ตราประทับสีแดงสดบนกระดาษหัวตราสภาสถาปนิก... มันช่างดูคล้ายรอยแผลเป็นจากคมมีดที่ถูกกรีดลงบนกลางหน้าอกอย่างไรอย่างนั้น
รวินท์ไม่ได้กะพริบตาเลยตลอดสามนาทีเต็มที่สายตาจับจ้องเอกสารราชการแผ่นนั้น บนโต๊ะทำงานรกๆ ของเขา กองแบบร่างโปรเจกต์ปรับปรุงพื้นที่ริมคลองสาธารณะถูกพับเก็บและกองไว้มุมห้องราวกับขยะไร้ค่า คำสั่ง "ระงับใบประกอบวิชาชีพชั่วคราวเป็นเวลาหกเดือน" นอนนิ่งอยู่ตรงหน้า พร้อมด้วยข้อหาละเมิดจรรยาบรรณวิชาชีพและสร้างความเสียหายต่อโครงการพาณิชย์ขนาดใหญ่
มันคือราคาที่ต้องจ่าย... สำหรับการยืนหยัดพูดความจริงในที่ประชุมคณะกรรมการอนุมัติโครงการเมื่อสัปดาห์ก่อน
เสียงถอนหายใจยาวเหยียดดังขึ้นจากมุมห้อง รวินท์ถอดแว่นสายตาออกแล้วใช้ปลายนิ้วคลึงขมับทั้งสองข้างอย่างอ่อนล้า สี่สิบแปดชั่วโมงที่ผ่านมา ชีวิตของสถาปนิกอิสระวัยสามสิบปลายๆ พลิกคว่ำคะมำหงายอย่างไร้ทิศทาง โทรศัพท์มือถือที่เคยมีเสียงแจ้งเตือนจากลูกค้ารัวเป็นระยะ บัดนี้กลับเงียบสนิทราวกับเครื่องมือสื่อสารชิ้นนั้นกลายเป็นก้อนหิน ไร้ซึ่งความเคลื่อนไหว มีเพียงความเงียบงันของห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่สะท้อนเสียงความล้มเหลวของเขาเอง
"คุณน่าจะรู้ว่าหินก้อนใหญ่ขนาดนั้น... ไม่มีทางผลักให้กลิ้งตกเขาได้ด้วยตัวคนเดียวหรอกนะครับ, คุณรวินท์"
เสียงทุ้มต่ำแต่เรียบสนิทดังขึ้นจากความมืดตรงกรอบประตูห้องทำงาน รวินท์เงยหน้าขึ้นทันทีโดยไม่ต้องคาดเดาเจ้าของเสียง เงาร่างสูงโปรดในชุดสูทสีชาคูลสวมทับด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอกก้าวเข้ามาอย่างไร้ซุ่มเสียง ศิลา... ทายาทหมื่นล้านแห่งอาณาจักรพรanนรินทร์พร็อพเพอร์ตี้ ผู้ชายที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับอุดมการณ์ของเขามาโดยตลอด ปรากฏตัวขึ้น ณ สถานที่แห่งนี้ได้อย่างหน้าตาเฉย
รวินท์แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบใต้กรอบแว่นจ้องมองผู้มาเยือนด้วยความรู้สึกระ2-3 ชั้นที่ผสม The Bitter taste ของความพ่ายแพ้
"ถ้าคุณมาเพื่อจะดูความฉิบหายของสถาปนิกไส้แห้งสักคน... เกรงว่าคุณจะมาช้าไปหน่อยนะครับ คุณศิลา" รวินท์เอ่ยเสียงเรียบ น้ำเสียงเจือความเย้ยหยันนิดๆ "เอกสารบนโต๊ะผมนี่คงรายงานผลงานชิ้นเอกของบริษัทคุณให้ทราบหมดแล้วสินะครับว่าพวกคุณ 'จัดการ' ตัวปัญหาอย่างผมสำเร็จยังไง"
ศิลาเดินช้าๆ เข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน กวาดสายตามองกระดาษบนโต๊ะแผ่นนั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะเบนสายตามาสบตากับรวินท์ นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นไร้ซึ่งความสะใจอย่างที่ควรจะเป็น มีเพียงความนิ่งงันที่อ่านไม่ออก
"สภาสถาปนิกไม่ได้ทำตามคำสั่งของผม... พวกเขาทำตามกฎระเบียบ" ศิลากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งอารมณ์ขัน "และในโลกธุรกิจ ความถูกต้องตามกฎหมายกับความถูกต้องทางศีลธรรม มันไม่เคยเดินบนเส้นทางเดียวกันหรอกนะครับ คุณรวินท์"
"นั่นสินะครับ" รวินท์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ส่วนสูงจะไล่เลี่ยกัน แต่บรรยากาศรอบตัวพวกเขากลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนหนึ่งคือสถาปนิกที่สูญเสียทุกอย่างเพื่อความฝัน อีกคนคือผู้บริหารที่ครอบครองทุกอย่างด้วยอำนาจเงิน "สำหรับคนอย่างคุณ ศิลา... ตึกสูงระฟ้าที่ถูกสร้างขึ้นบนซากปรักหักพังของชุมชนเก่า มันคงเป็นแค่ตัวเลขผลกำไรในงบดุลไตรมาสสาม... คุณไม่เคยเห็นหรอกว่าเด็กๆ ในซอยนั้นเคยวิ่งเล่นตรงไหน หรือคนแก่อายุเจ็ดสิบปีเขาต้องไปนอนอยู่ที่ไหนหลังจากพวกคุณไล่ที่พวกเขาออกไป"
ศิลาขยับตัวเล็กน้อย แววตาไหววับไปชั่วเสี้ยววินาที—ชั่วขณะที่สั้นเสียจนหากไม่สังเกตให้ดีคงไม่มีวันมองเห็น รอยร้าวลึกบางอย่างในตัวตนของนักบริหารหนุ่มผู้สมบูรณ์แบบปรากฏขึ้นแล้วก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว
"คุณคิดว่าตัวเองเป็นฮีโร่ผู้ผดุงความยุติธรรมผู้เดียวบนโลกใบนี้หรือครับ?" ศิลาสาวเท้าเข้าไปประชิดโต๊ะทำงาน ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนเหลือเพียงก้าวเดียว กลิ่นน้ำหอมราคาแพงเจือจางปะปนกับกลิ่นกระดาษเก่าๆ ในห้อง "คุณดื้อรั้น คัดค้านทุกโปรเจกต์ ลาออกจากราชการมาเปิดสำนักงานเล็กๆ แล้วก็มานั่งกอดอุดมการณ์เน่าๆ จนตัวตาย... คุณได้อะไรกลับมาบ้างลอกจากความถูกต้องนั้น? ใบประกอบวิชาชีพที่ถูกยึด? หรือห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่แม้แต่ค่าเช่าเดือนนี้คุณยังต้องนั่งเครียด?"
"อย่างน้อย..." รวินท์กัดฟันกรวด จ้องลึกเข้าไปในดวงตานิ่งสนิทคู่นั้น "เวลาผมนอนหลับ ผมไม่ต้องฝันร้ายถึงเสียงร้องไห้ของคนนับร้อยที่ไร้ที่ซุกหัวนอน... และที่สำคัญที่สุด ผมไม่ต้องใส่หน้ากากเสแสร้งเดินไปยิ้มให้สื่อมวลชน ทั้งที่มือตัวเองเปื้อนเลือด!"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมบรรยากาศในห้องทันที คำพูดที่บาดลึกดั่งคมมีดทำให้บรรยากาศตึงเครียดจนแทบจะใช้มือตัดได้ ศิลานิ่งงันไป เขานิ่งค้างอยู่ในท่าเดิม สายตาจับจ้องที่ใบหน้าของรวินท์ราวกับกำลังค้นหาบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเกรี้ยวกราดนั้น
ไม่มีการตะคอก ไม่มีเสียงทุบโต๊ะ มีเพียงพลังงานบางอย่างที่ดึงดูดและผลักไสคนทั้งคู่ให้อยู่ในแรงโน้มถ่วงเดียวกัน ความเกลียดชังในอุดมการณ์ที่ขัดแย้งกันกลับกลายเป็นแรงดึงดูดทางจิตวิญญาณอย่างประหลาด—ความเจ็บปวดของคนสองคนที่ยืนอยู่คนละฟากฝั่งของสังคมเมืองใหญ่
ศิลาเป็นฝ่ายละสายตาก่อน เขาแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นทุ้มต่ำและจริงจังขึ้นอย่างผิดคาด
"ถ้าความถูกต้องมันหอมหวานขนาดนั้น ทำไมคุณถึงยังมีหนี้สินติดตัวสามล้านบาทจากคดีฟ้องร้องผู้รับเหมาเมื่อปีที่แล้วล่ะครับ?"
รวินท์ชะงัก สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นทันที "คุณ... สืบเรื่องผม?"
"ผมไม่ได้สืบ... ผมแค่ซื้อหนี้ก้อนนั้นไว้ต่างหากล่ะครับ" ศิลาพูดหน้าตาเฉย ควักซองเอกสารสีน้ำตาลอีกซองหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูทด้านใน แล้ววางมันลงบนโต๊ะ ทับทับเอกสารคำสั่งระงับใบประกอบวิชาชีพแผ่นนั้นอย่างไม่ไยดี "หนี้สามล้านที่บริษัทรับเหมาฟ้องคุณ... บัดนี้เจ้าหนี้ตามกฎหมายเปลี่ยนเป็นชื่อของผมเรียบร้อยแล้ว"
รวินท์เบิกตากว้าง ความโกรธพุ่งพล่านขึ้นมาถึงขั้วหัวใจ เขาเอื้อมมือไปควอซองเอกสารนั้นทันทีด้วยความตกใจและระแวง "คุณคิดจะเล่นสกปรกอะไรศิลา? จะเอาผมเข้าคุก? หรือจะบีบให้ผมกราบตีนคุณเพื่อแลกกับการไม่ต้องล้มละลาย?"
"ใจเย็นๆ สิครับ คุณรวินท์... ผมไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้น" ศิลายกมือขึ้นเชิงปราม รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก—รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความเย้ยหยัน แต่เต็มไปด้วยความท้าทายที่อันตรายที่สุด "ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อทำลายคุณ... แต่ผมมาเพื่อ 'ซื้อตัว' คุณ"
รวินท์ชะงักมือที่กำลังจะดึงเอกสารออกจากซอง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความไม่เชื่อหู "คุณว่าอะไรนะ...?"
"ผมกำลังจ้างคุณ... มาเป็นหัวหน้าทีมสถาปนิกที่ปรึกษาลับเฉพาะกิจให้กับโปรเจกต์ใหม่ล่าสุดของพรนรินทร์พร็อพเพอร์ตี้" ศิลาโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูรวินท์ น้ำเสียงกระซิบนั้นแฝงไปด้วยนัยยะอันลึกล้ำที่ทำให้ขนลุกซู่ "โปรเจกต์ที่ตั้งใจจะพลิกฟื้นผืนดินผืนเดิม... ผืนที่คุณเคยบอกว่าผมทำลายมันลงไป"
รวินท์นิ่งอึ้ง สมองประมวลผลแทบไม่ทันกับข้อเสนอที่บ้าคลั่งที่สุดในชีวิต เขาจะทำงานให้คนที่เหยียบย่ำอุดมการณ์ของเขาได้อย่างไร? แต่วินาทีที่เขากำลังจะปฏิเสธคำพูดนั้น ศิลาก็เอื้อมมือไปแตะมุมซองเอกสารสีน้ำตาล แล้วค่อยๆ ดึงกระดาษแผ่นสุดท้ายที่ซ่อนอยู่ด้านในออกมาครึ่งหนึ่ง
แสงไฟสีส้มจากโคมไฟบนโต๊ะส่องกระทบเอกสารแผ่นนั้น... มันไม่ใช่สัญญาจ้างงาน และไม่ใช่เอกสารทวงหนี้
แต่มันคือภาพร่างผังโครงการเก่าแก่... ผังโครงการชุมชนวัยเด็กของรวินท์ ที่ถูกเซ็นอนุมัติครั้งแรกเมื่อสามสิบปีก่อน... ด้วยลายเซ็นของประธานบริษัทพรนรินทร์ฯ คนเก่า... ซึ่งก็คือ 'บิดา' ของศิลาเอง
และที่มุมกระดาษแผ่นนั้น มีข้อความลายมือเขียนด้วยหมึกสีดำสนิทที่เพิ่งเขียนขึ้นใหม่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ระบุเอาไว้ว่า—
*"คนที่ทำลายบ้านเกิดของคุณ ไม่ใช่ผม... แต่คือคนในตระกูลเดียวกับผม และคุณคือคนเดียวที่จะช่วยผมรื้อฟื้นมันขึ้นมาใหม่จากซากศพของความจริง... ตกลงไหมครับ สถาปนิก?"*
---
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบรรทัดอันเข้มข้นนี้นะครับ
สถาปนิกเงาปะทะทายาทอสังหาฯ หมื่นล้าน•ตอนที่ 3
ราคาที่ต้องจ่าย
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกเงาปะทะทายาทอสังหาฯ หมื่นล้าน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!