ไอหมอกสีเทาทึบที่แผ่ขยายปกคลุมสวนกุหลาบหลวงในยามวิกาล ไม่ได้น่ากลัวเท่ากับเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่กำลังก้าวเข้ามาใกล้ซุ้มไม้เลื้อยทีละน้อย ประโยคสุดท้ายจากจดหมายปริศนายังคงก้องอยู่ในโสตประสาท *“ยินดีต้อนรับสู่กับดักสุดท้าย... ราชินีแห่งความมืด”*—ช่างเป็นฉายาที่ฟังดูยิ่งใหญ่เกินกว่าที่หญิงสาวผู้กำลังถือร่มลูกไม้สีขาวสั่นเทาอย่างดิฉันจะแบกรับไหวค่ะ
“ให้ตายสิ เจ้าของจดหมายบ้าพนี่คิดอะไรอยู่ ถึงได้นัดมาเคลียร์กันในสวนตอนฝนตกหนักเนี่ยนะ!”
ดิฉันพึมพำกับตัวเองเบาๆ พยายามจัดฮู้ดคลุมศีรษะให้เข้าที่ แต่ความซุ่มซ่ามที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวดันไม่เข้าใครออกใคร ปลายร่มดันไปเกี่ยวกับกิ่งกุหลาบป่าเข้าอย่างจัง จนด้ามร่มหลุดมือกระเด็นหายไปในความมืด พร้อมๆ กับสายฝนเม็ดโตที่เทกระหน่ำลงมาไม่ลืมหูลืมตาราวกับฟ้าถล่ม
“โอ๊ย! อะไรกันเนี่ย วันนี้วันซวยอะไรของเอลีน่ากันคะเนี่ย!”
ดิฉันอุทานออกมาเสียงดังลั่น ยืนเปียกปอนเป็นลูกแมวตกน้ำอยู่ใต้ซุ้มไม้ ใบหน้าที่เพิ่งบรรจงแต่งมาอย่างพิถีพิถันคงเละไม่เป็นท่าไปหมดแล้ว ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่ความหงุดหงิดกำลังพุ่งถึงขีดสุด เงาร่างสูงใหญ่ของใครบางคนก็ก้าวเข้ามาบังละอองฝนให้
กลิ่นอายอันคุ้นเคยของไม้จันทน์หอมผสมกับกลิ่นฝนบริสุทธิ์ลอยมาแตะจมูก ก่อนที่ไหล่ทั้งสองข้างจะรู้สึกถึงความอบอุ่นจากเสื้อคลุมเนื้อหนาที่ถูกนำมาคลุมให้อย่างทะนุถนอม
“ยืนบ่นอะไรอยู่กลางสายฝนคนเดียวครับ... อ๊ะ!”
ดวงตาคมกริบของท่านดยุกคาสเซียนชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเผลอพลั้งปากใช้คำพูดคุ้นชิน แต่เมื่อเห็นใบหน้ามอมแมมและท่าทางห่อเหี่ยวของดิฉัน ดวงตาสีคู่นั้นก็อ่อนแสงลงทันที พร้อมกับเสียงถอนหายใจยาวนานที่หลุดออกมาจากริมฝีปากหยักได้รูป
“ท่าน... ท่านคาสเซียนมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ?” ดิฉันกะพริบตาปริบๆ มองบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเย็นชาที่สุดแห่งอาณาจักร ซึ่งตอนนี้เส้นผมสีดำสนิทเปียกชุ่มแนบลู่ไปกับกรอบหน้าคมคาย เสื้อผ้าเนื้อดีเปียกปอนไม่แพ้กัน แต่เขากลับไม่สนใจความหนาวเย็นเลยสักนิด นอกเสียจากจ้องมองดิฉันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความระคนระหองระแหงและห่วงใยในเวลาเดียวกัน
“ถ้าฉันไม่มา แล้วเธอคิดว่าจะรอดพ้นจากกับดักงี่เง่าพวกนี้ไปได้ยังไงกัน เอลีน่า”
น้ำเสียงนุ่มทุบต่ำเอ่ยตักเตือน แต่กลับแฝงไปด้วยความอ่อนโยนจนหัวใจเจ้ากรรมของดิฉันเต้นผิดจังหวะ เขาขยับเข้ามาประชิดตัวมากขึ้นเพื่อกางเสื้อคลุมตัวใหญ่บังฝนให้มิดชิดยิ่งขึ้น ระยะห่างระหว่างเราตอนนี้แทบไม่มีเหลือ พื้นที่แคบๆ ใต้ซุ้มไม้เลื้อยกลายเป็นโลกใบเล็กที่มีเพียงลมหายใจอุ่นๆ ของเขากับเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามของดิฉัน
ดิฉันพยายามจะถอยหลังหนีด้วยความเขินอาย แต่ติดที่แผ่นหลังชนเข้ากับผนังไม้ระเบียงเย็นเฉียบ “ฉัน... ฉันแค่มารับคำท้าตามจดหมายต่างหากล่ะคะ! ในฐานะนางร้าย ฉันจะหนีปัญหาได้อย่างไรกันเล่า”
“นางร้ายเหรอ?” คาสเซียนแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ดวงตาคมกริบมองสำรวจรอยเปื้อนบนแก้มเนียนและท่าทางพยายามทำตัวดุของดิฉัน มุมปากหยักยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่นานๆ ครั้งจะปรากฏขึ้น และทุกครั้งมันก็ทำเอาดิฉันแทบละลาย “นางร้ายที่ไหนเขาตัวสั่นเป็นลูกนกตกน้ำแบบนี้ แถมยังยืนเถียงฉอดๆ ทั้งที่ปากซีดเป็นกระดาษกันล่ะหึ”
“นี่ท่านกำลังดูถูกความน่ากลัวของฉันอยู่หรือคะ!” ดิฉันเชิดหน้าขึ้นพยายามส่งสายตาพิฆาตใส่เขาอย่างเต็มที่ แต่ทว่าความหนาวเหน็บทำให้จมูกรั้นๆ แดงก่ำ และเสียงพูดก็สั่นระริกจนหมดความน่าเกรงขามโดยสิ้นเชิง
คาสเซียนมองท่าทางดื้อรั้นนั้นด้วยสายตาที่ลึกล้ำเกินกว่าจะหยั่งถึง มือหนาเอื้อมออกไปอย่างลังเลชั่วขณะ ก่อนจะตัดสินใจใช้ปลายนิ้วอุ่นปัดปอยผมที่เปียกปอนแนบแก้มให้อย่างเบามือสัมผัสที่แผ่วเบานั้นทำเอาดิฉันสะعัดเฮือก ขนลุกซู่ไปทั้งตัว หัวใจเต้นแรงเสียจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงมันประท้วง
“กลับกันเถอะ เอลีน่า” เสียงของเขานุ่มนวลขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคู่นั้นสะท้อนภาพเงาของดิฉันไว้อย่างชัดเจน “ที่นี่อันตรายเกินไปสำหรับเธอ... ไม่ว่าใครหน้าไหนที่มันกล้าส่งจดหมายบ้าๆ นี่มาหาเธอ มันจะต้องชดใช้”
น้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดเดี่ยวรา ประกาศิตนั้นทำให้ดิฉันรู้สึกอุ่นวาบขึ้นมาในอก ความหวาดกลัวก่อนหน้านี้มลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความรู้สึกประหลาดที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจ—ความรู้สึกที่ว่า ไม่ว่าโลกใบนี้จะใจร้ายกับนางร้ายฝึกหัดอย่างดิฉันแค่ไหน แต่อย่างน้อยก็มีผู้ชายเย็นชาคนนี้ที่พร้อมจะกางร่มปกป้องท่ามกลางพายุฝน
“แต่ว่า... หลักฐานในจดหมายบอกว่า—อุ๊บ!”
ยังไม่ทันที่ดิฉันจะได้พูดจบ คาสเซียนก็ขยับเข้ามาประชิดตัวอีกก้าว จนหน้าผากของเราเกือบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดอยู่ริมฝีปาก สติของดิฉันดับวูบไปชั่วขณะด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกกว้างเมื่อจู่ๆ เขาก็โน้มใบหน้าลงมาใกล้ จนระยะห่างระหว่างเราลดลงเหลือเพียงแค่ลมหายใจกั้น
“เลิกพูดมากสักทีได้ไหม... เจ้าตัวแสบ”
เขากระซิบแผ่วเบาชิดริมหู น้ำเสียงแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเสน่หาที่ไม่อาจปิด The สุดท้ายก็เอ่อล้นออกมาผ่านแววตาคู่นั้น ขณะที่ดิฉันกำลังจะอ้าปากเถียงกลับด้วยความเขินอาย สายตาก็เหลือบไปเห็นเงาดำทะมึนสายหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่หลังพุ่มกุหลาบ—เงาของใครบางคนที่ถือวัตถุโลหะสะท้อนแสงแวววับพุ่งตรงมายังทิศทางที่เรายืนอยู่!
“ระวังค่ะ!”
ดิฉันร้องเตือนสุดเสียงพร้อมกับใช้แรงเฮือกสุดท้ายผลักร่างสูงของคาสเซียนให้หลบพ้นวิถีอันตราย แต่ในจังหวะที่เสี้ยววินาทีแห่งความเป็นตายผ่านไป ลูกธนูอาบยาพิษดอกหนึ่งก็พุ่งแหวกอากาศปักลงบนเสาไม้ข้างตัวเราอย่างเฉียดฉิว พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังแว่วมาจากความมืดเบื้องหน้า
“ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง... ดยุกผู้สูงส่งกับนางร้ายผู้ต่ำต้อย”
เสียงหวานหยาดเยิ้มแต่แฝงด้วยพิษร้ายดังขึ้น พร้อมกับร่างระหงในชุดคลุมสีดำสนิทที่ก้าวออกมาจากม่านหมอก ใบหน้างดงามที่ซ่อนอยู่ภายใต้เงาฮู้ดเผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม และเมื่อแสงจันทร์สาดส่องลงมาผ่านกลีบเมฆ ดิฉันก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อพบว่าใบหน้านั้นคือใคร—
รอยยิ้มของหญิงสาวปริศนาหยุดชะงักลง พร้อมกับคำพูดที่ทำให้เลือดในกายของดิฉันเย็นเฉียบไปถึงขั้วหัวใจ:
“น่าเสียดายจริงๆ นะคะเจ้าหญิงโซเฟีย... อ๊ะ ไม่สิ หมายถึง ‘ตัวจริง’ ที่ถูกขโมยตัวตนไปต่างหากล่ะคะ!”
(ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและเอ็นดูยัยน้องเอลีน่ามาจนถึงตอนนี้ เจอกันใหม่ตอนหน้านะคะ!)
แผนร้ายฉบับนางร้ายมือใหม่: เกิดใหม่ทั้งที ขอเป็นตัวร้ายที่น่ารักที่สุดในปฐพี•ตอนที่ 48
เกมไล่จับท่ามกลางสายฝน
ผลงานโดย ชาเขียวแก้วร้าย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชาเขียวแก้วร้าย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แผนร้ายฉบับนางร้ายมือใหม่: เกิดใหม่ทั้งที ขอเป็นตัวร้ายที่น่ารักที่สุดในปฐพี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!