•ตอนที่ 21
ความโกรธแค้นที่ปะทุ
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จดหมายเหตุข้างทาง: รอยเท้าที่หายไปในทวีปที่ไม่มีชื่อ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!