“ถ้าวางมือไม่ได้ ก็แค่ยอมรับว่ามันพังเสียตั้งแต่ตอนนี้เถอะค่ะ จะได้ไม่ต้องเหนื่อยไปมากกว่านี้”
ประโยคเย็นชาจากหัวหน้างานยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท มันไม่ใช่ประโยคด่าทอที่รุนแรง แต่มันคือการพิพากษาว่าความพยายามตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาของธันวาคือ ‘ความว่างเปล่า’ ชายหนุ่มนั่งนิ่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยเอกสารกองโต ในขณะที่เพื่อนร่วมงานคนอื่นเริ่มทยอยลุกออกไปหาอาหารกลางวัน บรรยากาศในออฟฟิศเงียบงันจนได้ยินเสียงแอร์ที่ครางหึ่งๆ เหมือนกำลังจะดับลง
ธันวากำปากกาในมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เขาไม่ได้หิว ไม่ได้อยากลุกไปไหน ความรู้สึกที่จู่โจมเข้ามาไม่ใช่ความโกรธ แต่มันคือความรู้สึกที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด... ความรู้สึกเหมือนเด็กชายตัวน้อยที่ตั้งใจต่อเลโก้ปราสาทสูงเสียดฟ้าตามแบบในกล่อง แต่สุดท้ายก็ทำพังทลายลงเพียงเพราะวางฐานไม่สมดุล
ความพ่ายแพ้ซ้ำรอยครั้งนี้ ไม่ใช่ความผิดพลาดครั้งแรก แต่มันคือครั้งที่ร้อยที่เขาตระหนักว่า 'เขากลายเป็นคนไม่เอาไหน' อีกครั้ง
เขาหลับตาลง ภาพในวัยเด็กฉายชัดขึ้นมาในมโนภาพ เสียงแม่ที่ปลอบประโลมเบาๆ ตอนที่เขาสอบตกวิชาคณิตศาสตร์ หรือตอนที่เขาร้องไห้เพราะวิ่งแข่งแพ้เพื่อนสนิท เขาเคยคิดว่าเมื่อโตขึ้น ความรู้สึกที่เหมือนจะตายให้ได้ตรงนั้นจะจางหายไป แต่วันนี้ เขากลับพบว่าร่างกายเขาอาจจะโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่แบกรับภาระมากมาย หากแต่จิตวิญญาณภายในกลับยังคงเป็นเด็กชายที่ยืนทำหน้าตาตื่นตระหนกอยู่หน้าซากปรักหักพังของความหวัง
ธันวาเก็บของใส่กระเป๋าด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย เขาตัดสินใจเดินออกจากตึกนั้นโดยไม่หันกลับไปมอง ตึกระฟ้าใจกลางเมืองดูหดเล็กลงในสายตาของเขาเมื่อความมั่นใจพังทลาย เขาพาตัวเองไปหยุดอยู่ที่หน้าร้านหนังสือเก่าของ ‘คุณยายละมุน’ กลิ่นกระดาษเก่าและกลิ่นชาจางๆ ที่ลอยมาปะทะจมูกทำให้หัวใจที่สั่นไหวเริ่มสงบลงชั่วคราว
"ลมอะไรหอบเอาคนหน้าตาหมองคล้ำแบบนี้มาอีกล่ะคะ?" คุณยายละมุนเอ่ยทักโดยไม่ได้เงยหน้าจากหนังสือในมือ ท่านไม่ได้ดูตกใจกับการปรากฏตัวของเขาในเวลางาน แต่ดูเหมือนกำลังรอคอยอยู่แล้ว
ธันวาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวเดิม เขามองดูคุณยายละมุนที่บรรจงใช้ไม้เขี่ยฝุ่นบนสันหนังสืออย่างใจเย็น ความช้าของท่านดูสวนทางกับโลกที่เร่งรีบข้างนอกนั่นอย่างสิ้นเชิง
"ผมทำไม่ได้อีกแล้วครับ... เอ่อ... ดิฉันหมายถึง ผมทำมันไม่ได้" ธันวาเผลอพูดติดขัด เขาขยับตัวด้วยความอึดอัด "ผมพยายามแล้วนะคุณยาย พยายามจนคิดว่ามันต้องดีพอ แต่สุดท้ายมันก็เหมือนเดิม เหมือนตอนที่ผมเป็นเด็กที่ทำอะไรก็ล้มเหลวไปเสียหมด"
คุณยายละมุนปิดหนังสือดัง 'ปึก' ก่อนจะมองสบตาเขาด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก "ความล้มเหลวไม่ใช่ปีศาจที่น่ากลัวหรอกค่ะธันวา แต่มันคือกระจกเงา... คุณกลัวความล้มเหลว หรือกลัวว่าคนอื่นจะเห็นว่าคุณไม่สมบูรณ์แบบกันแน่?"
"ผมไม่รู้..." ธันวาตอบเสียงแผ่ว "ผมแค่รู้สึกว่าผมกำลังเสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่มีความหมาย ผมไม่เก่งอะไรเลย ความพยายามของผมมันไร้ค่า"
"การที่คนเรายังรู้สึกเจ็บปวดกับความล้มเหลว แสดงว่าเขายังไม่ได้ละทิ้งเป้าหมายค่ะ" คุณยายละมุนลุกขึ้นเดินไปชงชามาวางตรงหน้าเขา "แต่ถ้าคุณยังเอาแต่กอดความรู้สึกเหมือนเด็กที่ทำของเล่นพังไว้ตลอดเวลา คุณก็จะไม่มีวันมองเห็นวิธีที่จะสร้างมันขึ้นมาใหม่ให้แข็งแรงกว่าเดิมได้เลยนะ"
บทสนทนาดำเนินไปท่ามกลางเสียงฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาด้านนอก ธันวานั่งจิบชาไปพร้อมกับฟังคุณยายละมุนเล่าเรื่องราวความผิดพลาดในอดีตของท่าน ความล้มเหลวที่ท่านเคยเผชิญมันหนักหนาสากรรจ์กว่าเขาหลายเท่า แต่ท่านกลับยิ้มเมื่อเล่าถึงมัน เหมือนกำลังเล่าเรื่องนิทานก่อนนอนให้ฟัง
"วันนี้อย่าเพิ่งตัดสินตัวเองเลยนะคะ กลับไปนอนพักเสียหน่อย แล้วพรุ่งนี้... ลองถามตัวเองดูว่า ถ้าโลกนี้ไม่ได้มีมาตรฐานของความสำเร็จที่ใครกำหนดไว้ คุณยังอยากทำสิ่งนั้นอยู่ไหม?"
ธันวาพยักหน้ารับคำ แม้ในใจจะยังเต็มไปด้วยความสับสน แต่เขาก็รู้สึกเบาบางลงบ้าง เขาลาคุณยายละมุนแล้วเดินก้าวออกไปสู่ถนนที่เริ่มเปียกชื้น ฝนที่ตกลงมาทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกชำระล้างความรู้สึกผิดในใจออกไปได้บ้าง
เขาเดินกลับมาถึงที่พัก บรรยากาศภายในห้องมืดสลัว เขาหยิบสมุดบันทึกสีน้ำตาลเล่มโปรดขึ้นมา หมายจะเขียนเรื่องราวความเจ็บปวดในวันนี้ลงไปตามปกติ แต่เมื่อเปิดหน้ากระดาษเปล่าขึ้นมา เขากลับพบกับอะไรบางอย่างที่วางอยู่กลางโต๊ะเขียนหนังสือ... มันคือจดหมายซองสีขาวที่เขาจำไม่ได้ว่าเคยได้รับมันมาตั้งแต่เมื่อไหร่ จ่าหน้าซองเขียนด้วยลายมือคุ้นตาที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นรัวจนแทบกระดอนออกมานอกอก
มันคือลายมือของพ่อ... คนที่จากไปเมื่อสิบปีก่อน
มือของธันวาสั่นระริกขณะค่อยๆ แกะซองจดหมายนั้นออก ข้างในมีเพียงกระดาษแผ่นเดียวที่เขียนข้อความสั้นๆ ว่า *“อย่าให้ความล้มเหลวของพ่อในวันนั้น มาเป็นโซ่ตรวนที่ขังลูกไว้ในวันนี้ ความกล้าหาญที่แท้จริงไม่ใช่การไม่เคยแพ้ แต่คือการยอมรับว่าลูกเป็นใครในตอนที่พ่ายแพ้ที่สุด”*
ทว่า ในขณะที่เขากำลังจะอ่านบรรทัดสุดท้าย เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้นรัวและหนักแน่นในยามวิกาล ธันวาชะงัก สายตาเหลือบไปเห็นเงาคนผ่านช่องตาแมว... เงาที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุนไปชั่วขณะ เพราะคนที่ยืนอยู่หน้าห้องคือคนคนเดียวกับที่เพิ่งจะตำหนิเขาอย่างรุนแรงที่ออฟฟิศเมื่อเช้านี้ แต่ทว่าในมือของเธอกลับถือกล่องพัสดุใบหนึ่งที่มีตราประทับของบริษัทที่เขาเพิ่งทำโครงการพังไป
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรของสมุดบันทึกสีน้ำตาลเสมอนะคะ
บันทึกที่ไม่ได้ตั้งใจให้ใครอ่าน: 65 วันของการตามหาตัวเอง•ตอนที่ 37
ความพ่ายแพ้ซ้ำรอย
ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกที่ไม่ได้ตั้งใจให้ใครอ่าน: 65 วันของการตามหาตัวเอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!