สถาปนิกเงาปะทะทายาทอสังหาฯ หมื่นล้าน•ตอนที่ 4

เกมกระดานของคนรวย

ผลงานโดย คนมองเมือง
กลิ่นกาแฟดริปอราบิก้าเกรดพรีเมียมจากดอยช้างลอยอบอวลตัดกับกลิ่นอับชื้นของกระดาษแปลนเก่าๆ บนโต๊ะไม้สักทองตัวใหญ่ มันคือความขัดแย้งเชิงชนชั้นที่ถูกย่อส่วนลงมาวางไว้บนพื้นที่สี่เหลี่ยมขนาดสองคูณสองเมตร “ศูนย์จุดแปดเปอร์เซ็นต์” ศิลาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงราบเรียบ ไร้คลื่นอารมณ์ ราวกับกำลังอ่านรายงานประจำไตรมาสของบริษัท ไม่ใช่การเจรจาต่อรองบนคราบน้ำตาของคนนับร้อย รวินท์เงยหน้าขึ้นจากกระดาษร่างผังเมืองที่กำลังแก้ นัยน์ตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาโลหะสีดำไม่ได้ฉายแววหวั่นไหว มีเพียงรอยยิ้มหยันที่มุมปาก ชายหนุ่มพับแขนเสื้อเชิ้ตสีขาวขึ้นถึงข้อศอก เผยให้เห็นเส้นเลือดปูดโปーンที่ข้อมือ—ร่องรอยของความเหนื่อยล้าจากการอดนอนสะสมมาสามคืนเต็ม “คุณกำลังพูดถึงส่วนแบ่งค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมท่อระบายน้ำของชุมชนเก่า หรือกำลังพูดถึงค่าปิดปากเพื่อให้ผมเซ็นชื่ออนุมัติรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมฉบับปลอมนั่นกันแน่ครับ คุณศิลา” รวินท์ถามสวนกลับทันควัน น้ำเสียงนุ่มทุ้มแต่คมกริบราวกับใบมีดโกนที่อาบน้ำผึ้ง ศิลาไม่ตอบในทันที เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังแท้ราคาแพงในห้องรับรองพิเศษของโรงแรมหรูใจกลางเมือง สายตาคมปลาบกวาดสำรวจสภาพแวดล้อมรอบตัวด้วยความรู้สึกระคนกันระหว่างสมเพชและทึ่ง รวินท์เป็นสถาปนิกประเภทที่หาได้ยากในยุคนี้—ประเภทที่ยอมใช้ชีวิตอยู่ในห้องพักแคบๆ ย่านชานเมือง แลกกับการได้นอนหลับเต็มตื่นโดยไม่ต้องเอาวิชาชีพไปแลกกับเศษเงินสกปรก “คนเรามักจะพูดถึง ‘อุดมการณ์’ ด้วยเสียงดังเสมอครับ คุณรวินท์... จนกระทั่งตัวเลขในบัญชีธนาคารเหลือน้อยกว่าสามหลัก” ศิลาขยับตัวโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อย มือเรียวยาวผลักซองเอกสารสีน้ำตาลหนาปึ้กข้ามโต๊ะกระจกใสมาหยุดตรงหน้าสถาปนิกหนุ่ม “ข้างในนั้นมีแคชเชียร์เช็คระบุเงินสดแปดหลัก และกรรมสิทธิ์ห้องชุดเพนต์เฮ้าส์วิวโค้งน้ำเจ้าพระยา มูลค่ารวมกันน่าจะทำให้คุณออกแบบพื้นที่สาธารณะในฝันได้จนแก่เฒ่า โดยไม่ต้องมานั่งทนดมกลิ่นอับของชุมชนแออัดพวกนั้นอีก” รวินท์ก้มมองซองเอกสารสีน้ำตาลนั้น นิ่งงันไปอึดใจหนึ่ง บรรยากาศภายในห้องเงียบงันจนได้ยินเสียงแอร์ทำงาน ประสาทสัมผัสทุกส่วนตื่นตัว เขารู้ดีว่าตัวเลขในซองนั้นคือทางลัดสู่ชีวิตที่สะดวกสบาย คือตั๋วโดยสารชั้นหนึ่งที่จะพาเขาหลุดพ้นจากภาระหนี้สินของสำนักงานสถาปัตยกรรมอิสระที่กำลังจะล้มละลาย แต่มันก็คือราคาที่ต้องจ่ายด้วยวิญญาณและความทรงจำวัยเด็ก—ภาพของแม่ที่เคยนั่งเย็บผ้าอยู่ริมระเบียงชุมชนเก่า ก่อนที่รถแบ็คโฮของบริษัทอสังหาฯ ยักษ์ใหญ่จะเข้ามาพังทลายทุกอย่างเพื่อสร้างแลนด์มาร์คหรูหราให้คนรวยเดินเหยียบย่ำ “คุณคิดว่าทุกอย่างในโลกนี้มีป้ายราคาติดไว้หมดสินะครับ” รวินท์เงยหน้าขึ้นสบตาคู่สนทนาอย่างไร้ความเกรงกลัว รอยยิ้มเยาะปรากฏขึ้นอีกครั้งบนใบหน้าของสถาปนิกหนุ่ม “แม้แต่ศักดิ์ศรีของคนที่เติบโตมากับซากปรักหักพังที่คุณสร้างขึ้น” “ศักดิ์ศรีเหรอครับ?” ศิลาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยความเย้ยหยันที่ซ่อนเร้นความเจ็บปวดบางอย่างไว้ลึกๆ “คุณคิดว่าความถูกต้องของคุณมันกินได้จริงๆ หรือครับคุณรวินท์? โลกใบนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความฝันของสถาปนิกไส้แห้ง แต่มันขับเคลื่อนด้วยคอนกรีต เหล็ก และผลกำไร... คนที่ปฏิเสธเงินก้อนนี้ไม่ได้แปลว่าเขามีอุดมการณ์สูงส่งหรอกครับ เขาก็แค่ ‘ยังเสนอราคาไม่สูงพอ’ ต่างหาก” บทสนทนาหยุดชะงักลงเมื่อแรงกระแทกจากสายตาระหว่างทั้งคู่ประจันหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใคร เคมีดิบเถื่อนแต่เปี่ยมด้วยความฉลาดเฉลียวทำให้พวกเขาราวกับเสือสองตัวที่ต้องมาอยู่ในถ้ำเดียวกัน ความเกลียดชังและความดึงดูดทางจิตวิญญาณปะปนกันจนแทบแยกไม่ออก ศิลามองใบหน้าด้านข้างของรวินท์ที่สะท้อนกับแสงไฟนีออน มันช่างน่าหงุดหงิดที่ผู้ชายคนนี้ไม่ยอมจำนนต่ออำนาจเงินเหมือนคนอื่นๆ ที่ผ่านมาในชีวิตเขา ทุกคนที่ศิลาเคยรู้จักล้วนมีราคาค่างวด จนกระทั่งเขาได้มาเจอสถาปนิกหัวรั้นคนนี้—คนที่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเอง ‘จนมุม’ ทั้งที่มีเงินหมุนเวียนนับหมื่นล้าน “เก็บเงินของคุณกลับไปเถอะครับ” รวินท์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยวหลงเหลืออยู่ มีเพียงความว่างเปล่าที่น่ากลัว “เพราะต่อให้คุณเอาตึกทั้งตึกมาวางกองตรงหน้าผม ผมก็จะไม่เซ็นอนุมัติให้คุณทำลายบ้านเกิดของใครอีก” สถาปนิกหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดปกเสื้อเชิ้ตให้เข้าที่ หยิบม้วนกระดาษแปลนขึ้นมาถือไว้เตรียมจะเดินหันหลังให้ แต่ก่อนที่มือของรวินท์จะเอื้อมไปถึงลูกบิดประตู เสียงทุ้มต่ำของศิลาก็ดังขึ้นไล่หลังมาด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป—ไม่ใช่เสียงของผู้บริหารที่ถือไพ่เหนือกว่าอีกต่อไป แต่เป็นเสียงของคนที่กำลังจนตรอก “ถ้าผมบอกคุณว่า... การทุบชุมชนนั้นไม่ได้สั่งการโดยผมล่ะครับ?” รวินท์ชะงักมือที่กำลังจะบิดลูกบิด ร่างกายแข็งทื่อ หัวใจกระตุกวูบ “คุณหมายความว่ายังไง” รวินท์หมุนตัวกลับมาช้าๆ สายตากวาดมองใบหน้าของทายาทอสังหาฯ หมื่นล้านที่บัดนี้ไร้ซึ่งหน้ากากแห่งความเย่อหยิ่ง ศิลากำลังนั่งกุมขมับ มืออีกข้างวางอยู่บนซองเอกสารสีน้ำตาลโดยไม่สนใจมันอีกต่อไป ศิลาเงยหน้าขึ้นช้าๆ แววตาคู่นั้นไหววูบอย่างที่รวินท์ไม่เคยเห็นมาก่อน มันคือร่องรอยของความหวาดกลัวและบาดแผลในวัยเด็กที่ถูกซ่อนไว้ใต้สูทราคาแพง “คนที่เซ็นคำสั่งเวนคืนจริงๆ ไม่ใช่บริษัทของผม... แต่เป็นพ่อผมเอง และเขากำลังใช้โปรเจกต์นี้บีบให้ผมต้องเลือกทางเดินระหว่างความเป็นลูกชายคนโปรด กับการรักษาชีวิตของคนในชุมชนที่คุณปกป้องนักหนา” ศิลาลุกขึ้นยืน ก้าวเข้าไปหารวินท์ทีละก้าวอย่างช้าๆ จนระยะห่างเหลือเพียงแค่ก้าวเดียว กลิ่นน้ำหอมราคาแพงผสมกับความตึงเครียดแผ่ซ่านระหว่างคนทั้งสอง “เราสองคนไม่ได้อยู่คนละฝั่งหรอกครับคุณรวินท์... เราต่างก็เป็นเหยื่อของตึกระฟ้าพวกนั้นเหมือนกัน” ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างเร่งรีบ ก่อนที่ประตูห้องรับรองจะถูกผลักเปิดออกโดยผู้ช่วยส่วนตัวของศิลา สีหน้าของอีกฝ่ายซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด “คุณศิลาครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว... มีคนส่งเอกสารลับชิ้นนี้มาที่ห้องทำงานใหญ่ มันคือหลักฐานการโอนเงินใต้โต๊ะระหว่างบริษัทเรากับคณะกรรมการผังเมืองชุดก่อน และคนที่ถือต้นฉบับอยู่ตอนนี้กำลังจะ...” ผู้ช่วยยังพูดไม่ทันจบประโยค หน้าจอแท็บเล็ตบนโต๊ะก็สว่างวาบขึ้นอัตโนมัติ พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนจากสำนักข่าวออนไลน์หัวใหญ่ที่เพิ่งยิงสดข่าวพาดหัวหน้าหนึ่ง ภาพบนจอแสดงเอกสารราชการฉบับจริงที่ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ พร้อมชื่อผู้มีอำนาจลงนามอนุมัติโครงการที่ดินย่านชุมชนเก่า ซึ่งปรากฏลายเซ็นที่ไม่ใช่ของศิลา... แต่เป็นชื่อของบุคคลที่รวินท์ไม่มีวันคาดคิดว่าจะเข้ามาเอี่ยวในเกมนี้ ดวงตาสถาปนิกหนุ่มเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เมื่อตระหนักได้ว่าเกมกระดานนี้ไม่ได้มีแค่เขากับศิลาเป็นผู้เล่นอีกต่อไปแล้ว ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบรรทัดอันเข้มข้นนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกเงาปะทะทายาทอสังหาฯ หมื่นล้าน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%