กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นอับของฟางข้าวเก่าๆ ลอยอวลอยู่ในความมืดสลัวของโรงนาหลังเก่า ทว่าประสาทสัมผัสของศัลยแพทย์มือหนึ่งอย่างพรรณรายกลับแม่นยำยิ่งกว่าเครื่องมือแพทย์ เธอกำลังใช้ปลายนิ้วเรียวบางกดสำรวจบริเวณข้อต่อไม้ไผ่ที่ซ้อนทับกันเป็นชั้นในโรงเก็บอุปกรณ์การเกษตร สายตาสอดส่องหาแผ่นไม้กระดานสำรองสำหรับซ่อมแซมคอกไก่ ทว่าเสียงลมหายใจที่ติดขัดอย่างรุนแรงจากมุมมืดหลังกองฟาง กลับทำให้เธอดึงสติกลับมาในเสี้ยววินาที
ไม่ใช่เสียงของสัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่เสียงหนูตัวใหญ่
พรรณรายชะงักฝีเท้า หัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยแต่มือยังคงนิ่งสนิท เธอค่อยๆ ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะเผื่อสถานการณ์ฉุกเฉิน สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว ในยุคศตวรรษที่ 80 นี้ ความปลอดภัยไม่ใช่สิ่งที่จะหาได้ง่ายๆ ตามชนบทห่างไกล โดยเฉพาะเมื่อตระกูลเดิมของร่างนี้สร้างศัตรูไว้ไม่น้อย
"ใคร..." น้ำเสียงของเธอราบเรียบ เยือกเย็น แต่ทรงพลังพอที่จะหยุดยั้งความตื่นตระหนกของตนเองได้
ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงครางต่ำในลำคอด้วยความเจ็บปวดเล็ดลอดออกมา พร้อมกับเงาร่างของใครบางคนที่ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นดินอัดแน่น กลิ่นคาวเลือดที่ลอยเตะจมูกชัดเจนยิ่งขึ้น ทำให้พรรณรายขมวดคิ้วมุ่น กลิ่นเลือดสดๆ เช่นนี้ไม่ใช่รอยขีดข่วนธรรมดาอย่างแน่นอน
เธอไม่ลังเลอีกต่อไป มือเรียวหยิบตะเกียงน้ำมันก๊าดที่แขวนอยู่ข้างเสาขึ้นมาจุดไฟ แสงสีส้มอุ่นสาดส่องขับไล่ความมืดออกไปทีละน้อย เผยให้เห็นภาพที่ทำให้ลมหายใจของเธอสะดุดกึก
ร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่บนกองฟาง เสื้อผ้าสีเขียวขี้ม้าแบบทหารที่คุ้นตาขาดวิ่น บริเวณลำตัวช่วงล่างเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดสีเข้มที่ซึมทะลุเนื้อผ้าออกมาจนน่ากลัว ใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อกาฬและไรหนวดเคราซีดเซียวจนแทบไร้สีเลือด แผ่นหลังกว้างนั้นไหวสะท้อนตามจังหวะการหายใจที่กระชั้นถี่และแผ่วเบาลงเรื่อยๆ
ร้อยเอกศิลา!
แม้ในความทรงจำของร่างเดิมจะพบกันเพียงผิวเผินผ่านพิธีแต่งงานที่จัดขึ้นอย่างลวกๆ และการใช้ชีวิตร่วมกันแบบต่างคนต่างอยู่ แต่โครงหน้าคมเข้มและร่างกายที่กำยำแม้ในยามบาดเจ็บนี้ เธอไม่มีวันจำผิดคน สามีในนามผู้เงียบขรึมและมักจะหายตัวไปทำงานหนักในไร่ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางผู้นี้ กำลังนอนหายใจรวยรินอยู่ตรงหน้าเธอ
พรรณรายไม่รอช้า เธอวางตะเกียงลงบนพื้น ก้าวเข้าไปใกล้ด้วยความเร็วที่ไม่ประมาท สัญชาตญาณแพทย์ศัลยกรรมเข้าควบคุมจิตใจทันที ความโกรธเคืองเรื่องการถูกทอดทิ้งในอดีตถูกปัดตกไปสิ้น เหลือเพียงหน้าที่ต่อชีวิตหนึ่งชีวิตที่กำลังจะดับลง
"คุณศิลา... ได้ยินผม... เอ๊ย ฉันไหมคะ... เอ๊ย ฉันไหม!" พรรณรายเกือบหลุดสำนวนแพทย์ปัจจุบันออกมา เธอรีบเปลี่ยนสรรพนามในใจ พลางทรุดตัวลงคุกเข่าข้างกายเขา มือเรียววางลงบนต้นคอเพื่อเช็กชีพจร "ชีพจรเร็วและเบามาก... ภาวะช็อกจากการเสียเลือดแน่ๆ"
เธอใช้มืออีกข้างฉีกเสื้อผ้าบริเวณที่เปื้อนเลือดออกอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด เผยให้เห็นบาดแผลฉกรรจ์ที่ต้นขาซ้าย เกิดจากรอยขูดขีดของเครื่องจักรกลการเกษตรเก่าๆ ที่ขึ้นสนิม และแรงกระแทกจากท่อนไม้หนัก บาดแผลฉีกขาดลึกจนเห็นเนื้อเยื่อภายในที่ฉีกขาดและมีเลือดไหลไม่ยอมหยุด
สายตาของศิลาค่อยๆ ปรือขึ้นอย่างยากลำบาก ม่านตาขยายกว้างด้วยความเจ็บปวดและความอ่อนล้า เขาเห็นใบหน้าขาวเนียนที่เต็มไปด้วยความจริงจังและเด็ดเดี่ยวของภรรยา แววตาคู่นั้นไม่ได้มีความหวาดกลัวหรือรังเกียจอย่างที่เขาเคยคาดคิด มีเพียงความนิ่งสงบและสมาธิขั้นสูงที่ฉายชัดออกมา
"คุณ... เจ็บ..." เสียงแหบพร่าหลุดออกมาจากริมฝีปากที่แห้งผากของศิลา เขาพยายามจะขยับตัวหนีด้วยสัญชาตญาณการป้องกันตัว แต่กล้ามเนื้อกลับไม่ยอมเชื่อฟัง
"อย่าขยับ!" พรรณรายออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ทรงอำนาจจนชายชาติทหารอย่างเขาถึงกับชะงักงัน "ถ้าไม่อยากขาเน่าจนต้องตัดทิ้ง หรือไม่อยากตายคาโรงนาสกปรกนี่ ก็อยู่นิ่งๆ แล้วปล่อยให้ฉันจัดการ!"
เธอไม่รอให้เขาตอบรับ มือเรียวเปิดกระเป๋าผ้าใบเล็กที่เธอพกติดตัวไว้ตลอดเวลา ซึ่งภายในบรรจุอุปกรณ์ทำแผลฉุกเฉินและขวดสมุนไพรสกัดที่เธอแอบปรุงขึ้นจากมิติพิเศษ หยิบผ้าสะอาดออกมากดทับลงบนปากแผลเพื่อห้ามเลือดทันที แรงกดที่พอเหมาะทำให้ศิลาเผลอสูดปากด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าคมคายบิดเบี้ยวเล็กน้อย แต่เขากัดฟันแน่นไม่ยอมร้องออกมาสักแอะ สมศักดิ์ศรีอดีตทหารผ่านศึก
"อดทนหน่อยนะครับ..." พรรณรายเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อยเมื่อเห็นความอดทนของเขา สัมผัสจากปลายนิ้วที่กดลงไปนั้นเต็มไปด้วยความนุ่มนวลและแม่นยำ ทุกการเคลื่อนไหวแสดงถึงความเชี่ยวชาญที่เหนือกว่าหมอประจำตำบลหลายเท่านัก
ศิลานอนมองใบหน้าของภรรยาที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม แสงไฟจากตะเกียงสาดสะท้อนดวงตาคู่สวยที่ฉายแววเด็ดเดี่ยวและห่วงใยอย่างปิดไม่มิด กลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรธรรมชาติที่ลอยมาจากตัวเธอ ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดทางกายลงได้บ้างอย่างน่าประหลาด หัวใจที่ด้านชามานานนับปีของชายหนุ่มเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง
ในขณะที่พรรณรายกำลังงละม่อมกับการห้ามเลือดและล้างแผลด้วยน้ำต้มสมุนไพรที่เธอเตรียมไว้เผื่อกรณีฉุกเฉิน สายตาก็เหลือบไปเห็นรอยแผลเป็นเก่าและรอยฟกช้ำดำเขียวอื่นๆ บนร่างกายของเขา ซึ่งบ่งบอกชัดเจนว่าชายผู้นี้ต้องทำงานหนักและเผชิญความยากลำบากเพียงลำพังมานานแค่ไหนเพื่อประคับประคองครอบครัวนี้ไว้
"ทำไมถึงสะินสะท้านกับงานในไร่ขนาดนี้... โง่เขลาเสียจริง" พรรณรายบ่นพึมพำเบาๆ แต่แววตากลับอ่อนโยนลงอย่างไม่รู้ตัว
ศิลาหัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างขมขื่น ทว่าริมฝีปากกลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย "ถ้าผมไม่ทำ... ใครจะหาเงินมาเลี้ยงคุณ... และซ่อมแซมบ้านหลังนี้ล่ะ..."
พรรณรายชะงักมือที่กำลังพันแผล เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาตรงๆ แววตาคมกริบสะท้อนความรู้สึกซับซ้อนบางอย่างที่แม้แต่เธอก็ยังไม่เข้าใจ
ทว่า... ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายลงและความรู้สึกของคนทั้งสองเริ่มขยับเข้าหากัน เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงตะโกนโهاยโหนและทุบประตูรั้วไม้หน้าบ้านก็ดังขึ้นทำลายความเงียบสงบในยามวิกาล
"ไอ้ศิลา! นังราย! เปิดประตูเดี๋ยวนี้! พวกแกซ่อนของดีอะไรไว้ในบ้าน ถึงกล้าขัดคำสั่งพวกฉัน!" เสียงแหลมสูงและทรงพลังของแม่สามีจอมเคี่ยว ดังแหวกลมเข้ามา ตามด้วยเสียงทุบประตูโครมครามที่สะเทือนไปถึงโรงนา
พรรณรายขมวดคิ้วฉับทันที แววตาเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกในพริบตา พวกตัวเงินตัวทองกลุ่มนั้นตามมาจองเวรเร็วจนน่ารำคาญใจ
เธอก้มลงมองศิลาที่บาดเจ็บหนักขยับตัวไม่ได้ ก่อนจะเหลือบมองไปที่ประตูโรงนาที่กำลังจะถูกพังลงมาในอีกไม่กี่อึดใจนี้
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนการเดินทางครั้งใหม่นี้ด้วยความอบอุ่นเสมอมานะครับ
คุณหมอผู้ถูกทิ้งกับวิถีฟาร์มแห่งศตวรรษที่ 80•ตอนที่ 3
พบคนแปลกหน้าในโรงนา
ผลงานโดย หมอภัทรแก้ไขชะตา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอภัทรแก้ไขชะตา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหมอผู้ถูกทิ้งกับวิถีฟาร์มแห่งศตวรรษที่ 80 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!