"เสียงฝีเท้าเบาหวิวที่พยายามย่องย่างเข้ามาทางแปลงสมุนไพรทิศตะวันตก... น่าเสียดายที่มันเบาเกินกว่าจะตบตาสุนัขเฝ้าบ้านที่ศิลาเพิ่งโยนกระดูกชิ้นใหญ่ให้เมื่อครึ่งชั่วยามก่อน"
น้ำเสียงของพรรณรายราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยกระแสคลื่นแห่งความเย้ยหยัน ดวงตากลมโตคู่สวยสะท้อนแสงไฟตะเกียงรางเลือนในห้องครัว เธอไม่ได้หันกลับไปมองสามีที่ยืนค้ำร่างสูงใหญ่ปานภูผาอยู่เบื้องหลัง แต่สัมผัสได้ถึงไอร้อนระอุที่แผ่ออกมาจากแผ่นอกกว้างของชายหนุ่ม นั่นคือสัญญาณเตือนภัยขั้นสูงสุดสำหรับผู้ใดก็ตามที่บัง-อาจก้าวล้ำเข้ามาในเขตหวงห้ามของตระกูล
ศิลาไม่พูดพร่ำทำเพลง ฝ่ามือหนากรำแดดและจับอาวุธมาค่อนชีวิตเอื้อมไปหยิบท่อนไม้เนื้อแข็งที่พิงไว้ข้างประตูเรือน แรงบีบจากอุ้งมือหนาทำให้เนื้อไม้ลั่นเอี๊ยดออดยามเมื่อเขาหมุนตัวก้าวออกไปช้าๆ จังหวะก้าวของอดีตทหารหาญมั่นคงราวกับเสือร้ายที่กำลังต้อนเหยื่อให้จนมุมในอาณาเขตของมันเอง
"ปล่อยให้พวกมันเข้ามาลึกอีกนิดครับพี่ศิลา" พรรณรายเอ่ยปราือนเบาๆ น้ำเสียงของเธอเจือรอยยิ้มเย็นเยียบ "ของกำนัลที่เราเตรียมไว้ต้อนรับแขกไม่ได้รับเชิญในคืนนี้... ถ้าตื่นเต้นไม่พอก็คงเสียดายความตั้งใจที่ฉันปรุงมันขึ้นมา"
ย้อนกลับไปเมื่อช่วงบ่ายวันนี้ ข่าวลือเรื่องผลผลิตสมุนไพรและรากโสมป่าคุณภาพเยี่ยมที่พรรณรายเก็บเกี่ยวได้เริ่มแพร่สะพัดออกไปในหมู่บ้านป่าไผ่ บรรดาญาติฝ่ายสามีที่เคยตัดขาดและเหยียบยย่ำความยากจนของพวกเขากลับกลายเป็นฝูงเหลือบไรที่หวนคืนมาพร้อมความโลภอันไร้ยางอาย นำทีมโดยป้าสะใภ้ใหญ่ผู้มีชื่อเสียงเรื่องการลักเล็กขโมยน้อย และลูกพี่ลูกน้องจอมเกียจคร้านอย่างอาเฉียง
ในมุมมืดหลังร่มเงาของต้นส้มโอโบราณ เงาร่างสามร่างกำลังย่องกรายเข้ามาด้วยความระมัดระวัง เสียงกระซิบกระซาบเล็ดลอดเข้ามาในโสตประสาทของคนทั้งคู่
"เร็วเข้าสิ! มัวแต่ชักช้าอยู่ได้ ถ้าไอ้ศิลากับนังหมอนั่นตื่นขึ้นมาพวกเราจะอดนะเว้ย" เสียงแหบแห้งของป้าสะใภ้ใหญ่กระซิบสั่งด้วยความกระวนกระวาย มือเหี่ยวย่นเอื้อมไปหมายจะคว้าตะกร้าไม้ไผ่ที่บรรจุรากสมุนไพรตากแห้งราคาแพงลิบลิ่ว ซึ่งพรรณรายจงใจวางล่อไว้ที่นอกชานเรือน
"แม่ครับ... ตรงนี้มีแต่ของดีๆ ทั้งนั้นเลย ดูนี่สิ หัวโสมนี่เอาไปขายในเมืองคงได้เงินหลายหยวนแน่ๆ" อาเฉียงยิ้มจนตาหยีด้วยความโลภ ปรี่เข้าไปคว้าตะกร้าสมุนไพรโดยไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติรอบตัว
*แกร๊ก!*
เสียงกลไกไม้ไผ่ดีดตัวดังขึ้นเบาๆ ตามด้วยผงสีขาวละเอียดที่ถูกซัดขึ้นสู่อากาศด้วยแรงลมจากพัดลมมือโยกที่พรรณรายประดิษฐ์ขึ้นเอง ละอองผงสมุนไพรฤทธิ์ระคายเคืองพุ่งเข้าใส่ใบหน้าของทั้งสามคนเต็มรัก
"อ๊ากกก! แสบตา! ตาฉัน! ตาฉันมองไม่เห็น!" ป้าสะใภ้ใหญ่กรีดร้องลั่นด้วยความตกใจ ผงพริกไทยป่นผสมเกสรดอกไม้ป่าฤทธิ์แรงแผดเผาผิวหนังและเยื่อบุตาจนแสบร้อนราวกับถูกไฟลวก อาเฉียงและพรรคพวกอีกคนล้มกลิ้งไม่เป็นท่า ชนเข้ากับชั้นตากล่องสมุนไพรจนข้าวของกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น
"ดึกดื่นค่ำคืนเช่นนี้... ลมเพลมพัดอะไรหอบเอาสุนัขจรจัดมาเห่าหอนถึงหน้าบ้านข้ากันนะ"
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของศิลา เงาร่างสูงใหญ่ทอดทาบทับลงบนร่างที่กำลังดิ้นทุพพลภาพบนพื้นดิน แสงจันทร์สาดส่องกระทบใบหน้าคมคายที่ไร้ซึ่งรอยยิ้ม ดวงตาคมกริบราวกับเหยี่ยวจ้องมองผู้บุกรุกราวกับมองซากศพไร้ค่า
ป้าสะใภ้ใหญ่พยายามกระพริบตาที่แดงก่ำ น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม นางชี้หน้าด่ากราดด้วยความเจ็บใจและหวาดกลัว "ไอ้... ไอ้ศิลา! แกกล้าทำร้ายญาติผู้ใหญ่หรอ! นังสะใภ้ตัวดีกับแกมันรังแกคนไม่มีทางสู้!"
พรรณรายก้าวเดินออกมาจากตัวบ้าน แสงไฟตะเกียงในมือส่องให้เห็นใบหน้าเรียบเฉยแต่แววตากลับคมปลาบ เธอย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับป้าสะใภ้ที่กำลังนั่งก้นจ้ำเบ้าอยู่บนพื้นดิน
"ญาติผู้ใหญ่หรือครับ?" พรรณรายทวนคำ น้ำเสียงนุ่มนวลแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "คนที่มาบุกรุกยามวิกาลเพื่อลักขโมยทรัพย์สินของผู้อื่น... ในกฎหมายบ้านเมืองเขาเรียกว่า 'โจร' นะครับ ไม่ใช่ญาติ"
"นัง... นังสารเลว! แกกล้าพูดจาแบบนี้กับฉันเรอะ!" ป้าสะใภ้ใหญ่แผดเสียงแหลมสูงด้วยความโกรธเกรี้ยวจนเส้นเลือดปูดโปนที่ขมับ นางพยายามจะลุกขึ้นแต่ฤทธิ์ของผงสมุนไพรทำให้วิงเวียนศีรษะจนต้องทรุดตัวลงไปอีกรอบ
"ระวังปากหน่อยดีกว่าครับป้า" ศิลาขยับเท้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีกก้าวหนึ่ง แรงกดดันมหาศาลจากร่างกายที่ผ่านสนามรบมาโชกโชนแผ่ซ่านออกไปจนอาเฉียงที่นอนกุมตาอยู่ถึงกับตัวสั่นงันท่ามกลางความหนาแน่นของบรรยากาศ "ถ้าไม่อยากให้ขาอีกข้างของลูกชายท่านหักเหมือนกิ่งไม้ ก็รีบไสหัวออกไปจากเขตบ้านผมซะ ก่อนที่ผมจะแจ้งความข้อหาบุกรุกและลักทรัพย์"
อาเฉียงหน้าถอดสี ละล่ำละลักดึงชายเสื้อแม่ตัวเอง "แม่... กลับเถอะแม่ ไอ้ศิลามันเอาจริงแน่ๆ ผมมองไม่เห็นอะไรเลย... ช่วยด้วย!"
พรรณรายมองภาพความอลหม่านตรงหน้าด้วยความรู้สึกสะใจเล็กๆ ความโลภมักบังตาให้คนทำเรื่องโง่เขลา และบทเรียนในคืนนี้ก็ราคาแพงพอที่จะทำให้พวกมันจดจำไปจนวันตาย เธอยืนมองความล้มเหลวของคนโลภที่ดลบันดาลให้พวกมันต้องวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงหายไปในความมืดด้วยสภาพที่ดูไม่จืด
ทว่า... ในจังหวะที่ความเงียบสงบกำลังจะกลับคืนสู่ฟาร์มอีกครั้ง เสียงฝีเท้าฝีเท้าหนึ่งก็ดังขึ้นจากกพุ่มไม้ไผ่ด้านนอกรั้ว เป็นฝีเท้าที่หนักแน่นและจงใจให้ได้ยิน
ศิลาหรี่ตาลงทันที ร่างกายตื่นตัวเตรียมพร้อมรับมือ ขณะที่พรรณรายขมวดคิ้วมุ่นยามเมื่อเงาร่างของชายแปลกหน้าคนหนึ่งก้าวออกมาจากความมืด พร้อมกับกลิ่นอายอันคุ้นเคยที่ทำให้รอยยิ้มบนมุมปากของหญิงสาวแข็งค้างไปชั่วขณะ
คนผู้นั้นสวมเสื้อโค้ทกันหนาวสีเข้ม หมวกปีกกว้างเงาไม้บังใบหน้าครึ่งบนเอาไว้ แต่รอยยิ้มที่มุมปากของเขายามเมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากับพรรณรายนั้น... กลับทำให้เลือดในกายของอดีตหมอสาวเย็นเยียบลงทันที
"ไม่นึกเลย... ว่าคุณหมอพรรณรายผู้เก่งกาจ จะมาหลบซ่อนตัวใช้ชีวิตอยู่กับชาวไร่ชั้นต่ำในที่กันดารเช่นนี้... น้องสาว"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับตัวละครในทุกๆ อุปสรรคด้วยกันนะครับ
คุณหมอผู้ถูกทิ้งกับวิถีฟาร์มแห่งศตวรรษที่ 80•ตอนที่ 10
ความล้มเหลวของคนโลภ
ผลงานโดย หมอภัทรแก้ไขชะตา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอภัทรแก้ไขชะตา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหมอผู้ถูกทิ้งกับวิถีฟาร์มแห่งศตวรรษที่ 80 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!