“อภิเษก? ท่านหมายความว่าอย่างไรที่บอกว่าสัปดาห์หน้า!”
เสียงทุ้มต่ำของคาสเซียนตวาดก้องจนบอดี้การ์ดหนุ่มตัวสั่นสะท้าน มือหนาของเขาขยำเอกสารรายงานในมือจนยับยู่ยี่ ดวงตาสีรัตติกาลที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลกบัดนี้กลับวาวโรจน์ไปด้วยโทสะที่ยากจะระงับ ขณะที่ฉัน—เอลีน่า—ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างโต๊ะทำงานขนาดมหึมา สมองที่เคยประมวลผลเรื่อง ‘การร้ายให้เป็นประโยชน์’ ของฉันว่างเปล่าไปชั่วขณะ
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน! ฉันตั้งใจจะมาหาทางยกเลิกการหมั้นตามบทเดิมของนิยาย ไม่ใช่การเร่งวันแต่งงานให้เร็วขึ้นจนตั้งตัวไม่ติดแบบนี้!
“พระราชโองการมาถึงเมื่อครู่นี้ขอรับท่านดยุค... ฝ่าบาททรงเร่งรัดด้วยเหตุผลเรื่องความมั่นคงของชายแดน” บอดี้การ์ดก้มหน้าชิดอก ไม่กล้าสบตาอสูรกายในร่างขุนนางผู้ทรงอิทธิพล
ฉันกะพริบตาถี่ๆ พยายามเรียกสติที่กระจัดกระจายกลับคืนมา ร่างกายของฉันมันขยับไปเองตามสัญชาตญาณ แทนที่จะกรีดร้องหรืออาละวาดอย่างนางร้ายที่ควรจะเป็น ฉันกลับค่อยๆ เดินไปหยิบกาน้ำชาที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วรินลงในถ้วยอย่างใจเย็น มือที่สั่นเทานิดๆ ของฉันถูกซ่อนไว้ภายใต้แขนเสื้อลูกไม้
“ดื่มน้ำก่อนเถอะค่ะท่านดยุค” ฉันส่งยิ้มที่คิดว่าดู ‘ร้าย’ ที่สุดเท่าที่จะทำได้ไปให้ แต่ในสายตาคนอื่น—โดยเฉพาะองครักษ์นับสิบที่ยืนเรียงรายอยู่รอบห้อง—นั่นคือรอยยิ้มของหญิงสาวผู้แบกรับความกดดันไว้เพียงลำพังด้วยหัวใจที่เข้มแข็ง
คาสเซียนหันมามองฉัน ใบหน้าคมเข้มของเขายังคงเต็มไปด้วยความหงุดหงิด “เจ้าไม่โกรธหรือไง เอลีน่า? นี่มันชีวิตของเจ้านะ!”
“โกรธไป... ก็เปลี่ยนแปลงความต้องการของฝ่าบาทไม่ได้หรอกค่ะ” ฉันตอบพลางถอนหายใจยาว “ในเมื่อสถานการณ์บีบคั้นขนาดนี้ เราก็แค่ต้องทำให้ดีที่สุดในฐานะคู่หมั้น... จนกว่าจะถึงวันที่ท่านตัดสินใจว่าอยากจะหย่ากับฉันจริงๆ”
คำว่า ‘หย่า’ ในอนาคตที่ฉันเพิ่งหลุดปากไปทำให้บรรยากาศในห้องเงียบกริบ องครักษ์ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ถึงกับทำหน้าตื่นตระหนก บ้างก็ทำตาแดงก่ำราวกับเพิ่งดูละครโศกนาฏกรรมจบ
“เลดี้เอลีน่าช่างสูงส่งนัก...” องครักษ์หนุ่มคนหนึ่งพึมพำเสียงสั่น “ถึงจะถูกบังคับ แต่ก็ยังรักษาท่าทีได้อย่างสง่างาม ข้าไม่แปลกใจเลยที่ใครๆ ต่างก็บอกว่าท่านคือดอกกุหลาบที่ไม่มีวันโรยรา”
“ใช่... ข้าเองก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมคนในเมืองถึงได้หลงรักเลดี้เอลีน่ากันนัก”
เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้น องครักษ์แต่ละคนต่างเปลี่ยนสายตาจากความระแวงเป็นความเห็นอกเห็นใจ พวกเขาเริ่มก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะเข้ามาปกป้องฉันจาก ‘ความเกรี้ยวกราด’ ของดยุคคาสเซียน
ฉันมองภาพนั้นด้วยความงุนงง... นี่ฉันกำลังจะร้ายนะ? ทำไมผลลัพธ์มันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้?
“ไม่ต้องไปสนใจพวกเขาหรอกค่ะท่านดยุค” ฉันหันไปหาคาสเซียนที่ตอนนี้ดูจะพูดไม่ออก เขาจ้องมองฉันด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาอย่างอ่อนแรง
“เจ้าไม่รู้ตัวเลยสินะ” คาสเซียนเดินอ้อมโต๊ะมาหยุดอยู่ตรงหน้าฉัน กลิ่นอายของไม้สนและกระดาษเก่าๆ จากตัวเขาทำให้ฉันใจสั่น “ว่าความใสซื่อที่เจ้าแสดงออกมา มันกำลังทำให้คนทั้งปราสาทอยากจะก้มลงกราบเท้าเจ้าเพื่อแลกกับการปกป้องเจ้าจากข้า”
“คะ... ใครจะไปทำแบบนั้นกัน!” ฉันรีบแก้ตัวหน้าแดงก่ำ
“พวกเขากำลังทำอยู่ไง” เขาพยักพเยิดหน้าไปทางองครักษ์ที่ยืนจ้องเราสองคนด้วยสายตาคาดคั้นว่า ‘ท่านดยุค อย่าได้ทำอะไรเลดี้เชียวนะ’
ฉันหัวเราะแห้งๆ ในใจ ในเมื่อแผนร้ายที่เตรียมมาใช้ไม่ได้ผล เพราะทุกคนดันคิดว่าฉันเป็นนางฟ้าผู้ยอมเสียสละไปเสียฉิบ ฉันจึงตัดสินใจเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ ในเมื่อขัดขืนไม่ได้ ก็ต้องเล่นให้ถึงบทบาทตัวร้ายที่ซ่อนความลับบางอย่างไว้!
“ถ้าอย่างนั้น... ฉันคงต้องขอเปลี่ยนสถานที่จัดงานแต่งงาน” ฉันกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบที่พยายามดัดให้ดูมีเลศนัยที่สุด “ข้าต้องการจัดที่หุบเขาแห่งเสียงสะท้อน ที่ที่ข้าเคยบอกว่าอยากไป... หากท่านจะให้ข้าแต่งงานกับท่าน ท่านต้องตามใจเรื่องนี้!”
คาสเซียนชะงัก สายตาที่เคยมองอย่างเอ็นดูกลับแปรเปลี่ยนเป็นความเฉียบคมราวกับมองทะลุปรุโปร่งถึงแผนการของฉัน “หุบเขาแห่งเสียงสะท้อน? เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่ เอลีน่า?”
“ก็แค่... อยากให้เป็นวันที่มีความสุขที่สุด ก่อนที่เราจะจบความสัมพันธ์นี้ไงคะ” ฉันยิ้มหวาน—ยิ้มแบบนางร้ายที่พยายามจะเจ้าเล่ห์ แต่มันกลับดูน่ารักจนองครักษ์ที่ยืนอยู่มุมห้องถึงกับเอามือกุมหน้าอกด้วยความเอ็นดู
ทันใดนั้นเอง เสียงเคาะประตูห้องทำงานก็ดังขึ้นอย่างแรงโดยไม่มีการเกรงใจใคร ก่อนที่ประตูจะถูกผลักเปิดออกกว้าง
“เลดี้เอลีน่า! ได้โปรดเถอะค่ะ... ช่วยข้าด้วย!”
เจ้าหญิงโซเฟียวิ่งถลาเข้ามาในห้อง ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยคราบน้ำตาและรอยฟกช้ำจางๆ ที่มุมปาก ราวกับเพิ่งผ่านการต่อสู้อันหนักหน่วงมาหมาดๆ นางตรงเข้ามาคว้ามือฉันไว้แน่นก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าดยุคคาสเซียน
“ฝ่าบาท... พระองค์ทรงส่งคนมาดักทำร้ายข้ากลางทาง เพราะข้าขัดขืนคำสั่งเรื่องการอภิเษกของท่านดยุค!”
คาสเซียนเบิกตากว้าง ฉันเองก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออก นี่มันไม่ใช่บทนิยายที่ฉันเคยอ่าน! อะไรคือการที่นางเอกมาขอความช่วยเหลือจากนางร้ายในจังหวะที่วิกฤตที่สุดแบบนี้กัน?
ท่ามกลางความเงียบงัน เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกองอัศวินหลวงก็ดังกระหึ่มขึ้นจากโถงทางเดินด้านนอก พร้อมกับเสียงของแม่ทัพหลวงที่ตะโกนเข้ามาว่า “ได้รับพระราชโองการด่วนที่สุด! ให้จับกุมตัวเลดี้เอลีน่าในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิดในการกบฏและลักพาตัวองค์หญิง!”
หัวใจของฉันกระตุกวูบ เมื่อมองไปที่คาสเซียนที่กำลังชักดาบออกมาจากฝักด้วยใบหน้าที่เย็นชาดุจน้ำแข็ง... แต่ดวงตาของเขากลับมองมาที่ฉันด้วยความรู้สึกที่ฉันไม่อาจเข้าใจได้เลย
แล้วแบบนี้ ฉันจะรอดจากการเป็น ‘นางร้ายที่น่ารัก’ ไปสู่การเป็น ‘นักโทษกบฏ’ ได้อย่างไรกันคะ?
รี้ดเดอร์ขา ชาเขียวแก้วร้ายบอกเลยว่าบทนี้แค่เริ่มต้นความป่วนเท่านั้น ห้ามพลาดตอนหน้าเด็ดขาดเลยนะคะ!
แผนร้ายฉบับนางร้ายมือใหม่: เกิดใหม่ทั้งที ขอเป็นตัวร้ายที่น่ารักที่สุดในปฐพี•ตอนที่ 15
นางร้ายที่ใครๆ ก็อยากปกป้อง
ผลงานโดย ชาเขียวแก้วร้าย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชาเขียวแก้วร้าย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แผนร้ายฉบับนางร้ายมือใหม่: เกิดใหม่ทั้งที ขอเป็นตัวร้ายที่น่ารักที่สุดในปฐพี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!