"มือของเธอพองขนาดนี้ ยังจะดื้อดึงตำยาเองอีกหรือครับ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือกระแสความขัดเคืองเล็กน้อยดังขึ้นเหนือศีรษะ พรรณรายสะดุ้งเล็กน้อย ยาจีนในครกหินเกือบกระเด็นหลุดมือ หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองร่างสูงใหญ่ที่ยืนบังแสงตะวันยามบ่ายจนเงาทาบทับร่างของเธอ ร้อยเอกศิลาในชุดเสื้อกล้ามสีเขียวเข้มเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อตึงแน่นและหยาดเหงื่อที่เกาะพราวตามลำคอ ดวงตาคมกริบของอดีตนายทหารกวาดมองแผลพุพองที่ฝ่ามือของเธอด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา
"ฉันไม่ได้บอบบางขนาดนั้นเสียหน่อยค่ะ—เอ๊ย... ขนาดนั้นเสียหน่อยค่ะคุณศิลา" พรรณรายเกือบหลุดปากใช้คำพูดคุ้นชิน รีบเปลี่ยนสรรพนามและน้ำเสียงให้เข้ากับยุคสมัยอย่างรวดเร็ว พร้อมกับชักมือกลับซ่อนไว้ข้างลำตัวโดยอัตโนมัติ
ศิลาไม่เอ่ยคำพูดใดออกมาอีก เขาก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายบุรุษเพศผสมผสานกับกลิ่นดินกลิ่นฝนและกลิ่นเหงื่อจางๆ ลอยเข้าแตะจมูก พรรณรายพลانชะงักงล ภายในอกหัวใจเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่งเมื่อชายหนุ่มเอื้อมมือหนาหยาบกร้านจากการจับจอบจับเสียมมาคว้าข้อมือของเธอไว้ได้อย่างแม่นยำ
แรงบีบนั้นมั่นคงแต่ไร้ซึ่งความรุนแรง เป็นความอบอุ่นที่แผ่ซ่านผ่านผิวเนื้อจนเธอต้องเผลอกลั้นหายใจ
"นั่งลงตรงนี้ครับ" ศิลาออกคำสั่งเสียงเรียบ ทว่าเด็ดขาดจนปฏิเสธไม่ได้ เขาผายมือไปยังเก้าอี้ไม้ไผ่ตัวเตี้ยที่เขาเพิ่งซ่อมแซมเสร็จเมื่อวาน ก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งเบื้องหน้าเธออย่างไม่ถือตัว มือใหญ่บรรจงแบมือของเธอขึ้นมาสำรวจรอยแดงและแผลพุพองจากการยกหม้อต้มสมุนไพรเมื่อเช้าอย่างเบามือ ราวกับเธอกลีบดอกไม้ที่พร้อมจะช้ำได้หากโดนแรงกดเพียงนิด
พรรณรายมองกลุ่มผมหยักศกและสันจมูกโด่งเป็นสันของสามีในนามอย่างเหม่อลอย ชายหนุ่มผู้ขึ้นชื่อว่าดุร้าย ปากหนัก และเย็นชาคนนี้ เหตุใดช่วงหลังมานี้ถึงมักจะปรากฏกายพร้อมกับความใส่ใจที่ละเมียดละไมจนน่าตกใจเช่นนี้
ในอดีตชาติ... เธอไม่เคยได้รับความอบอุ่นเช่นนี้เลย ไม่จากครอบครัวที่เห็นเธอเป็นเพียงเครื่องมือหาเงิน และยิ่งไม่ใช่จากสามีที่แต่งงานกันด้วยเหตุผลทางธุรกิจ
"เจ็บไหมครับ" ศิลาเอ่ยถามเบาๆ สายตาคมกริบคู่นั้นช้อนขึ้นสบตากับเธอ แววตาคู่นั้นไม่มีร่องรอยของการเสแสร้ง มีเพียงความห่วงใยที่ลึกซึ้งจนคนมองรู้สึกร้อนผ่าวที่ขอบตาอย่างประหลาด
"ไม่เจ็บเท่าไหร่หรอกค่ะ ฉันเคยชินแล้ว..." พรรณรายตอบเสียงแผ่ว พยายามดึงมือกลับ แต่ศิลากลับกระชับมือแน่นขึ้นกว่าเดิม
"แต่ผมไม่ชิน" ศิลาสวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเขาจริงจังจนพรรณรายต้องนิ่งงัน "จำไว้ว่าตอนนี้คุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว อาการบาดเจ็บเล็กน้อยเหล่านี้ หากปล่อยไว้จนติดเชื้อ มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ มือคู่นี้... มีค่ามากกว่าจะเอามาทำเรื่องพวกนี้ด้วยซ้ำ"
คำพูดนั้นทำเอาพรรณรายถึงกับพูดไม่ออก เธอมองเห็นประกายบางอย่างในแววตาของชายหนุ่ม—ประกายที่เธอคุ้นเคยดีในฐานะแพทย์ มันคือความห่วงหาอาทรอย่างแท้จริงจากคนที่ไม่อยากเห็นคนตรงหน้าต้องเจ็บปวด
ศิลาหยิบตลับยาสมุนไพรสูตรพิเศษที่เธอเพิ่งปรุงขึ้นเมื่อวานออกมาจากย่ามข้างตัว เขาใช้ปลายนิ้วแตะเนื้อครีมสีเขียวอ่อนนั้นอย่างเบามือ แล้วละเลงลงบนแผลพุพองที่ฝ่ามือของเธออย่างแผ่วเบาที่สุด สัมผัสที่อบอุ่นและสากระด้างนั้นวนเวียนอยู่บนฝ่ามือ สร้างกระแสความวาบหวามแปลกประหลาดให้วิ่งพล่านไปทั่วร่าง ความเงียบเข้าปกคลุมรอบบริเวณ มีเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดไม้และเสียงหัวใจของคนทั้งสองที่เต้นตรงจังหวะกันอย่างน่าอัศจรรย์
"เสร็จแล้วครับ" ศิลาวางมือเธอลงช้าๆ แต่ยังไม่ยอมปล่อยข้อมือออกทันที เขานั่งเงียบอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำกว่าเดิม "เย็นนี้... ผมต้มน้ำซุปกระดูกหมูใส่โสมที่คุณบอกว่าช่วยบำรุงเลือดไว้แล้ว พักผ่อนเสียเถอะครับ งานที่เหลือ เดี๋ยวผมจัดการเอง"
พรรณรายเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ความรู้สึกแปลกใหม่กำลังก่อตัวขึ้นในอก ความรู้สึกที่ว่าการมีใครสักคนคอยยืนอยู่เคียงข้าง คอยระวังหลัง และคอยห่วงใยในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ มันช่างเป็นความรู้สึกที่ทรงพลังและงดงามถึงเพียงนี้
"ขอบคุณนะคะ... คุณศิลา" เธอยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่จริงใจที่สุดตั้งแต่ทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้
ศิลาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นรอยยิ้มนั้น ใบหน้าคมเข้มขึ้นสีแดงจางๆ อย่างไม่ค่อยคุ้นชินนัก ชายหนุ่มรีบเบือนหน้าหนีไอความเขินอาย ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พึมพำว่าต้องไปผ่าฟืนหลังบ้านเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่า ทว่าจังหวะนั้นเอง เสียงเคาะประตูรั้วไม้หน้าบ้านก็ดังขึ้นอย่างเร่งรีบ พร้อมกับเสียงตะโกนโหวตเหวกโวยวายของป้าสำลี—เพื่อนบ้านจอมจุ้นจั่นที่มักจะนำเรื่องปวดหัวมาให้ไม่เว้นแต่ละวัน
"คุณพรรณราย! คุณศิลา!แย่แล้วครับ! เกิดเรื่องใหญ่ที่ลานสหกรณ์หมู่บ้านแล้ว!"
ศิลาขมวดคิ้วมุ่นทันที ความอบอุ่นละมุนละไมเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงรังสีความเย็นชาและดุดันที่แผ่ออกมาจากร่างของอดีตนายทหารหนุ่ม
พรรณรายลุกขึ้นยืนตาม ชายตามองไปทางหน้าบ้านด้วยแววตาที่ฉายแววเฉียบคมขึ้นมาทันที ดูเหมือนว่าศัตรูตัวฉกาจของเธอจะทนรอให้เธอสงบสุขไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
ศิลาหันมามองภรรยา ดวงตาคมกริบกวาดมองเธอด้วยความห่วงใยรอบสุดท้าย ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำที่เต็มไปด้วยพลังปกป้อง "อยู่ข้างหลังผมครับ"
ชายหนุ่มก้าวเดินนำออกไปอย่างองอาจ พรรณรายสูดลมหายใจเข้าลึก 3 วินาที ปรับสีหน้าให้เรียบเฉย เย็นชา และพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ เธอเดินตามหลังสามีออกไปติดๆ ทว่าเมื่อก้าวพ้นประตูรั้วบ้านออกไป ภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับทำให้ฝ่ามือที่เพิ่งทายาของเธอกำเข้าหากันแน่นโดยอัตโนมัติ
กลางลานดินหน้าสหกรณ์ สินค้าล็อตแรกที่เธอแอบนำออกมาจากมิติพิเศษ—แยมผลไม้ป่าบรรจุขวดแก้วและสบู่สมุนไพรทำมือ—กำลังถูกป้าสำลีและกลุ่มญาติฝ่ายอดีตสามีจอมสูบยืนล้อมวงชี้ไม้ชี้มือด้วยความโลภละโมบ โดยมีชายร่างใหญ่หน้าตาถมึงทึงคนหนึ่งกำลังถือขวดแยมของเธอขึ้นมา และตะโกนประกาศกร้าวให้ชาวบ้านรอบด้านได้ยิน
"ของพวกนี้มันขโมยมาจากแปลงเกษตรส่วนรวม! พวกแกต้องถูกจับส่งทางการข้อหาค้ากำไรเกินควรในตลาดมืด!"
ศิลาหยุดฝีบดกทันที รังสีสังหารแผ่ซ่านออกจากร่างของชายหนุ่มจนอากาศรอบตัวคล้ายจะลดอุณหภูมิลดฮวบ พรรณรายที่ยืนอยู่ด้านหลังแย้มยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก ดวงตากลมโตฉายแววอำมหิตขึ้นมาวูบหนึ่ง
**ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันครับ / หมอภัทรแก้ไขชะตา**
คุณหมอผู้ถูกทิ้งกับวิถีฟาร์มแห่งศตวรรษที่ 80•ตอนที่ 9
หัวใจคนเถื่อนเริ่มหวั่นไหว
ผลงานโดย หมอภัทรแก้ไขชะตา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอภัทรแก้ไขชะตา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหมอผู้ถูกทิ้งกับวิถีฟาร์มแห่งศตวรรษที่ 80 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!