"หนูจะกลับไปทำไมล่ะธันวา ในเมื่อที่นั่นไม่มีอะไรเหลือให้หนูแล้ว นอกจากความทรงจำที่กัดกินใจ"
คุณยายละมุนไม่ได้เงยหน้าจากหนังสือปกหนังเก่าคร่ำที่ท่านกำลังซ่อมแซม น้ำเสียงของท่านราบเรียบ ทว่าทุกถ้อยคำกลับบาดลึกราวกับใบมีดที่กรีดลงบนรอยแผลที่ธันวาพยายามปิดตายไว้ตลอดหลายปี
ธันวาวางแก้วชาที่เริ่มเย็นชืดลงบนโต๊ะไม้ กลิ่นกระดาษเก่าและฝุ่นจางๆ ในร้านหนังสือของยายละมุนมักจะทำให้เธอสงบลงได้เสมอ แต่ไม่ใช่ในวันนี้ มือของเธอสั่นเล็กน้อยขณะที่ลูบไปบนหน้าปกสมุดบันทึกสีน้ำตาลเล่มประจำที่เธอมักพกติดตัว
"เพราะหนูไม่แน่ใจค่ะยาย ว่าที่หนูเดินมาถึงตรงนี้ เป็นการก้าวไปข้างหน้าจริงๆ หรือหนูแค่เดินวนอยู่ในเขาวงกตที่หนูสร้างขึ้นเอง" ธันวาตอบพลางจ้องมองไปยังรอยแยกบนปกหนังสือที่คุณยายถืออยู่ "ถ้าหนูไม่กลับไปรื้อถอนรากเหง้าที่เน่าเฟะเหล่านั้น หนูเกรงว่า ต่อให้หนูเดินทางไปไกลอีกกี่หมื่นกิโลเมตร หนูจะไม่มีวันพบความหมายของชีวิตที่แท้จริงเลย"
คุณยายละมุนวางอุปกรณ์ซ่อมหนังสือลง ท่านเงยหน้าขึ้น แววตาที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานคู่นั้นมองทะลุเข้าไปในดวงตาที่ไหวระริกของหลานสาว
"บางครั้งการกลับไปที่เดิม ไม่ใช่เพื่อไปแก้ไขสิ่งที่พังไปแล้วนะ แต่มันคือการไปดูว่า... เรายังหลงเหลือ 'ความกล้า' ที่จะเผชิญหน้ากับเศษซากพวกนั้นอยู่ไหม" ยายละมุนเว้นจังหวะ ก่อนจะเอื้อมมือมาแตะมือธันวาเบาๆ "หนูพร้อมจริงๆ หรือคะ?"
"หนูไม่พร้อมหรอกค่ะ" ธันวายิ้มบางๆ ให้กับตัวเอง เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและขมขื่น "แต่ถ้าไม่ทำตอนนี้ อีกสามสิบปีข้างหน้า หนูคงจะกลายเป็นคนแก่ที่นั่งเสียใจว่า ทำไมในวันนั้นถึงไม่ยอมกล้าที่จะหันหลังกลับไปดูสักครั้ง"
ความเงียบเข้าปกคลุมร้านหนังสือชั่วขณะ มีเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษเบาๆ และเสียงเข็มนาฬิกาที่ดังกังวานอยู่ในความรู้สึกของธันวา การตัดสินใจกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดในครั้งนี้ไม่ใช่การกลับไปเพื่อพักผ่อน แต่มันคือการประกาศสงครามกับตัวตนในอดีตที่เธอพยายามทิ้งไว้เบื้องหลังมานานเกินไป
กระเป๋าเดินทางใบเดียวถูกจัดเตรียมไว้อย่างรีบร้อน ภายในนั้นไม่ได้มีแค่เสื้อผ้า แต่มีทั้งความหวาดหวั่น ความคาดหวัง และคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ ธันวาเดินออกมาหน้าร้านหนังสือ ยายละมุนเดินมาส่งที่ประตูพลางหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กสีน้ำตาลอีกเล่มที่ยังว่างเปล่ายัดใส่มือเธอ
"อย่าเขียนแค่สิ่งที่เกิดขึ้นนะธันวา... ลองเขียนสิ่งที่ไม่กล้าพูดออกมาดูบ้าง แล้วหนูจะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น"
ธันวาพยักหน้ารับ เดินก้าวเท้าออกจากร้านไปสู่สถานีรถไฟ บรรยากาศรอบข้างดูเปลี่ยนไปจากทุกวันที่เธอคุ้นเคย หรือจริงๆ แล้วเป็นเพราะความรู้สึกของเธอที่เปลี่ยนไปกันแน่? ความวุ่นวายของผู้คนในเมืองหลวงดูห่างไกลออกไปทุกทีเมื่อรถไฟเริ่มเคลื่อนตัวออกจากชานชาลา มุ่งหน้าสู่สถานที่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็น 'บ้าน' แต่ในตอนนี้มันกลับรู้สึกเหมือน 'สนามรบ' เสียมากกว่า
หลายชั่วโมงผ่านไป ทิวทัศน์นอกหน้าต่างเปลี่ยนจากตึกสูงเป็นสีเขียวขจีของทุ่งนาและความเงียบสงัดของหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ห่างไกลจากความเจริญ ธันวากำสายกระเป๋าแน่น หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะทันทีที่รถไฟจอดเทียบท่าที่สถานีเล็กๆ แห่งเดิม
กลิ่นอายของดินชื้นและดอกปีบหน้าสถานีเป็นสิ่งแรกที่ต้อนรับเธอ แต่มันไม่ใช่กลิ่นที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นเหมือนที่ใครๆ มักพูดถึง แต่มันคือกลิ่นของความทรงจำที่เธอฝังกลบไว้ในฐานะโศกนาฏกรรมส่วนตัว
เธอก้าวเท้าลงจากรถไฟด้วยขาที่หนักอึ้ง ผู้คนในสถานีมีไม่มากนัก แต่สายตาของใครบางคนที่ยืนพิงเสาไม้เก่าๆ ของสถานี ทำให้ลมหายใจของเธอสะดุดลงทันที เขายังคงดูเหมือนเดิม... ดูเหมือนวันสุดท้ายที่เขาส่งเธอกลับเข้าเมือง ทั้งสีหน้าและแววตาที่ดูนิ่งสนิท
เขาสังเกตเห็นเธอแล้ว และก้าวเดินตรงมาหาด้วยท่าทีที่ไม่อาจคาดเดาได้ ธันวาพยายามสูดหายใจลึกเพื่อเรียกสติ แต่ในวินาทีที่เขายืนอยู่ตรงหน้าและเปิดปากพูดประโยคที่ทำลายความเงียบทั้งหมดลง เธอก็แทบหยุดหายใจ
"ผมรอคุณมาห้าปีแล้วนะธันวา... ในที่สุดคุณก็กลับมาเสียที ทั้งที่ผมเพิ่งจะเผาจดหมายฉบับสุดท้ายของคุณทิ้งไปเมื่อเช้านี้เอง"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษแห่งความทรงจำไปพร้อมกับสมุดบันทึกสีน้ำตาลนะคะ
บันทึกที่ไม่ได้ตั้งใจให้ใครอ่าน: 65 วันของการตามหาตัวเอง•ตอนที่ 17
ออกเดินทางสู่ที่เดิม
ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกที่ไม่ได้ตั้งใจให้ใครอ่าน: 65 วันของการตามหาตัวเอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!