“รันธกร... นายลืมไปแล้วเหรอว่าวันนี้วันอะไร?”
ประโยคคำถามที่ยังคงวนเวียนอยู่ในโสตประสาทของฉัน ราวกับเสียงกระซิบจากปีศาจที่คอยย้ำเตือนถึงความล้มเหลวในการเป็น 'คนพิเศษ' ของใครบางคน ฉัน—รันธกร—คนนี้กำลังนอนซมอยู่บนเตียงไม้ในหอพักนักศึกษา กลิ่นอับของกระดาษดราฟต์และคราบกาวสเปรย์ที่ติดตัวอยู่แทบทุกวัน บัดนี้มันช่างบาดจมูกเสียเหลือเกิน
ลมหายใจที่พ่นออกมาแต่ละครั้งร้อนผ่าวราวกับเตาหลอมเหล็กในโรงงานหล่อโลหะ หัวของฉันหนักอึ้งเหมือนถูกใครเอาตุ๊กตาปูนปลาสเตอร์รูปวิหารพาร์เธนอนมาทับไว้ ผมเปียกชื้นด้วยเหงื่อที่ผุดพรายตามกรอบหน้า กลิ่นยาฆ่าเชื้อจางๆ ที่คุ้นเคยแตะเข้าที่ปลายจมูก... เดี๋ยวนะ? กลิ่นยานี่มัน...
“ตื่นแล้วเหรอคะ?”
เสียงเรียบเฉยที่ติดจะดุเล็กน้อยดังขึ้นข้างเตียง ฉันลืมตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างยากลำบาก ภาพตรงหน้าเริ่มปรับโฟกัสจนเห็นร่างระหงในชุดกาวน์สีขาวสะอาดตา เธอยืนกอดอกมองลงมาด้วยสายตาเรียบเฉยตามฉบับของ ‘คุณหมอหน้าตาย’ ประจำคณะแพทยศาสตร์
หมออิ่ม... เธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?
“หมอ...” เสียงของฉันแหบพร่าจนแทบไม่ได้ยิน “มา... มาทำไม”
“พอดีทางหอพักขอความร่วมมือให้ช่วยตรวจคัดกรองสุขภาพนักศึกษาช่วงเปลี่ยนฤดูค่ะ” เธอตอบพลางหยิบปรอทวัดไข้ดิจิทัลขึ้นมาเตรียม “แต่ดูเหมือนฉันจะเจอเคสที่น่าเป็นห่วงที่สุดเข้าให้แล้ว... นายไข้สูงเกือบ 39 องศา ยังจะมีหน้ามาถามอีกเหรอว่าฉันมาทำไม”
เธอก้าวเข้ามาใกล้ มือเรียวบางที่เย็นเฉียบแตะเข้าที่หน้าผากของฉันโดยไม่ได้ลังเล ความเย็นนั้นตัดกับความร้อนรุ่มในตัวฉันจนเผลอหลับตาพริ้มไปโดยไม่รู้ตัว กลิ่นหอมอ่อนๆ ของสบู่เด็กที่มาจากตัวเธอทำให้นายสถาปนิกที่ปากดีที่สุดในคณะอย่างฉัน ถึงกับไปไม่เป็นเลยทีเดียว
“อย่ามาทำหน้าเคลิ้มค่ะ ไม่ได้ช่วยให้ไข้ลดลงหรอกนะ” เธอว่าพลางดึงมือกลับไปจดบันทึกบางอย่างลงในสมุดเล่มเล็ก
“ถามจริง...” ฉันกัดฟันพูด “เมื่อวาน... ที่ถามว่าลืมอะไร... หมอโกรธเหรอ”
หมออิ่มชะงักไปครู่หนึ่ง เงาในดวงตาคู่สวยนิ่งสนิท เธอไม่ได้ตอบในทันที แต่ก้มหน้าลงจัดการกับอุปกรณ์ตรวจร่างกายอย่างตั้งใจ จนฉันแอบใจเสีย หรือว่าความสัมพันธ์ของเรามันจะจบลงแค่วันนี้ แค่เพราะฉันลืมวันครบรอบ... บ้าเอ๊ย รันเอ๊ย แกมันไอ้คนซื่อบื้อ!
“รันธกร...” เธอเรียกชื่อฉันเต็มยศ ก่อนจะวางกระเป๋าอุปกรณ์ลงแล้วเดินไปหยิบกะละมังใบเล็กที่หน้าห้อง “ฉันไม่ได้โกรธเรื่องวันเกิดหรือวันครบรอบอะไรที่คุณกำลังคิดหรอกนะคะ แต่ฉันโกรธ... ที่คุณทำตัวเป็นเด็กไม่รู้จักโต ป่วยก็ไม่บอก ให้คนอื่นต้องมาเห็นสภาพตอนที่คุณดูแลตัวเองไม่ได้แบบนี้”
เธอกลับมาพร้อมผ้าขนหนูผืนเล็ก บิดจนหมาดแล้วบรรจงเช็ดไปตามใบหน้าของฉัน สัมผัสของเธอแผ่วเบา ทว่ากลับสั่นคลอนหัวใจที่กำลังเต้นระรัวของฉันได้อย่างประหลาด
“หมอ... ถ้าผมป่วยจนงานสถาปัตย์ไม่เดิน... ใครจะสร้างอนาคตให้หมอได้ล่ะ” ฉันพยายามส่งยิ้มกวนประสาทไปให้ แม้ว่าเสียงจะสั่นเครือเต็มทน
“อนาคตที่ไม่รู้จักดูแลสุขภาพตัวเองน่ะเหรอคะ?” เธอเลิกคิ้วมอง “หยุดพูดมากแล้วทานยาซะ จากนั้นก็หลับไปจนกว่าไข้จะลด เข้าใจไหมคะ?”
มือบางเริ่มปลดกระดุมเสื้อนักศึกษาของฉันออกทีละเม็ดอย่างใจเย็น ความใกล้ชิดที่มากเกินไปทำให้ฉันแทบหยุดหายใจ ใบหน้าสวยคมคายที่ไร้การแต่งแต้มของเธออยู่ห่างจากฉันเพียงไม่กี่คืบ แววตาที่เคยเย็นชาบัดนี้มีเพียงความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ลึกๆ จนฉันอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือที่สั่นเทาไปคว้าข้อมือเธอไว้
“อิ่ม...”
เธอชะงัก สายตาประสานกันในความเงียบงันของห้องสี่เหลี่ยม เสียงฝนเริ่มโปรยปรายลงมาด้านนอกกระทบหน้าต่างเป็นจังหวะ นี่มันคือฉากในนิยายที่ฉันเคยเยาะเย้ยมาตลอด แต่วันนี้กลับกำลังเกิดขึ้นกับตัวฉันจริงๆ
“ถ้าฉันเป็นอะไรไป... หมอจะใจหายไหม”
เธอถอนหายใจยาว ก่อนจะยิ้มออกมา... เป็นยิ้มที่บางเบาแต่กลับทำให้น้ำแข็งในใจของเธอดูเหมือนจะละลายลงเสียดื้อๆ
“ถ้านายตายไป... ฉันก็ไม่มีใครให้คอยบ่นน่ะสิคะ” เธอโน้มตัวลงมาใกล้ขึ้น จนลมหายใจอุ่นๆ ของเธอเป่ารดที่ข้างหู “แล้วใครจะคอยมาดื้อรั้นใส่ฉันอีกล่ะคะ... รันธกร”
ในจังหวะที่หัวใจของฉันกำลังพองโตจนแทบจะระเบิดออกด้วยความดีใจ เสียงเคาะประตูห้องก็ดังรัวขึ้นราวกับจะพังเข้ามา
“ไอ้รัน! มึงเป็นไงบ้างวะ? กูได้ข่าวว่าหมออิ่มขึ้นมาหามึงถึงห้อง!” เสียงของไอ้เต้เพื่อนตัวดีดังทะลุประตูเข้ามา พร้อมกับเสียงบานประตูที่ถูกผลักเข้ามาอย่างแรงโดยไม่ได้ขออนุญาต!
หมออิ่มรีบถอยห่างจากตัวฉันอย่างรวดเร็ว สีหน้ากลับมานิ่งสนิทเหมือนเดิมทันที เธอหันไปมองร่างของไอ้เต้ที่ยืนค้างอยู่ตรงหน้าประตูด้วยสายตาเย็นเฉียบจนเพื่อนของฉันแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น
“ขอโทษครับคุณหมอ... ผมไม่ได้ตั้งใจจะขัดจังหวะ แต่ว่า... ผมมีเรื่องสำคัญต้องบอกไอ้รันเดี๋ยวนี้” ไอ้เต้พูดด้วยสีหน้าซีดเผือด ก่อนจะเหลือบมองฉันที่ยังคงอยู่ในสภาพเสื้อหลุดลุ่ย “มึง... มึงต้องดูนี่ ไอ้เรื่องเมื่อวานที่มึงลืม... มันไม่ใช่แค่วันครบรอบนะเว้ย แต่มันคือ...!”
“พอ!” หมออิ่มพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “ถ้าจะคุยเรื่องไร้สาระ กรุณาออกไปคุยข้างนอกค่ะ คนไข้ต้องการพักผ่อน”
ทว่าไอ้เต้กลับไม่ยอมหยุด มันหยิบมือถือขึ้นมาแล้วยื่นให้ฉันดูพร้อมกับสีหน้าที่ดูตื่นตระหนกที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา “มึงดูนี่ก่อน... คนที่กำลังมาที่หอนี้ตอนนี้ ไม่ใช่แค่คนส่งยา แต่มันคือ ‘คนนั้น’ ที่มึงเคยทิ้งไว้ที่อิตาลี!”
หัวใจของฉันที่เคยเต้นรัวเพราะความรัก กลับกระตุกวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่มทันทีเมื่อเห็นรูปถ่ายบนหน้าจอ...
ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาถึงตอนนี้นะคะ เกียร์เปื้อนกาวใจจะตั้งใจเขียนตอนต่อไปให้ลุ้นระทึกยิ่งกว่าเดิมค่ะ!
สถาปัตย์หัวใจ ยัยคุณหมอหน้าตาย•ตอนที่ 6
ไข้หวัดกับสถาปนิกจำเป็น
ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปัตย์หัวใจ ยัยคุณหมอหน้าตาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!