"คุณไม่ได้มาที่นี่เพื่อซื้อหนังสือใช่ไหมคะ"
ฉันเอ่ยถามออกไปโดยไม่หลบสายตา แม้ในใจจะเต้นรัวเหมือนกลองที่ถูกตีด้วยความวิตก ชายร่างสูงคนนั้นไม่ได้ตอบคำถาม เขายืนนิ่งอยู่หน้าเคาน์เตอร์ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงจางๆ ปะปนกับกลิ่นกระดาษเก่าในร้านคุณยายละมุน มันเป็นกลิ่นที่ฉันคุ้นเคยดี... กลิ่นของความกดดันที่ผมเคยเผชิญทุกเช้าวันจันทร์ในห้องทำงานบนชั้นสี่สิบของตึกระฟ้าใจกลางเมือง
เขาวางนามบัตรสีดำสนิทลงบนเคาน์เตอร์ไม้เก่าคร่ำ ปลายนิ้วเรียวยาวของเขากดทับลงบนสมุดบันทึกสีน้ำตาลเล่มนั้นเบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยที่ไร้ซึ่งความปรานี
"ลาออกด้วยการทิ้งจดหมายลาไว้บนโต๊ะคอมพิวเตอร์ แบบนั้นมันไร้ความรับผิดชอบไปหน่อยไหม ธันวา"
ฉันแค่นหัวเราะในลำคอ พลางหยิบสมุดเล่มนั้นคืนมาแนบอก "ไร้ความรับผิดชอบหรือคะ? หรือว่าคุณแค่โกรธที่ฟันเฟืองตัวหนึ่งดันตัดสินใจหลุดออกจากระบบที่ถูกเซ็ตไว้โดยไม่ยอมบอกกล่าวล่วงหน้า"
คุณยายละมุนที่ยืนอยู่ด้านหลังในมุมมืดของร้านขยับตัวเล็กน้อย เสียงไม้เท้ากระทบพื้นเบาๆ เหมือนจังหวะที่เตือนสติฉันว่าโลกข้างนอกนั้นหมุนเร็วแค่ไหน แต่ที่นี่... เวลาของฉันดูจะหยุดนิ่งไปแล้วตั้งแต่ฉันตัดสินใจก้าวเท้าออกมาจากออฟฟิศวันนั้น
เหตุการณ์เมื่อสามวันก่อนยังคงเด่นชัดในความทรงจำ วันที่ความอดทนเส้นสุดท้ายขาดผึงลงกลางห้องประชุมที่เต็มไปด้วยตัวเลขและเป้าหมายที่ดูเหมือนจะไม่มีวันเอื้อมถึง หัวหน้าฝ่ายการตลาดจ้องมองฉันด้วยแววตาสมเพชขณะที่เขากล่าวโทษว่าความผิดพลาดของโปรเจกต์คือ 'ความไร้ประสิทธิภาพ' ของฉัน ทั้งที่ฉันแทบไม่ได้นอนมาสามคืนติดต่อกันเพียงเพื่อจะทำยอดให้ถึงเป้าที่เขากำหนด
ตอนนั้นเองที่ฉันมองไปรอบๆ เพื่อนร่วมงานทุกคนก้มหน้าก้มตาทำงาน ราวกับว่าชีวิตของพวกเขาถูกใส่โปรแกรมไว้ให้ทำเพียงสิ่งเดียวคือการหายใจทิ้งไปวันๆ เพื่อรอเงินเดือนที่แลกมาด้วยสุขภาพจิตที่พังทลาย ฉันลุกขึ้นยืนโดยไม่มีคำพูดใดๆ เดินออกจากห้องประชุมนั้นโดยไม่หันกลับไปมองใครอีกเลย แม้กระทั่งชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าฉันในตอนนี้
"ผมตามหาคุณไปทั่ว" เขากล่าวต่อ สายตาจับจ้องมาที่ขอบตาสีคล้ำของฉัน "บริษัทต้องการคำอธิบาย และคุณก็มีสัญญาที่ค้างคาอยู่"
"ถ้าการลาออกคือการทำลายสัญญา ผมก็พร้อมจะชดใช้ค่ะ" ฉันตอบเสียงแข็ง พยายามซ่อนมือที่สั่นเทาไว้ใต้เคาน์เตอร์ "แต่สิ่งที่คุณต้องเข้าใจคือ ฉันไม่ได้สูญเสียงาน ฉันแค่สูญเสียตัวเองไปในนั้นนานเกินพอแล้ว"
คุณยายละมุนเดินเข้ามาใกล้ วางมือเหี่ยวย่นลงบนไหล่ของฉันเบาๆ สัมผัสที่อบอุ่นนั้นทำให้น้ำตาที่ฉันพยายามกลั้นไว้แทบจะร่วงหล่น ท่านไม่ได้พูดอะไรกับชายคนนั้น แต่สายตาที่ท่านมองเขากลับเต็มไปด้วยความสงบนิ่งที่ดูทรงพลังเกินกว่าที่ผู้ชายในชุดสูทคนไหนจะเข้าใจ
"คนที่หลงทาง ไม่ได้ต้องการแผนที่หรอกค่ะพ่อหนุ่ม" คุณยายละมุนเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก เสียงของท่านแหบพร่าแต่เฉียบคม "เขาต้องการแค่เวลา... เวลาที่จะหยุดมองดูตัวเองอย่างแท้จริง ซึ่งดูเหมือนว่าในสมุดเล่มนี้ ธันวากำลังจะพบมัน"
ชายร่างสูงชะงักไปเล็กน้อย เขาขมวดคิ้วราวกับกำลังพยายามทำความเข้าใจภาษาที่เขาไม่เคยรู้จัก ก่อนจะหันมามองฉันอีกครั้ง คราวนี้แววตาของเขาเปลี่ยนไป ไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยวเหมือนตอนแรก แต่เป็นความสับสนที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากของความเป็นมืออาชีพ
"คุณเปลี่ยนไปมาก" เขากระซิบ "ดูอ่อนแอลง... แต่ก็น่ากลัวขึ้นในเวลาเดียวกัน"
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดส่งข้อความบางอย่างแล้ววางโทรศัพท์ลงบนเคาน์เตอร์หน้าฉัน หน้าจอแสดงอีเมลฉบับล่าสุดจากฝ่ายบุคคลของบริษัท เป็นหมายเรียกให้เข้าพบเพื่อเจรจาเรื่องการละเมิดสัญญาฉบับร้ายแรงที่มีผลทางกฎหมายถึงขั้นฟ้องร้อง
"ผมให้เวลาคุณถึงวันพรุ่งนี้ก่อนเที่ยง" เขากล่าวทิ้งท้ายก่อนจะหมุนตัวเดินไปที่ประตูร้าน "ถ้าคุณไม่ปรากฏตัวที่ออฟฟิศ พร้อมกับคำอธิบายว่าสมุดเล่มนั้นสำคัญยังไง... สิ่งที่รอคุณอยู่หลังจากนี้ จะไม่ใช่แค่การลาออก แต่มันคือการสูญเสียทุกอย่างที่คุณเคยสร้างมาตลอดชีวิต"
เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับการจากไปของเขา ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่บีบคั้นหัวใจ ฉันทรุดตัวลงนั่งกับเก้าอี้ไม้เก่าๆ อย่างหมดแรง สมุดบันทึกสีน้ำตาลในมือหนักอึ้งราวกับแบกรับชีวิตของฉันไว้ทั้งชีวิต
คุณยายละมุนหยิบน้ำชาอุ่นๆ มาวางตรงหน้าท่านมองฉันด้วยรอยยิ้มบางๆ "การตามหาตัวเองน่ะธันวา มันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบหรอกนะลูก แต่อุปสรรคที่เดินเข้ามาหาเราเสมอคือบททดสอบว่า... เราจะกล้าทิ้งอดีตเพื่อแลกกับอนาคตที่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรได้จริงไหม"
ฉันเปิดสมุดบันทึกหน้าต่อไป หน้าที่ฉันเขียนทิ้งไว้เมื่อคืนก่อนที่จะเจอกันวันนี้ ข้อความที่เขียนด้วยลายมือสั่นๆ ในหน้าว่างเปล่ากลับเริ่มเลือนหายไป และสิ่งที่ปรากฏขึ้นแทนที่กลับไม่ใช่หมึกสีน้ำเงินที่ฉันใช้ แต่เป็นลายมือที่เขียนด้วยหมึกสีแดงฉาน ราวกับเลือดสดๆ ที่เพิ่งถูกเขียนลงไปในขณะที่ฉันหลับ
'อย่าไว้ใจใคร แม้แต่คนที่คิดว่ารู้จักตัวเองดีที่สุด เพราะหน้าถัดไปของสมุดเล่มนี้... คือความจริงที่ว่า คุณอาจจะไม่ได้มีชีวิตอยู่คนเดียวในร่างนี้มาตั้งแต่ต้น'
ฉันเบิกตากว้าง หัวใจกระตุกวูบเมื่อเห็นรอยนิ้วมือเปื้อนหมึกแดงประทับอยู่บนหน้ากระดาษ และเมื่อฉันเงยหน้าขึ้นมองกระจกหน้าร้านแทนที่จะเห็นเงาของตัวเอง ฉันกลับเห็นเงาของหญิงสาวอีกคนที่กำลังแสยะยิ้มอยู่ด้านหลังคุณยายละมุน... หญิงสาวที่มีใบหน้าเหมือนกับฉันทุกประการ
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุดไปกับฉันนะคะ
บันทึกที่ไม่ได้ตั้งใจให้ใครอ่าน: 65 วันของการตามหาตัวเอง•ตอนที่ 2
วันที่ทุกอย่างเริ่มพัง
ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกที่ไม่ได้ตั้งใจให้ใครอ่าน: 65 วันของการตามหาตัวเอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!