"ถ้าท่านดยุคทรงว่างมากนัก เกรงว่างานเอกสารกองโตบนโต๊ะทรงงานคงจะเหงาแย่แล้วล่ะค่ะ"
น้ำเสียงหวานใสที่พยายามจะดัดให้ห้วนกระด้างดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบจะได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาเดิน เอลีน่า (หรือลินินในร่างเดิม) กัดริมฝีปากแน่น ดวงตากลมโตมองสลับไปมาระหว่างบุรุษสองคนที่แผ่รังสีอำมหิตใส่กันชนิดที่ว่า หากสายตาสามารถฆ่าคนได้ ป่านนี้ห้องรับแขกส่วนตัวคงกลายเป็นลานประหารไปแล้ว
สิ้นเสียงของโซเฟียที่เพิ่งเดินออกไปจากห้องเมื่อครู่ ร่างของเอลีน่าก็แข็งค้าง ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ ขาทั้งสองข้างแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้นเมื่อตระหนักได้ว่า... นี่มันไม่ใช่เนื้อเรื่องในนิยายดั้งเดิมที่นางเคยอ่านเลยสักนิด! ในพล็อตต้นฉบับ เจ้าชายลูคัสต้องไปเกาะติดโซเฟียรากับปาท่องโก๋สิคะ ทำไมตอนนี้ถึงมานั่งจ้องหน้ากับท่านดยุคคาสเซียนผู้เย็นชา เพื่อแย่งกัน... ปรนนิบัติบัติเอลีน่าที่เป็น 'นางร้าย' กันล่ะนี่!
"งานของข้าจัดการเรียบร้อยแล้ว" คาสเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าดวงตาสีเทาเข้มกลับพราวระยับด้วยประกายความดื้อรั้น เขายื่นจานใส่เค้กสตรอว์เบอร์รีที่บรรจงตัดแบ่งอย่างประณีตมาตรงหน้าเอลีน่า "อีกอย่าง ข้าคิดว่าการดูแลสุขภาพของ... คู่หมั้น ย่อมสำคัญกว่างานราชสำนัก"
คำว่า 'คู่หมั้น' ถูกเน้นเสียงหนักแน่นจนคนฟังอย่างเอลีน่าสะดุ้งโหยง
"อ๊ะ แต่ข้าว่าคุณเอลีน่าดูจะชอบชาอัสซามมากกว่าเค้กเนื้อแน่นชิ้นนี้นะคะท่านดยุค" เจ้าชายลูคัสแย้มสร้อยรอยยิ้มพราวเสน่ห์ที่มักใช้ตกสาวๆ ครึ่งอาณาจักร ทว่าวันนี้มันกลับดูน่าหมั่นไส้ในสายตาของเอลีน่าเสียเหลือเกิน พระองค์ทรงขยับเข้าไปใกล้โซฟาที่เธอนั่งอยู่มากขึ้นอีกนิด พร้อมกับรินชาอุ่นๆ ลงในถ้วยกระเบื้องเคลือบสีทอง "จริงไหมครับ... เอลีน่า"
*เอลีน่าบ้านป้ารlสิเพคะ! สนิทกันตั้งแต่เมื่อไหร่กันเจ้าชายเจ้าชะนีเอ๊ย!*
เอลีน่ากรีดร้องอยู่ในใจ ใบหน้าเนียนใสขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความกรุ่นโกรธปนความประหม่า เธอนั่งตัวลีบอยู่ตรงกลางระหว่างเสือสองตัวที่พร้อมจะขย้ำกันได้ทุกเมื่อ ความพยายามที่จะเป็น 'นางร้ายผู้ชั่วร้าย' ของเธอนั้นพังทลายไม่เป็นท่าตั้งแต่วันที่เธอช่วยชีวิตตัวละครประกอบไว้แล้ว แต่นี่มันเกินเบอร์ไปมาก ขอบเขตความป่วนในนิยายเรื่องนี้มันหลุดโลกไปไกลลิบโลกแล้วค่ะ!
"หม่อมฉัน... หม่อมฉันไม่ได้อยากทานอะไรทั้งนั้นแหละค่ะ!" เอลีน่าโพล่งออกมาอย่างลืมตัว มือเล็กๆ ปัดป้องไปข้างหน้าเพื่อสร้างระยะห่าง "แล้วก็... เลิกทำตัวเหมือนเด็กแย่งของเล่นกันสักทีเถอะเพคะ หม่อมฉันไม่ใช่ตุ๊กตานะคะ!"
บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงไปถนัดตา
คาสเซียนชะงักมือที่ถือส้อมลง ดวงคมก้มมองหญิงสาวที่กำลังพองแก้มกลมๆ ด้วยความขัดเคืองใจ แววตาเย็นชาเมื่อครู่พลันอ่อนแสงลงโดยอัตโนมัติ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึกอย่างนึกเอ็นดู... ยัยตัวร้ายจอมปลอมคนนี้ เวลาโกรธทำไมน่ารักจนเขาอยากจะดึงเข้ามาซุกไว้ในอ้อมอกนักนะ
ในขณะเดียวกัน เจ้าชายลูคัสกลับหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างนึกสนุก พระองค์โน้มพระวรกายเข้าไปใกล้เอลีน่าอีกจนแทบจะชิด "เจ้าช่างกล้าหาญเสียจริง เอลีน่า... การที่เจ้าปฏิเสธความปรารถนาดีจากบุรุษรูปงามถึงสองคนในเวลาเดียวกัน รู้ตัวไหมว่ามันเป็นการลงโทษที่ใจร้ายมาก"
"ทรงตรัสอะไรเพคะ หม่อมฉันแค่..." เอลีน่าถอยหลังกรูดจนแผ่นหลังชิดกับพนักโซฟา ดวงตากลมโตฉายแววตื่นตระหนกเมื่อคาสเซียนขยับตัวเข้ามาประกบอีกด้านหนึ่ง
"หากเจ้าอึดอัดกับความวุ่นวาย ไปกับข้าสิ..." คาสเซียนเอ่ยเสียงทุ้มต่ำพร่าพร่า ลมหายใจอุ่นๆ รดอยู่ข้างใบหูของเธอจนขนลุกซู่ มือหนายื่นออกไปหมายจะกอบกุมมือเรียวเล็กของเธอไว้ "สวนกุหลาบหลังคฤหาสน์กำลังบานสะพรั่ง ข้าจะพาไปสงบสติอารมณ์"
"เดี๋ยวก่อนสิครับท่านดยุค! จะพาว่าที่... เอ่อ จะพาเลดีเอลีน่าไปไหนยามวิกาลแบบนี้ มันไม่เหมาะสมกระมัง" เจ้าชายลูคัสรีบยื่นมือมาคว้าข้อมืออีกข้างของเอลีน่าไว้ทันควัน ดวงเนตรคมกริบฉายแววท้าทาย "ข้าต่างหากที่ต้องเป็นคนพาเลดีเอลีน่าไปเดินเล่น เพราะข้ามีเรื่องสำคัญ... ที่ต้องคุยกับนางเป็นการส่วนตัว"
ชั่วพริบตานั้น สายตาทั้งคู่ก็ประสานกันราวกับมีประกายไฟแลบแปล๊บ แรงดึงจากสองฝั่งทำให้เอลีน่ารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเชือกในกีฬาชักเย่อที่กำลังจะขาดออกจากกัน
"ปล่อยนะคะ!" เอลีน่าร้องเสียงหลง หน้าตาเหเกด้วยความลำบากใจ "นี่พวกท่าน... เล่นบ้าอะไรกันเนี่ย! ปล่อยมือฉันนะยะ!"
สิ้นคำอุทานที่หลุดความเป็นตัวตนในโลกเดิมออกมา คาสเซียนและเจ้าชายลูคัสต่างก็ชะงักไปพร้อมกัน ทั้งคู่หันมามองหน้าหญิงสาวที่กำลังหอบหายใจน้อยๆ ด้วยความเหนื่อยอ่อน ดวงตาคู่สวยรื้นไปด้วยหยาดน้ำใสราวกับเด็กน้อยที่กำลังจะร้องไห้ ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกผิดที่ตีตื้นขึ้นมาในอกของชายหนุ่มทั้งสอง
คาสเซียนขมวดคิ้วมุ่น รีบปล่อยมือจากเอลีน่าทันที ส่วนเจ้าชายลูคัสก็คลายมือออกอย่างนุ่มนวล พร้อมกับส่งยิ้มเจื่อนๆ มาให้
"ขอโทษ..." คาสเซียนพึมพำเบาๆ น้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความสำนึกผิด เขาเอื้อมมือจะไปเกลี่ยผมหน้าที่ปรกลานตาให้อย่างทะนุถนอม แต่เอลีน่ากลับเบี่ยงตัวหนีด้วยความงอน
*เชอะ! มาทำเป็นสำนึกผิดตอนนี้ สายไปแล้วค่ะท่านพระเอก!*
เอลีน่าสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เตรียมจะเอ่ยปากไล่บุรุษทั้งสองให้ออกไปให้พ้นหน้า ทว่า... ก่อนที่ริมฝีปากบางจะได้ขยับเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใด ทันใดนั้นเอง ประตูห้องรับแขกบานใหญ่ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับกลิ่นอายคุกรุ่นของเวทมนตร์โบราณที่แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ ก็ทำให้ร่างของทุกคนในห้องต้องแข็งทื่อ
ร่างสูงโปรดของใครบางคนก้าวเข้ามาหยุดอยู่กลางห้อง แสงไฟสลัวสะท้อนกับเส้นผมสีเงินยวงและดวงตาสสีม่วงเข้มที่ดูอันตรายถึงชีวิต
"ดูเหมือนว่า... ข้าจะมาขัดจังหวะการตบแต่งแย่งชิงลูกไก่ตัวน้อยๆ ของพวกท่านสินะครับ" เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงกระซิบจากซาตานดังขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มเยือกเย็นที่มุมปากของ 'แกรนด์ดยุคคาลวิน' บุคคลอันตรายที่สุดในจักรวรรดิ ที่ตามเนื้อเรื่องเดิม... เขาควรจะถูกขังลืมอยู่ในคุกใต้ดินไปแล้วนี่นา!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาป่วนและอินไปกับความวุ่นวายของยัยตัวร้ายคนนี้ด้วยนะคะ!
แผนร้ายฉบับนางร้ายมือใหม่: เกิดใหม่ทั้งที ขอเป็นตัวร้ายที่น่ารักที่สุดในปฐพี•ตอนที่ 45
สงครามประสาทแบบน่ารัก
ผลงานโดย ชาเขียวแก้วร้าย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชาเขียวแก้วร้าย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แผนร้ายฉบับนางร้ายมือใหม่: เกิดใหม่ทั้งที ขอเป็นตัวร้ายที่น่ารักที่สุดในปฐพี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!