“จดหมายฉบับนั้น... มันเขียนว่าอะไรคะ หรือว่าอาณาจักรข้างเคียงจะประกาศสงคราม? หรือว่า... หรือว่าเชฟทำขนมหวานพลาดทำซูเฟล่ยุบตัวกันคะ?”
น้ำเสียงของเอลีน่าพยายามดัดให้ดูเย่อหยิ่งและไม่แยแสตามบทบาทนางร้ายที่เธออุตส่าห์ซ้อมหน้ากระจกมาเป็นแรมปี แต่นัยน์ตากลมโตกลับไหวระริกด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่ปิดไม่มิด มือที่ถือพัดขนนกนั่นสั่นเล็กน้อยจนขนนกไหวตามจังหวะชีพจร
คาสเซียนไม่ได้หันมามอง เขายังคงยืนนิ่งท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมายังระเบียงหินอ่อน แผ่นหลังกว้างภายใต้เสื้อโค้ทสีเข้มนั้นดูหนักอึ้งดุจแบกภูเขาทั้งลูกเอาไว้ เขานิ่งเงียบไปนานเสียจนเอลีน่าเริ่มรู้สึกว่าอากาศรอบตัวมันเย็นเยียบขึ้นผิดปกติ
“ท่านดยุคคะ?” เอลีน่าขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ป่าจากตัวเธอมันทำให้สมาธิของคาสเซียนกระเจิง เขาหมุนตัวกลับมาอย่างรวดเร็ว ดวงตาสีรัตติกาลที่มักจะเย็นชาดุจน้ำแข็งกำลังจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ ราวกับจะค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกที่แสนซุ่มซ่ามนั้น
“เอลีน่า... เธอเป็นใครกันแน่”
คำถามนั้นไม่ใช่คำด่า แต่มันคือคำถามที่ทำเอาหัวใจของคนฟังหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เอลีน่าหัวเราะแห้งๆ ในลำคอ พยายามงัดเอาสกิลนางร้ายตัวแม่มาใช้ “หม่อมฉันก็คือเอลีน่าคนเดิมไงคะ ท่านดยุคดื่มไวน์มากไปจนจำคู่หมั้นตัวเองไม่ได้แล้วหรืออย่างไร? เสียมารยาทจริงๆ!”
คาสเซียนก้าวเข้ามาใกล้จนระยะห่างเหลือเพียงแค่ลมหายใจกั้น เขาโน้มตัวลงมาเล็กน้อย ปลายสายตาจับจ้องไปที่จดหมายที่เขากำมือแน่นจนขยำยับคามือ “เอลีน่าคนเดิม... ไม่เคยมีแววตาที่เต็มไปด้วยความเมตตาต่อพวกทาสในคุกใต้ดิน ไม่เคยรู้เรื่องทฤษฎีการจัดการคลังหลวงที่แม้แต่รัฐมนตรียังต้องกุมขมับ และที่สำคัญ...”
เขาทิ้งช่วง จังหวะหัวใจของเอลีน่าเต้นรัวเหมือนกลองชุด
“...เอลีน่าคนเดิม ไม่เคยเรียกข้าว่า 'คาสเซียน' ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนจนน่าใจหายแบบนั้น”
เอลีน่าถึงกับชะงัก เธอเผลอหลุดปากเรียกชื่อเขาไปตอนไหนนะ? สติลินิน! ตั้งสติสิ! เธอพยายามขยับรอยยิ้มหวานหยดที่ดูยังไงก็ ‘โก๊ะ’ มากกว่า ‘ร้าย’ “แหม... ท่านคงหูฝาดไปเองแล้วล่ะค่ะ สงสัยลมพัดแรงไปหน่อยจนเสียงมันเพี้ยน... เอ๊ะ! นั่นตัวอะไรคะ!”
เธอยกพัดขึ้นชี้ไปบนท้องฟ้าเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ แต่นั่นเป็นความผิดพลาดมหันต์ เพราะคาสเซียนไม่ได้หันไปมองตาม แต่เขากลับคว้าข้อมือเธอเอาไว้เบาๆ ไม่ให้หนีไปไหน สายตาของเขามันมีความโหยหาบางอย่างที่ทำเอาเอลีน่าไปไม่เป็น
“เลิกเล่นละครเสียที” เสียงของเขาเบาหวิวแต่กลับสั่นประสาท “ข้าตรวจสอบประวัติของเจ้าใหม่ทั้งหมด ข้อมูลทุกอย่างที่ควรจะอยู่ มันหายไป... ราวกับเจ้าไม่เคยมีตัวตนอยู่บนโลกนี้มาก่อน จนกระทั่งวันนั้น วันที่เจ้าตื่นขึ้นมาแล้วกลายเป็นคนใหม่ที่... น่าประหลาดใจที่สุด”
เอลีน่าเม้มปากแน่น ความลับที่เธอพยายามปกปิดกำลังจะพังทลายลงตรงหน้าชายที่เธอเริ่มรู้สึกผูกพันจริงๆ ไม่ใช่แค่เพราะเขาคือพระเอกในนิยาย แต่เพราะเขาคือคาสเซียนที่คอยแอบเอาขนมมาให้ตอนที่เธอหิว หรือคนที่คอยบังลมให้ในงานเลี้ยงที่เธอเผลอทำตัวเปิ่นๆ
“ถ้าหากฉันบอกว่า... ฉันไม่ใช่คนเดิมที่คุณเคยรู้จักจริงๆ ล่ะคะ” เธอตัดสินใจพูดออกไป น้ำเสียงสั่นเครือแต่แฝงไปด้วยความจริงใจ “คุณจะทำอย่างไร? จะจับฉันเข้าคุก หรือจะผลักไสฉันออกไปจากชีวิต?”
คาสเซียนนิ่งไปชั่วครู่ ลมหายใจอุ่นๆ ของเขารดรินอยู่ใกล้ผิวแก้ม ก่อนที่เขาจะถอนหายใจยาว แล้วเปลี่ยนจากการจับข้อมือเป็นการดึงเธอเข้าไปใกล้จนหน้าอกของทั้งคู่ชิดกัน “ถ้าเจ้าไม่ใช่เอลีน่าคนนั้น... นั่นก็นับเป็นโชคดีที่สุดในชีวิตของข้า”
“คะ?” เอลีน่าเบิกตากว้างด้วยความงุนงง
“เพราะเอลีน่าคนนั้น ข้าไม่เคยอยากแม้แต่จะชายตามอง” เขาเอ่ยเสียงเรียบ แต่สายตากลับสื่อความหมายที่ลึกซึ้ง “แต่ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร มาจากที่ไหน หรือพยายามจะสวมหน้ากากเป็นตัวร้ายที่น่ารังเกียจแค่ไหน... เจ้าก็ไม่อาจหลอกข้าได้ว่า แท้จริงแล้วเจ้ากำลังกลัวอะไรอยู่”
เขายกมือขึ้นทัดปอยผมที่ปรกหน้าเธอด้วยความทะนุถนอม ราวกับเธอกลายเป็นเครื่องแก้วที่พร้อมจะแตกสลายในมือเขา เอลีน่ารู้สึกราวกับหัวใจกำลังจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ นี่มันเกินกว่าบทในนิยายไปไกลมาก! พระเอกสายดาร์กของเธอไปเอาความอ่อนโยนแบบนี้มาจากไหนกัน?
ทว่าในจังหวะที่เธอกำลังจะเปิดปากอธิบายทุกอย่าง จดหมายที่คาสเซียนกำไว้นั้นก็ร่วงหล่นลงสู่พื้นเนื่องจากแรงลมที่พัดกรรโชกขึ้นกะทันหัน เอลีน่าเหลือบไปเห็นข้อความบางส่วนที่หลุดรอดออกมาจากรอยพยับ
*‘...ตรวจสอบพบความผิดปกติในวิญญาณของเป้าหมาย... ทันทีที่จันทร์เต็มดวงส่องผ่านหอคอย... ร่างกายนั้นจะถูกดึงกลับสู่ที่ที่จากมา...’*
ดวงตาของเอลีน่าเบิกโพลง ความเย็นวาบแล่นปราดไปตามสันหลังเมื่อเธอนึกขึ้นได้ว่า วันนี้... คือคืนจันทร์เต็มดวง! และเธอกำลังยืนอยู่บนระเบียงหอคอยที่สูงที่สุดของปราสาท!
“คาสเซียน! ถอยออกไปค่ะ!” เธอผลักเขาออกด้วยความตื่นตระหนก แต่ทว่า... ร่างกายของเธอกลับเริ่มโปร่งแสงขึ้นทีละนิด! แสงจันทร์ที่สาดกระทบตัวเธอไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่น แต่มันกลับทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังจะสลายกลายเป็นละอองดาว
คาสเซียนคว้าตัวเธอไว้แน่นด้วยสีหน้าตื่นตระหนกที่สุดเท่าที่เขาเคยมีมา “เอลีน่า! เกิดอะไรขึ้น! อย่าไป! ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าไปไหนทั้งนั้น!”
“ฉันควบคุมมันไม่ได้!” เอลีน่าตะโกนแข่งกับเสียงลมที่หวีดหวิว ร่างกายของเธอเริ่มสั่นไหวราวกับภาพหน้าจอที่สัญญาณขาดหาย และในวินาทีที่เธอกำลังจะเลือนหายไปจนหมดสิ้น เสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบของใครบางคนที่เอลีน่าจำได้แม่นว่า ‘ไม่ควรจะอยู่ที่นี่’ ก็ดังขึ้นมาจากมุมมืดของระเบียง
“ช่างน่าประทับใจจริงๆ... ความรักของตัวร้ายกับตัวเอกในร่างที่ผิดฝาผิดตัว”
เอลีน่าหันขวับไปมอง ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีเงินสลัวที่คุ้นตาของ ‘นักเขียนปริศนา’ ผู้อยู่เบื้องหลังโชคชะตาของนิยายเรื่องนี้ก้าวออกมา พร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้เอลีน่าหนาวไปถึงกระดูก “เสียดายนะที่กฎของนิยายเรื่องนี้... มันไม่อนุญาตให้ ‘นางร้าย’ มีตอนจบที่มีความสุขกับ ‘พระเอก’ ได้หรอกค่ะ”
ขอบคุณที่ติดตามการเดินทางที่แสนปั่นป่วนของเอลีน่ามาจนถึงจุดวิกฤตนี้ แล้วพบกันในตอนหน้าที่จะทำให้ทุกคนต้องลุ้นจนแทบหยุดหายใจนะคะ!
ด้วยรักและชาเขียวหนึ่งแก้ว,
ชาเขียวแก้วร้ายค่ะ
แผนร้ายฉบับนางร้ายมือใหม่: เกิดใหม่ทั้งที ขอเป็นตัวร้ายที่น่ารักที่สุดในปฐพี•ตอนที่ 18
ค่ำคืนใต้แสงดาวที่ปั่นป่วน
ผลงานโดย ชาเขียวแก้วร้าย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชาเขียวแก้วร้าย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แผนร้ายฉบับนางร้ายมือใหม่: เกิดใหม่ทั้งที ขอเป็นตัวร้ายที่น่ารักที่สุดในปฐพี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!