“เอลีน่า... เจ้ายังมีเรื่องอะไรที่ไม่ได้บอกข้าอีกไหม?”
คำถามนั้นดังก้องอยู่ในโสตประสาทของฉันราวกับเสียงระฆังเตือนภัยที่ดังไม่หยุดหย่อน ฉันยืนตัวแข็งทื่ออยู่กลางห้องโถงกว้าง สายตาของดยุคคาสเซียนที่จ้องมองมานั้นราวกับจะทะลวงเข้าไปถึงวิญญาณของลินินที่ซ่อนอยู่ในร่างนางร้ายผู้นี้ หัวใจฉันเต้นรัวเหมือนกลองชุดที่กำลังโซโล่เพลงร็อก ทั้งที่ในใจสั่งการว่า *‘เอลีน่า แกต้องร้าย! แกต้องเย็นชา! อย่าให้เขารู้เชียวว่าข้างในนี้คือวิญญาณสาวออฟฟิศที่กำลังลนลาน!’*
ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ยืดอกขึ้น พยายามทำหน้าตาให้ดูหยิ่งยโสตามแบบฉบับนางร้ายในตำนานที่เคยอ่านมา แต่เจ้ากรรม... มุมปากมันกลับกระตุกยิกๆ เหมือนจะหลุดยิ้มออกมาทุกทีที่สบตาสีน้ำเงินเข้มคู่นั้น
“คำถามของท่านดยุค... ดูจะล้ำเส้นไปหน่อยนะคะ” ฉันพยายามดัดเสียงให้ทุ้มต่ำและราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ พลางปัดปลายเส้นผมสีทองสว่างไปด้านหลัง “เรื่องของข้า ข้าจะบอกใครหรือไม่ มันก็เป็นสิทธิ์ของข้า ไม่ใช่หรือคะ?”
คาสเซียนก้าวเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว กลิ่นหอมจางๆ ของป่าสนและกระดาษเก่าๆ ที่คุ้นเคยโชยเข้าจมูกจนฉันเกือบจะลืมท่าทีวางมาดไปเสียสนิท “สิทธิ์ของเจ้า? แต่เจ้าเป็นคู่หมั้นของข้า และสิ่งที่เจ้าพูดเมื่อครู่... มันดูไม่เหมือนเอลีน่าคนที่ข้าเคยรู้จักเลยสักนิด”
*โธ่เอ๊ย! ก็แหงสิคะ! คนเก่าเขาไม่อยู่แล้ว นี่ฉันเอง ลินินคนเดิมที่เพิ่มเติมคือความโก๊ะ!*
“คนเรามันก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงสิคะ” ฉันแค่นหัวเราะในลำคอ พยายามจะเหยียดยิ้มร้ายกาจ แต่ภาพที่ออกมาคงจะดูเหมือนคนกำลังกินเลมอนเข้าไปทั้งลูก เพราะคาสเซียนกลับเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ดูเหมือนเขากำลังพยายามกลั้นขำมากกว่าจะโกรธ
“เปลี่ยนแปลงงั้นหรือ?” เขาก้าวเข้ามาใกล้จนระยะห่างเหลือเพียงแค่คืบ “เปลี่ยนจากหญิงสาวที่ขี้อายและไม่กล้าสบตา กลายเป็นคนที่... พยายามจะดูร้ายกาจจนน่าเอ็นดูงั้นหรือครับ?”
เขากระซิบประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงแหบพร่าข้างหู ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะนิ่งเฉยบัดนี้กลับมีร่องรอยของความขบขันฉายชัดอยู่ในดวงตา หัวใจฉันสั่นสะเทือนจนเกือบจะหลุดออกมานอกอก *‘ไม่ได้การแล้วเอลีน่า! แผนร้ายเบอร์สองคือเย็นชา! แกต้องเย็นชา!’*
ฉันผลักอกเขาออกเบาๆ (ซึ่งจริงๆ คือการแตะเบาๆ เพราะเขามันกล้ามเนื้อแน่นปึ้ก) แล้วหมุนตัวเดินไปที่หน้าต่าง พยายามทำท่ามองทิวทัศน์ภายนอกอย่างไม่ใส่ใจ “ท่านดยุคคะ ความเอ็นดูของท่านข้าไม่ต้องการหรอกค่ะ ข้าก็แค่... กำลังค้นหาตัวเองอยู่ เท่านั้นเอง”
“ค้นหาตัวเองด้วยการทำหน้าเหมือนลูกแมวพยายามขู่ฟูมฟายน่ะหรือ?”
“ท่านคาสเซียน!” ฉันหันขวับกลับมา ถลึงตาใส่เขาเต็มที่ แต่มันคงไม่น่ากลัวเลย เพราะแทนที่เขาจะสะดุ้ง เขากลับหลุดขำออกมาจริงๆ เป็นเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่ฟังแล้วชวนให้ใจละลายเหลือเกิน “เลิกยิ้มเดี๋ยวนี้! ข้ากำลังโกรธอยู่นะคะ!”
“โกรธหรือครับ?” เขาขยับเข้ามาใกล้จนฉันถอยหลังไปพิงขอบหน้าต่าง “โกรธที่ข้าจับพิรุธได้ หรือโกรธที่ท่านพยายามร้ายกับข้าไม่สำเร็จ?”
วินาทีนั้น ความพยายามที่จะเป็นนางร้ายผู้เย็นชาของฉันก็พังทลายลงไม่เป็นท่า มุมปากที่เคยเม้มแน่นเผลอยิ้มกว้างออกมาจนได้ “ท่านนี่มัน... น่าหงุดหงิดชะมัดเลยค่ะ!”
บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปจากความตึงเครียดกลายเป็นความอบอุ่นอย่างประหลาด คาสเซียนมองฉันด้วยแววตาที่อ่อนโยนขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาเอื้อมมือมาแตะปลายคางฉันเบาๆ แล้วเชิดขึ้นสบตา
“เอลีน่า... ถ้าเจ้าอยากจะเป็นตัวร้าย ข้าจะอนุญาตให้เจ้าเป็นตัวร้ายกับคนทั้งโลกก็ได้ แต่ไม่ใช่กับข้า... เพราะข้าไม่มีวันยอมให้เจ้าหนีไปไหนได้หรอก”
คำพูดจู่โจมหัวใจแบบนี้ทำเอาฉันทำอะไรไม่ถูก สมองประมวลผลไม่ทัน ได้แต่ยืนนิ่งค้างเหมือนหุ่นยนต์ที่ระบบรวน *เอาอีกแล้ว... หมอนี่มันร้ายกว่าฉันร้อยเท่า!*
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบก็ดังมาจากหน้าห้องโถง ก่อนที่บานประตูไม้โอ๊คจะถูกผลักออกอย่างแรง
“ท่านพี่เอลีน่าคะ! แย่แล้วค่ะ!”
เจ้าหญิงโซเฟียวิ่งเข้ามาด้วยท่าทางตื่นตระหนก ใบหน้าหวานซึ้งของนางเอกนิยายคนนี้ซีดเผือด ดวงตากลมโตสั่นระริก เธอพุ่งเข้ามาจับมือฉันไว้แน่นราวกับคนเจอที่พึ่งสุดท้าย “มีคนพบตราประทับขององค์จักรพรรดิในห้องทำงานของท่านพ่อ... และพวกเขากำลังบอกว่า... ว่าท่านพี่เป็นคนขโมยมันไป!”
คาสเซียนชะงัก สายตาที่เคยอ่อนโยนเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจมีดโกนทันที เขาหันไปมองทางประตูที่เหล่าอัศวินในชุดเกราะกำลังเดินเข้ามาปิดล้อมห้องโถงเอาไว้
“คาสเซียน... ข้าไม่ได้ทำ...” ฉันพึมพำด้วยความตกใจ นี่มันไม่ใช่พล็อตเรื่องที่ฉันจำได้!
คาสเซียนกระชับมือฉันไว้แน่น เขาไม่ได้มองที่อัศวินเหล่านั้น แต่มองมาที่ฉันด้วยแววตาที่ตัดสินใจบางอย่างเด็ดขาด “ข้ารู้... และข้าจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าไม่มีใครแตะต้องเจ้าได้ แม้แต่จักรพรรดิ”
ท่ามกลางความโกลาหล อัศวินนายหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้า พร้อมกับชูเอกสารตราประทับขึ้นสูง “ดยุคเอลีน่า! ท่านถูกจับในข้อหากบฏต่อแผ่นดิน... โปรดส่งมอบตัวท่านมาแต่โดยดี มิฉะนั้นเราจำเป็นต้องใช้กำลัง!”
คาสเซียนค่อยๆ ชักดาบประจำตระกูลออกมา เสียงเหล็กกระทบฝักดาบดังกังวานไปทั่วห้อง ความเย็นชาที่แท้จริงของดยุคผู้ไม่เคยเกรงกลัวใครถูกปลดปล่อยออกมาจนบรรยากาศรอบข้างหนาวเยือก
“ใครที่กล้าแตะต้องนาง... จงก้าวเข้ามา”
เขาส่งยิ้มให้ฉัน เป็นยิ้มที่ไม่ได้มีความใจดีซ่อนอยู่แม้แต่น้อย มีเพียงความเด็ดขาดของชายผู้พร้อมจะเผาทำลายทุกอย่างเพื่อปกป้องสิ่งที่เขารัก
ฉันมองแผ่นหลังกว้างของเขาก่อนจะหันไปสบตากับโซเฟียที่ยังตัวสั่นไม่หยุด... เกมการเมืองนี้มันเกินกว่าที่นางร้ายมือใหม่จะรับมือไหวแล้ว และดูเหมือนว่า... บทบาทนางร้ายที่ฉันพยายามแสดง จะต้องจบลงเร็วกว่าที่คิด เพราะตอนนี้ฉันกำลังกลายเป็น ‘นักโทษกบฏ’ เสียแล้ว!
...แล้วฉันจะรอดไปจากห้องนี้ได้อย่างไร ในเมื่อดาบของอัศวินเหล่านั้นไม่ได้เล็งมาที่ใคร นอกจากตัวฉันคนเดียว!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามความวุ่นวายของยัยนางร้ายมือใหม่คนนี้นะคะ!
แผนร้ายฉบับนางร้ายมือใหม่: เกิดใหม่ทั้งที ขอเป็นตัวร้ายที่น่ารักที่สุดในปฐพี•ตอนที่ 22
แผนร้ายเบอร์สอง: แกล้งทำเป็นคนเย็นชา
ผลงานโดย ชาเขียวแก้วร้าย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชาเขียวแก้วร้าย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แผนร้ายฉบับนางร้ายมือใหม่: เกิดใหม่ทั้งที ขอเป็นตัวร้ายที่น่ารักที่สุดในปฐพี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!