“ถ้าจะทำแบบนี้ ก็ไม่ต้องมาเสนอหน้าอยู่ตรงนี้ให้เกะกะสายตาหรอกค่ะ”
เสียงเรียบเฉยที่ฟังดูเย็นชาจนน่าใจหายของหมออิ่มดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในสตูดิโอคณะสถาปัตย์ฯ ที่มีเพียงเสียงพัดลมระบายอากาศตัวเก่าทำงานอย่างอืดอาด รันธกรชะงักมือที่กำลังลงลายเส้นแปลนอาคารบนกระดานดัมมี่ เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง แต่แรงกดของดินสอที่หักคามือเป็นพยานชั้นดีว่าเขากำลังพยายามสะกดกลั้นอารมณ์แค่ไหน
“ผมก็แค่งานยุ่ง แล้วที่นี่มันก็คือที่ของผม จะให้ผมไปอยู่ที่ไหนครับ... อ้อ ขอโทษทีค่ะ ลืมไปว่าที่นี่มันคงไร้ความหมายสำหรับคนที่มีตารางชีวิตเป๊ะเป็นนาฬิกาอย่างคุณ”
คำว่า ‘ครับ’ ที่หลุดออกมาจากปากรันธกรในประโยคคำถามนั้น ไม่ได้ให้ความรู้สึกสุภาพ แต่มันกลับเป็นอาวุธที่ใช้จิกกัดอีกฝ่ายให้เจ็บลึกยิ่งกว่าคำด่า หมออิ่มที่ยืนกอดอกพิงขอบประตูห้องสตูดิโอในชุดกราวน์สีขาวสะอาดตา ขยับแว่นสายตาขึ้นเล็กน้อย สายตาคู่สวยที่เคยอ่อนโยนบัดนี้กลับนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหิน
“งั้นก็ดีค่ะ ในเมื่อต่างคนต่างยุ่ง ต่างคนต่างมีที่ของตัวเอง ก็ไม่ต้องพยายามทำตัวให้เสียเวลากันอีก”
หมออิ่มหันหลังกลับทันทีโดยไม่รอฟังคำโต้ตอบ รันธกรกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดที่ข้อมือปูดนูน เขาอยากจะตะโกนเรียกให้เธอหยุด อยากจะคว้าข้อมือเล็กนั่นไว้แล้วถามว่า ‘เรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง’ แต่ทิฐิที่พอกพูนขึ้นจากการอดนอนมาสามวันติดและโปรเจกต์ไฟนอลที่ยังไม่คืบหน้า ทำให้เขาเลือกที่จะก้มหน้าทำงานต่อ ปล่อยให้ความเงียบเข้ากัดกินพื้นที่ระหว่างเราจนน่าอึดอัด
สามวันแล้ว... สามวันที่ไร้ซึ่งข้อความทักทาย หรือแม้แต่การส่งอีโมจิรูปหมีง่วงนอนที่รันธกรชอบส่งให้เป็นประจำ
ที่ห้องสมุดคณะแพทย์ หมวดมีนนั่งมองเพื่อนรักที่เอาแต่จ้องเข็มฉีดยาในมือจนเกือบจะแทงนิ้วตัวเองอยู่หลายรอบ “นี่อิ่ม ถ้ามันยากนักก็เลิกทำหน้าเป็นยักษ์เป็นมารแล้วกดโทรศัพท์หาเขาไปเถอะ แกกับรันมันไม่ใช่คู่รักวัยรุ่นที่เพิ่งคบกันนะ จะมาเล่นสงครามประสาทแบบนี้มันได้อะไรขึ้นมา?”
“ฉันไม่ได้ทำสงคราม มีน” หมออิ่มตอบเสียงเรียบ แต่ปลายนิ้วที่สั่นเทาขณะวางเข็มฉีดยาลงบนถาดสเตนเลสบ่งบอกความจริงที่ตรงกันข้าม “เขาก็แค่มีงานของเขา ส่วนฉันก็มีเวรที่ต้องขึ้น... มันไม่มีอะไรต้องคุย”
“ไม่มีอะไรต้องคุย หรือไม่กล้าคุยเพราะกลัวว่าถ้าเปิดปากแล้วมันจะพังหมด?” มีนทิ้งคำถามไว้แค่นั้นก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้หมออิ่มนั่งอยู่กับความเงียบที่ดังจนหูอื้อ เธอหลับตาลง ภาพของรันธกรในคืนที่เขาเคยแอบเอาขนมมาวางไว้ให้ที่โต๊ะอ่านหนังสือผุดขึ้นมา มันช่างต่างจากแววตาที่เย็นชาในห้องสตูดิโอนั่นเหลือเกิน
ทางด้านคณะวิศวกรรมศาสตร์ รันธกรนั่งสูบบุหรี่ไฟฟ้าเงียบๆ อยู่หลังตึก เขามองดูหน้าจอโทรศัพท์ที่ไม่มีการเคลื่อนไหว เต้เพื่อนสนิทเดินเข้ามาตบไหล่แรงๆ จนเขาเกือบเซ
“เป็นไงล่ะพ่อพระเอกปากหมา ตอนปากเก่งนี่ไม่ปรึกษาพวกกูเลยนะ พอเมียหนีไปปั่นโปรเจกต์ที่โรงพยาบาลจนไม่มีเวลาสวีทหน่อยละทำเป็นหงอย” เต้หัวเราะหึๆ “กูบอกแล้วว่าไอ้ทิฐิเนี่ย มันเป็นโรคร้ายแรงสำหรับคนคลั่งรักอย่างมึงนะเว้ย”
“มึงเงียบไปเลยไอ้เต้” รันธกรพ่นควันออกทางจมูก “กูแค่ไม่อยากง้อในเวลาที่ต่างคนต่างอารมณ์ร้อน ถ้ากูเข้าไปตอนนี้ เราก็ทะเลาะกันหนักกว่าเดิม”
“เออ ดี เอาที่มึงสบายใจ แต่ระวังเถอะ... สถาปัตย์น่ะ ถ้าโครงสร้างมันร้าวแต่มึงไม่ซ่อม ปล่อยให้ความเงียบมันกัดกินเสาเข็มไปเรื่อยๆ สักวันตึกทั้งหลังมันก็ถล่มลงมาทับหัวมึงเองนั่นแหละ”
คำพูดของเต้เหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจ รันธกรตัดสินใจกดโทรศัพท์หาเธอเป็นครั้งแรกในรอบสามวัน เสียงสัญญาณรอสายที่ดังยืดเยื้อราวกับไม่มีวันสิ้นสุดทำให้ใจเขาสั่นรัว ก่อนที่ปลายสายจะกดรับด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด
“ถ้าจะโทรมาเพื่อชวนทะเลาะ รันธกร... ฉันไม่มีเวลา”
“หมออิ่ม... ผม...” รันธกรชะงักไปครู่หนึ่ง “ผมขอโทษที่ใช้อารมณ์วันนั้น แต่ผมอยากเจอคุณ เดี๋ยวนี้ ได้ไหม?”
ปลายสายเงียบไปนาน จนรันธกรเกือบจะถอดใจ ก่อนที่เสียงถอนหายใจแผ่วเบาจะดังขึ้น “ฉันอยู่ที่ห้องแล็บชั้น 4... ถ้าคุณจะมา ก็รีบมา ฉันให้เวลาคุณสิบนาที ก่อนที่เวรดึกจะเริ่ม”
รันธกรไม่รอช้า เขารีบคว้ากุญแจรถมอเตอร์ไซค์บึ่งไปที่โรงพยาบาลทันที หัวใจที่เต้นรัวไม่ได้เกิดจากความเร็วของรถ แต่เกิดจากความกลัวว่า ‘ความเงียบ’ ที่ผ่านมาจะทำให้ความรู้สึกระหว่างเราเปลี่ยนไปจนกู้กลับไม่ได้
เขาวิ่งขึ้นบันไดหนีไฟจนมาถึงชั้น 4 แสงไฟสลัวในโถงทางเดินทำให้บรรยากาศดูน่าขนลุก เขาเห็นหมออิ่มยืนพิงกำแพงรออยู่ตรงหน้าห้องแล็บ เธอยังดูสวยเหมือนเดิม แม้ขอบตาจะมีรอยคล้ำจากการอดนอน เธอไม่ได้มองหน้าเขา แต่จ้องไปยังพื้นทางเดิน
“ผมมาแล้ว” รันธกรหยุดยืนห่างจากเธอเพียงไม่กี่ก้าว ลมหายใจหอบถี่
หมออิ่มเงยหน้าขึ้นมองเขา แววตานั้นดูอ่อนแรงและซ่อนความเจ็บปวดบางอย่างเอาไว้ “รัน... บางทีการที่เราเงียบใส่กันแบบนี้ มันก็อาจจะเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดแล้วก็ได้นะ”
“หมายความว่าไง?” รันธกรขมวดคิ้วใจคอไม่ดี
หมออิ่มขยับตัวก้าวเข้ามาหาเขาหนึ่งก้าว ก่อนจะเอื้อมมือมาจับชายเสื้อช็อปของเขาไว้แน่น ราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายไปตลอดกาล แต่ในจังหวะที่รันธกรกำลังจะเอื้อมมือไปกุมมือนั้นไว้ เสียงโทรศัพท์ของหมออิ่มก็ดังขึ้นขัดจังหวะ
เธอผละออกไปกดรับ สายตาที่มองดูหน้าจอเปลี่ยนจากความสับสนเป็นความตื่นตระหนกในทันที “ค่ะ... อ๋อ... อะไรนะคะ?... เกิดเรื่องแล้วเหรอ?”
หมออิ่มวางสายแล้วหันมามองรันธกรด้วยสีหน้าที่ซีดเผือด “รัน... เมื่อกี้มีเคสอุบัติเหตุใหญ่ถูกส่งมาที่ห้องฉุกเฉิน และคนไข้ที่ถูกนำตัวมา... หนึ่งในนั้นคือคนที่คุณรู้จักดีมาก”
รันธกรใจหายวาบ “ใคร?”
“คนนั้นคือ... พ่อของคุณรันธกรค่ะ”
ความเงียบที่น่ากลัวกว่าครั้งไหนๆ เข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างคนทั้งคู่ทันที ลมหายใจของรันธกรสะดุดกึก โลกทั้งใบดูเหมือนจะหมุนเคว้งคว้างจนตั้งหลักไม่ได้ ในขณะที่หมออิ่มทำได้เพียงมองเขาด้วยสายตาที่บีบคั้นหัวใจที่สุด
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางไปกับความรักที่กำลังเผชิญบททดสอบครั้งใหญ่ของหมออิ่มและรันธกรในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะคะ - เกียร์เปื้อนกาวใจ
สถาปัตย์หัวใจ ยัยคุณหมอหน้าตาย•ตอนที่ 36
ความเงียบที่น่ากลัว
ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปัตย์หัวใจ ยัยคุณหมอหน้าตาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!