คุณหมอผู้ถูกทิ้งกับวิถีฟาร์มแห่งศตวรรษที่ 80•ตอนที่ 5

ที่ดินร้างที่มีความลับ

ผลงานโดย หมอภัทรแก้ไขชะตา
กลิ่นควันจางๆ ของยาเส้นผสมกับกลิ่นอับของไม้เก่าในห้องโถงบ้านตระกูลหลินยังคงลอยวนอยู่ในความทรงจำของพรรณราย แต่ในเวลานี้ สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเธอกลับไม่ใช่สายตาดูแคลนของบรรดาญาติจอมสูบเหล่านั้น หากเป็นผืนดินรกร้างกว้างใหญ่ไพศาลหลังเขตหมู่บ้าน ศตวรรษที่ 80 กำลังหายใจรดต้นคอเธอด้วยความท้าทาย พื้นดินที่ใครต่อ ใครต่างส่ายหน้าหนีเพราะคิดว่าเป็นดินเปรี้ยว ดินตาย ไร้ค่า ไร้ราคา แต่สำหรับอดีตศัลยแพทย์ผู้เคยผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วนอย่างเธอ ที่ดินผืนนี้กลับส่งเสียงกระซิบที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง "ราย... น้องแน่ใจแล้วหรือว่าจะใช้แปลงนี้เป็นแปลงทดลองปลูกข้าวโพดกับพืชหัว? พี่ลองเอาเสียมขุดลงไปดูเมื่อเช้า ดินมันแน่นเสียจนรากพืชทั่วไปแทบจะชอนไชไม่ไหว แถมหน้าดินยังแห้งผากเป็นสะเก็ดอีกต่างหาก" เสียงทุ้มต่ำแต่นุ่มนวลของร้อยเอกศิลาเอ่ยขึ้น พร้อมกับยื่นกระบอกน้ำทหารสีเขียวขี้ม้าเก่าๆ มาให้ภรรยา มือหนาหยาบกร้านจากการจับจอบจับเสียมมีรอยแผลเป็นประปรายตามสันมือ บ่งบอกถึงอดีตที่ผ่านสนามรบมาโชกโชน แต่ในยามนี้ ดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับทอดมองพรรณรายด้วยความห่วงใยและเวทนาแกมเอ็นดูอย่างปิดไม่มิด พรรณรายรับกระบอกน้ำมาถือไว้ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างใจเย็น เธอมองสามีหนุ่มผู้ไม่เคยปริปากบ่นสักคำตั้งแต่เธอยื่นคำขาดขอแยกบ้านออกมาจากตระกูลใหญ่ ศิลาไม่เคยถามหาเหตุผลว่าทำไมเธอถึงเกลียดชังบ้านใหญ่ขนาดนั้น เขาแค่พยักหน้าแล้วแบกจอบตามเธอมาด้วยความเต็มใจ นี่แหละคือพลังขับเคลื่อนที่ทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจท่ามกลางยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความยากลำบากนี้ "พี่ศิลาเคยได้ยินคำว่า 'เพชรในตม' ไหมครับ... เอ่อ หมายถึง ของดีมักจะซ่อนอยู่ในที่ที่คนมองข้ามเสมอ" พรรณรายเกือบหลุดคำพูดสมัยใหม่เสียแล้ว ดีที่ปรับน้ำเสียงให้เข้ากับยุคสมัยทัน "ดินตรงนี้อาจจะดูแย่ในสายตาคนอื่น แต่นั่นเป็นเพราะพวกเขาไม่รู้วิธีอ่านภาษาของผืนดินครับ" เธอวางกระบอกน้ำลงบนโขดหินข้างทาง ก่อนจะคุกเข่าลงใช้มือเปล่ากอบดินสีน้ำตาลปนเทาขึ้นมาหยิบหนึ่งกำมือ แล้วใช้นิ้วขยี้เบาๆ เพื่อพิสูจน์ความชื้นและเนื้อสัมผัส ท่าทีที่มุ่งมั่นและจริงจังจนลืมห่วงสวยของภรรทำให้ศิลาต้องย่อตัวลงนั่งยองๆ ข้างๆ โดยอัตโนมัติ กลิ่นกายสะอาดๆปนกลิ่นแดดอ่อนๆ จากตัวสามีทำให้พรรณรายชะงักไปเล็กน้อย แต่เธอก็รวบรวมสมาธิกลับมาอย่างรวดเร็ว "ดูนี่สิครับพี่..." พรรณรายผายมือให้ศิลาดูเศษซากพืชเน่าเปื่อยสีดำสนิทที่ฝังอยู่ใต้ชั้นดินตื้นๆ "ดินตรงนี้ไม่ใช่ดินตาย แต่มันเป็นดินที่ถูกทับถมด้วยตะกอนป่าดิบชื้นจากภูเขาด้านบนมาเป็นเวลานานนับสิบปี ขาดแค่การพลิกหน้าดินและการปรับค่าความเป็นกรด-ด่างที่ถูกต้องเท่านั้นเอง ถ้าเราขุดลึกลงไปอีกแค่คืบเดียว..." พูดจบ พรรณรายก็คว้าเสียมด้ามยาวจากมือของศิลาอย่างคล่องแคล่ว แล้วปักลงบนผืนดินรกร้างด้วยแรงทั้งหมดที่มี เสียงเหล็กกระทบกับดินแน่นดังขึ้น *ฉึก!* ก่อนที่เธอจะงัดก้อนดินก้อนใหญ่ออกมาเผยให้เห็นชั้นดินด้านล่างที่เปลี่ยนสีไปอย่างสิ้นเชิง ศิลาเบิกกว้างด้วยความทึ่ง ดินชั้นล่างไม่ได้แห้งแล้งอย่างที่เขาคาดคิด ตรงกันข้าม มันกลับมีความชื้นฉ่ำและมีไอร้อนอ่อนๆ ลอยขึ้นมาคล้ายกับเตาถ่านธรรมชาติที่กำลังคุรุ่น แต่สิ่งที่สะดุดตาทั้งคู่ไม่ใช่เนื้อดิน หากเป็นรากไม้สีเหลืองทองแปลกตาที่พันandเกี่ยวกันอยู่เป็นกระจุกใหญ่ ส่งกลิ่นหอมเย็นชื่นใจคล้ายกับโสมป่าผสมกับเปปเปอร์민ต์จางๆ "นี่มัน..." ศิลาอุทานเบาๆ ยื่นมือเข้าไปแตะรากไม้นั้นอย่างระมัดระวัง "ไม่ใช่รากหญ้าคาแน่นอน พี่เคยเดินลาดตระเวนในป่าลึกทางเหนือ สมุนไพรป่าบางชนิดที่พวกหมอยาแผนโบราณตามหากันให้ควั่ก มีลักษณะคล้ายคลึงกับเจ้าสิ่งนี้มากทีเดียว" พรรณรายโน้มตัวเข้าไปใกล้ หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นที่ยากจะระงับ ในฐานะศัลยแพทย์ผู้เคยศึกษาตำรายาโบราณและสมุนไพรหายากเพื่อใช้บำบัดผู้ป่วยโรคร้าย เธอย่อมจำลักษณะของสมุนไพรล้ำค่าชนิดนี้ได้แม่นยำ มันคือ **"โสมรากทองคำ"** หรือที่ตำราแพทย์แผนจีนเรียกว่า *'จินซินเฉ่า'* พืชสมุนไพรหายากที่ใกล้สูญพันธุ์ในยุค 80 เนื่องจากสภาพแวดล้อมถูกทำลาย และที่สำคัญ มันมีราคาค่างวดในตลาดมืดสูงลิ่ว ชนิดที่ว่าสามารถซื้อรถแทรกเตอร์คันใหม่ได้สบายๆ หลายคัน! "โชคเข้าข้างเราแล้วล่ะครับพี่ศิลา..." พรรณรายเงยหน้าขึ้นสบตากับสามี รอยยิ้มกว้างที่เปล่งประกายบนใบหน้าของเธอทำให้ดวงตะวันยามบ่ายที่กำลังจะลับขอบฟ้าดูหมองไปถนัดตา "ที่ดินรกร้างผืนนี้ไม่ได้ไร้ค่า แต่มันคือขุมทรัพย์ที่ตระกูลหลินโง่เขลาเบาปัญญาปล่อยให้เรามาครอบครองฟรีๆ" ศิลานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่รอยยิ้มภาคภูมิใจจะระบายขึ้นบนใบหน้าคมสัน เขาเอื้อมมือไปปัดเศษดินที่เปื้อนแก้มเนียนของภรรยาออกอย่างแผ่วเบา แววตาของนายทหารผู้ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใดฉายประกายความรักความหลงใหลจนแทบละลาย "ไม่ว่าน้องรายอยากจะทำอะไร พี่จะคอยขุดดิน ถางหญ้า และปกป้องแปลงสมุนไพรนี้ด้วยชีวิตของพี่เอง" ศิลาเอמהเสียงทุ้มต่ำแต่หนักแน่นราวกับคำปฏิญาณตน ทั้งสองช่วยกันขุดแต่งแนวรากสมุนไพรอย่างเบามือเพื่อให้แน่ใจว่าพวกมันจะไม่เสียหาย แดดร่มลมตกผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความหวังและกลิ่นอายของความมั่งคั่งที่กำลังจะมาเยือน แต่ในขณะที่พรรณรายกำลังก้มลงเก็บรากโสมชิ้นสุดท้ายใส่ตะกร้าสานไม้ไผ่ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ก็ดังขึ้นจากทางเดินแคบๆ ชายป่า พร้อมกับเสียงตะโกนโหวตเหวกโวยวายที่คุ้นเคยจนน่าสะอิดสะเอียน "ไอ้ศิลา! นังราย! ออกมาเดี๋ยวนี้! พวกแกกล้าดียังไงมาฮุบที่ดินสาธารณะของหมู่บ้าน!" เสียงนั้นคือเสียงของ **หลินเฉียง** ผู้เป็นลุงจอมเจ้าเล่ห์ ที่นำพรรคพวกถือจอบถือเสียมเดินตรงดิ่งเข้ามาล้อมแปลงดินรกร้างของพวกเขาไว้ทุกด้าน ใบหน้าของหลินเฉียงบิดเบี้ยวด้วยความโลภเมื่อเห็นตะกร้าสมุนไพรในมือของพรรณราย พรรณรายค่อยๆ ยืนขึ้นช้าๆ ปัดมือที่เปื้อนดินออกเบาๆ ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มเมื่อครู่กลับเรียบเฉยราวน้ำแข็งขั้วโลก ดวงตาคู่คมกวาดมองผู้มาเยือนด้วยแววตาสมเพชระคนเย้ยหยัน เธอรู้ทันทีว่าข่าวเรื่องการสำรวจที่ดินคงรั่วไหลไปถึงหูคนบ้านใหญ่ผ่านสายสืบชาวบ้านสักคนเข้าแล้ว ศิลาก้าวเท้ามาขวางหน้าภรรยาโดยสัญชาตญาณ กล้ามเนื้อตึงเกร็งพร้อมปะทะ แต่พรรณรายกลับแตะเบาๆ ที่แขนแกร่งของสามี เป็นเชิงบอกให้เขารอดูการแสดงของเธอ "อ้าว... ลุงเฉียง ลมอะไรหอบมาถึงแปลงที่ดิน 'ไร้ค่า' ที่พวกท่านเคยไล่ส่งให้พวกเราไสหัวออกมาล่ะครับ?" พรรณรายเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น ก้าวเท้าเดินออกไปประจันหน้ากับผู้เป็นลุงโดยไม่มีความเกรงกลัวแม้แต่น้อย "นังตัวดี! แกกับไอ้ทหารกระจอกนี่มันสมคบกันขโมยของป่า! ที่ดินแปลงนี้เป็นมรดกตกทอดของตระกูลหลินที่พวกแกแอบอ้างสิทธิ์! เอาตะกร้านั้นมานี่เดี๋ยวนี้ ไม่งั้นฉันจะแจ้งคอมมูนให้มาจับพวกแกข้อหาบุกรุก!" หลินเฉียงชี้หน้าตะคอกเสียงดังลั่นป่า พรรณรายแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ รอยยิ้มมุมปากของเธองดงามแต่เย็นยะเยือกจนหลินเฉียงถึงกับผะเผงถอยหลังไปหนึ่งก้าว "มรดกตระกูลหลินอย่างนั้นหรือครับ?" พรรณรายก้าวเข้าไปใกล้ทีละก้าว น้ำเสียงทรงพลังกดดันจนคนรอบข้างต้องเงียบกริบ "ตอนที่พวกท่านบังคับให้พวกเราเซ็นสัญญาตัดขาดตระกูล และขับไล่พวกเราออกมามือเปล่ากลางหน้าหนาว... ทำไมถึงจำไม่ได้ว่าที่ดินผืนนี้เป็นของตระกูลล่ะครับ?" เธอยกตะกร้าสมุนไพรขึ้นระดับอก แววตาดุดั่งพญายิมฉายชัดในความมืดสลัวยามเย็น "แต่ก็นั่นแหละ... ในเมื่อท่านอยากได้นัก ผมจะคืนให้ก็ได้..." พรรณรายเว้นจังหวะนิดหนึ่ง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปาก "...แต่ต้องแลกกับ **สัญญาแลกเปลี่ยน** ที่ผมจะร่างขึ้นมาตอนนี้ และถ้าท่านเซ็น... อย่าหาว่าผมไม่เตือนว่า หนี้สินก้อนโตที่บ้านใหญ่ติดไว้กับสหกรณ์อำเภอ... อาจจะมาเคาะประตูบ้านท่านเร็วกว่าที่คิด!" หลินเฉียงหน้าซีดเผือดลงทันทีเมื่อได้ยินคำขู่ที่ตรงจุดตาย ขณะที่ศิลายืนมองภรรยาด้วยแววตาเป็นประกายระยิบระยับ ความตื่นเต้นระลอกใหม่พุ่งพล่านขึ้นในอก ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบหยุดหายใจ จู่ๆ เสียงปรบมือช้าๆ ดังขึ้นจากพุ่มไม้หนาทึบด้านหลังกลุ่มของหลินเฉียง พร้อมกับร่างสูงโปรดของชายแปลกหน้าในชุดสูทจีนสีเทาเข้มที่ก้าวออกมาจากเงามืด... "ช่างเป็นสะใภ้ที่ฉลาดเฉลียวและเด็ดเดี่ยวเสียจริง... สนใจมาเจรจาธุรกิจกับผมสักหน่อยไหมครับ คุณหมอพรรณราย?" (โปรดติดตามตอนต่อไป) --- ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของผมด้วยดีเสมอมาครับ / หมอภัทรแก้ไขชะตา
สารจากนักเขียน (หมอภัทรแก้ไขชะตา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหมอผู้ถูกทิ้งกับวิถีฟาร์มแห่งศตวรรษที่ 80 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%