"ถอยไป... อย่าให้ฉันต้องลงมือกับผู้หญิงอย่างเธอ"
เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากที่ซีดเซียวจนแทบไร้สีเลือดของร้อยเอกศิลา นัยน์ตาคมกริบที่เคยฉายแววราพณาสูรยามอยู่ในสนามรบ บัดนี้กลับหม่นแสงลงด้วยพิษไข้และความเจ็บปวดจากบาดแผลฉีกขาดบริเวณสีข้าง ด้านนอกโรงนาเก่าทรุดโทรมแห่งนั้น เสียงทุบประตูดังโครมครามพร้อมกับเสียงตะโกนด่าทอของพวกญาติจอมสูบเลือดสูบเนื้อกำลังดังใกล้เข้ามาทุกที
พรรณรายไม่ตอบคำถาม เธอเพียงแต่กวาดสายตาคมกริบประเมินสถานการณ์ด้วยสัญชาตญาณของแพทย์ศัลยกรรมมือหนึ่ง มือเรียวบางที่เคยจับมีดผ่าตัดอันคมกริบในห้องปลอดเชื้อ บัดนี้กำลังบรรจงฉีกชายเสื้อเชิ้ตเก่าๆ ของศิลาออกเพื่อเผยให้เห็นบาดแผลฉะฉานที่เลือดสดๆ ยังคงไหลทะลักออกมาไม่ขาดสาย กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอับชื้นของฟางข้าวเก่า
"คุณจะทำอะไร... แผลแค่นี้ ฉันชินแล้ว" ศิลาพยายามจะขยับตัวถอยหนีเมื่อปลายนิ้วอุ่นๆ ของเธอแตะลงบริเวณขอบแผล ทว่าความเจ็บแปลบก็แล่นริ้วจนต้องกัดฟันกรอด เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผากกว้าง
"ถ้าไม่อยากตายคาโรงนาสังกะสีผุๆ นี่เพราะเสียเลือดมากเกินไป ก็หุบปากแล้วอยู่นิ่งๆ ครับ" พรรณรายเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่ทรงพลัง เด็ดขาดจนชายหนุ่มร่างกำยำถึงกับชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคู่คมมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป ผู้หญิงที่เคยเอาแต่ก้มหน้ารับกรรมและร้องไห้กระซิกกระซากคนเดิมหายไปไหนแล้ว? เหลือเพียงแพทย์หญิงผู้มีแววตานิ่งสงบราวก้นบึ้งของมหาสมุทร แต่กลับเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวที่พร้อมจะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน
เสียงไม้คานกระแทกประตูไม้สนเก่าๆ ดังลั่น *เปรี๊ยะ!* กลอนประตูไม้ไผ่เริ่มปริแตก เศษฝุ่นโปรยปรายลงมาจากหลังคารat
พรรณรายไม่สนใจเสียงรบกวนภายนอกแม้แต่น้อย สมาธิทั้งหมดของเธอถูกดึงมา100เปอร์เซ็นต์เต็มเพื่อจดจ่ออยู่กับการรักษา เธอยื่นมือเข้าไปใน "มิติลับ" ที่ซ่อนอยู่ใต้ก้นบึ้งจิตสำนึก แสงสีทองเรืองรองวาบขึ้นในความมืดสลัวของโรงนา ก่อนที่สมุนไพรจีนโบราณเกรดพรีเมียมและผงห้ามเลือดสูตรเฉพาะของศตวรรษที่ 21 จะปรากฏขึ้นในอุ้งมือของเธอ
"นี่คืออะไร? คุณไปเอาสมพวกนี้มาจากไหน..." ศิลาขมวดคิ้วมุ่นอย่างสงสัย ขณะมองรากไม้หน้าตาประหลาดที่ส่งกลิ่นหอมเย็นชื่นใจ
"สมุนไพรป่า... ที่ฉันบังเอิญเจอหลังไร่เมื่อวาน ถ้าไม่อยากให้แผลเน่าตายคาที่ ก็จงเชื่อใจผม" พรรณรายตอบเสียงเรียบพลางใช้ฟันกัดเชือกชิ้นเล็กเพื่อมัดผ้าพันแผลอย่างคล่องแคล่ว เธอบดรากูยฉีและโสมตังกุยสดด้วยมือเปล่าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพอกลงบนปากแผลฉีกขาดอย่างแม่นยำ ความเย็นวาบของตัวยาซึมซาบเข้าสู่เนื้อเยื่อชั้นลึก ลดอาการอักเสบและหยุดเลือดที่ไหลซึมได้อย่างน่าอัศจรรย์
ศิลาสשดหายใจเข้าลึกๆ ความเจ็บปวดที่แผดเผาเมื่อครู่ค่อยๆบรรเทาเบาบางลงราวกับมีปาฏิหาริย์ เขาแหงนมองใบหน้านวลเนียนที่ตอนนี้มีคราบเขม่าดินเปื้อนอยู่เล็กน้อย แต่กลับเปล่งประกายความงดงามและน่าหลงใหลอย่างประหลาด หัวใจแกร่งที่ด้านชามานานนับปีกลับเต้นระรัวขึ้นมาอีกครั้งอย่างควบคุมไม่ได้
*โครม!*
ประตูไม้ด้านหน้าทานแรงกระแทกไม่ไหวอีกต่อไป มันพังทลายลงมาพร้อมกับฝุ่นตลบอบอวล ร่างอ้วนท้วนของป้าสะใภ้ใหญ่ก้าวเท้าเข้ามาพร้อมกับสีหน้าบึ้งตึง มือถือไม้กวาดก้านมะพร้าวชี้หน้าด่ากราดทันที
"นังตัวดี! ผัวแกมันใกล้จะตายอยู่รอมร่อ ยังกล้าหดหัวอยู่ในนี้อีกเรอะ! ไหนล่ะเงินเก็บก้อนสุดท้าย เอาออกมาให้หมด! ถือว่าเป็นการชดใช้ค่าเสียหายที่ผัวแกทำซุ้มไก่บ้านฉันพัง!"
พรรณรายค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ เธอปัดเศษฟางตามชายเสื้อออกอย่างไร้ความเร่งรีบ ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับป้าสะใภ้และสมุนอีกสองคนที่เดินตามเข้ามา สายตาที่เธอมองไปยังญาติผู้พี่และป้าสะใภ้คู่นั้น เย็นเยียบราดรดด้วยน้ำแข็งขั้วโลกจนอีกฝ่ายถึงกับผงะถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
"ค่าเสียหายอะไรครับ... ซุ้มไก่ที่ผุพังจนไก่ตายไปสามตัวนั่น หรือว่าเงินค่าเช่าที่ดินที่พวกท่านโกงครอบครัวเราไปตลอดสามปีที่ผ่านมากันแน่?" น้ำเสียงใสแต่กังวานก้องไปทั่วบริเวณโรงนา ทำให้พวกที่ตามมาส่งเสียงเอะอะถึงกับเงียบกริบลงทันที
"นัง... นังเด็กปากดี! แกกล้าดียังไงมาพูดจาแบบนี้กับผู้ใหญ่!" ป้าสะใภ้หน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโกรธจัด เงื้อมือขึ้นหมายจะตบหน้าสาวรุ่นน้องให้หายแค้น
ทว่า ก่อนที่ฝ่ามือหยาบกร้านนั้นจะทันได้สัมผัสแก้ว
มือหนาคู่หนึ่งก็เอื้อมออกไปคว้าข้อมือของป้าสะใภ้ไว้ได้อย่างแม่นยำราวกับก้ามปู แรงบีบมหาศาลทำให้ป้าสะใภ้ร้องโอดครวญออกมาเสียงดัง
ศิลายันกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ใบหน้าจะยังซีดเซียวอยู่บ้าง แต่รัศมีคุกคามอันน่าเกรงขามของนายทหารผ่านศึกกลับแผ่ซ่านออกมารอบตัวจนทุกคนในที่นั้นต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขากวาดสายตาดุจพญาสิงห์มองหน้าทุกคนทีละคนอย่างเลือดเย็น
"ใครหน้าไหน... ที่กล้าแตะต้องเมียฉัน" เสียงทุ้มต่ำดังลอดไรฟัน ทรงพลังและกดดันเสียจนบรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงจนหนתาวเยือก
ป้าสะใภ้หน้าซีดเผือด รีบสะบัดมือออกด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะชี้หน้าคาดโทษแล้วถอยรูดออกไปตั้งหลักข้างนอก "วะ... ไว้ยกพวกมาใหม่แน่! พวกแกสองคนเตรียมตัวอดตายไร้ที่ซุกหัวนอนได้เลย!"
เมื่อร่างของพวกตัวปัญหาถอยร่นออกไปจนลับตา พรรณรายจึงถอนหายใจยาวออกมาเบาๆ เธอกลับหันมามองสามีหนุ่มที่ฝืนยืนหยัดจนเหงื่อท่วมกาย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดจะดุเล็กน้อย "บาดแผลยังไม่หายดี ทำไมต้องฝืนลุกขึ้นมาอีก?"
ศิลาไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที เขากลับโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบชนกัน ดวงตาคมกريบมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้น ทั้งซาบซึ้ง รักใคร่ และทึ่งในตัวภรรยาคนนี้เหลือเกิน
"เพราะฉันไม่อยากให้ใครหน้าไหน... มาทำร้ายผู้หญิงที่กำลังช่วยชีวิตฉันไว้" ศิลาเอ่ยเสียงพร่าเบาๆ ข้างใบหูของเธอ
พรรณรายชะงักไป หัวใจดวงน้อยที่เคยปิดตายมาตลอดชีวิตกลับกระตุกวูบอย่างแรง ความอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านเข้ามาในอก ทว่าในวินาทีที่บรรยากาศกำลังหวานซึ้งและเงียบสงบลงนั้นเอง...
จู่ๆ เสียงท้องร้องโครกครากของศิลาก็ขัดจังหวะขึ้นมาอย่างไม่รู้กาลเทศะ ท่ามกลางกลิ่นอับของโรงนา จู่ๆ ก็มีกลิ่นหอมกรุ่นของ "ซุปไก่ตุ๋นโสมป่า" ลอยอบอวลเตะจมูกขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทั้งๆ ที่ในโรงนาแห่งนี้ไม่มีเตาไฟหรือหม้อต้มแม้แต่ใบเดียว!
ศิลาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อเห็นพรรณรายยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนที่เธอจะหยิบชามกระเบื้องเคลือบสีขาวสะอาดตาที่มีควันร้อนฉุย พร้อมเนื้อไก่ตุ๋นเปื่อยนุ่มชิ้นโตลอยเด่นในน้ำซุปสีอำพัน ออกมาจากอากาศธาตุต่อหน้าต่อตาเขาอย่างเหลือเชื่อ!
"ทานซะหน่อยเถอะครับ สามีผู้กล้า... คืนนี้เรายังมีเรื่องสนุกๆ ที่ต้องสะبัดบัญชีหนี้กับพวกตระกูลศิลาอีกยาวไกลนัก"
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของผมด้วยดีเสมอมาครับ / หมอภัทรแก้ไขชะตา
คุณหมอผู้ถูกทิ้งกับวิถีฟาร์มแห่งศตวรรษที่ 80•ตอนที่ 4
วิชาเยียวยาคืออาวุธ
ผลงานโดย หมอภัทรแก้ไขชะตา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอภัทรแก้ไขชะตา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหมอผู้ถูกทิ้งกับวิถีฟาร์มแห่งศตวรรษที่ 80 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!