“ถ้าธันวาไม่รับตำแหน่งรองผู้จัดการฝ่ายในเดือนหน้า พ่อก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกับบรรดาเพื่อนร่วมรุ่น”
เสียงของพ่อไม่ได้ตะคอก แต่มันกรีดลึกลงไปในความเงียบของห้องรับแขกที่อบอวลไปด้วยกลิ่นชาจีนราคาแพง ผมวางถ้วยชาลงบนจานรองจนเกิดเสียงกระทบกันเบาๆ แต่มันกลับดังสะท้อนก้องในโสตประสาทของทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนั้น
แม่นั่งกุมมือตัวเองแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ดวงตาของท่านมองไปที่แจกันดอกไม้ตรงหน้า ไม่ได้หันมามองผมเลยแม้แต่นิดเดียว เหมือนกับว่าลูกชายของท่านกำลังกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมที่น่าอึดอัดใจในบ้านหลังนี้
“พ่อมองว่าตำแหน่งนั้นคือ ‘หน้าตา’ แต่ธันวามองว่ามันคือ ‘กรงขัง’ ค่ะ”
ผมโพล่งออกไป เสียงของตัวเองฟังดูสั่นไหวเล็กน้อยแต่หนักแน่น ผมไม่ได้ตั้งใจจะก้าวร้าว แต่นี่คือวันที่ 18 ของการที่ผมพยายามจะซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเอง หลังจากที่ยอมสวมหน้ากากเป็น “ลูกชายในอุดมคติ” มานานนับสิบปี
“กรงขังอะไรกัน! แกเรียนจบเกียรตินิยม ทำงานในบริษัทข้ามชาติที่ใครๆ ก็ฝันถึง แกได้เงินเดือนมากกว่าคนวัยเดียวกับแกไปเท่าไหร่แล้ว ธันวา... แกกำลังเอาความสำเร็จมาล้อเล่นกับความเพ้อฝันใช่ไหม?” พ่อวางหนังสือพิมพ์ลงบนโต๊ะเสียงดังปัง สายตาของท่านคมกริบเหมือนใบมีดที่พร้อมจะเชือดเฉือนทุกคำแก้ตัว
“ความสำเร็จที่พ่อว่า... มันเป็นของใครกันแน่คะ?” ผมถามกลับ พยายามควบคุมลมหายใจไม่ให้สะดุด “ความสำเร็จของพ่อ คือการที่ลูกชายมีชื่อเสียงในวงสังคม หรือคือการที่เห็นลูกชายมีความสุขในทุกเช้าที่ตื่นมาคะ?”
แม่ขยับตัวเล็กน้อย น้ำเสียงของท่านเบาหวิวแต่กลับหนักอึ้ง “ธันวา... แม่เลี้ยงลูกมาด้วยความคาดหวังว่าลูกจะไปได้ไกลกว่าคนอื่น เราส่งลูกเรียนในที่ที่ดีที่สุด ไม่ใช่เพื่อให้ลูกมาพูดว่า ‘อยากมีความสุข’ แบบคนไม่มีเป้าหมายนะลูก”
คำว่า ‘คนไม่มีเป้าหมาย’ เหมือนเข็มเล่มเล็กๆ ที่แทงลงมากลางใจ ผมมองแม่ด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ความรักของท่านที่ผมเคยได้รับ มันดูเหมือนมีเงื่อนไขพ่วงท้ายมาด้วยเสมอ มันไม่ใช่รักที่มอบให้เพื่อตัวตนของผม แต่มันคือรักที่มอบให้เพื่อ ‘ผลผลิต’ ที่ท่านภูมิใจ
“ถ้าเป้าหมายของแม่ คือการที่ธันวาต้องกลายเป็นใครอีกคนที่ไม่ใช่ธันวา... งั้นธันวาก็คงเป็นคนไม่มีเป้าหมายในสายตาแม่ตลอดไปค่ะ”
ผมลุกขึ้นยืน ความรู้สึกเหมือนอากาศในห้องนี้กำลังบางเบาลงเรื่อยๆ รอยร้าวระหว่างเราไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นวันนี้ แต่มันสะสมมานานจนกลายเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่ไม่มีปูนชนิดไหนมาฉาบให้เรียบสนิทได้อีกแล้ว พ่อจ้องหน้าผมด้วยความโกรธจัดที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้มาดนิ่งขรึม ท่านไม่ได้ห้าม ไม่ได้ด่าทอ แต่ความเงียบของท่านน่ากลัวกว่าคำด่าใดๆ ทั้งสิ้น
ผมเดินเลี่ยงออกมาจากห้องรับแขก มุ่งหน้าไปยังทางออก บรรยากาศในบ้านที่เคยเป็นเหมือนปราสาทที่ปลอดภัย บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงห้องสี่เหลี่ยมที่กักขังความฝันของผมไว้ ผมหยิบสมุดบันทึกเล่มสีน้ำตาลคู่ใจขึ้นมา กอดมันไว้แนบอก ความอบอุ่นจากปกหนังเก่าๆ เพียงสิ่งเดียวที่ช่วยปลอบประโลมหัวใจที่แตกสลายในยามนี้
แต่ขณะที่ผมกำลังจะเอื้อมมือไปหมุนลูกบิดประตู เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง
“ธันวา... หยุดก่อน”
เสียงของแม่ที่ตามมาฟังดูเปลี่ยนไป ท่านเดินมาหยุดอยู่ข้างหลังผม ในมือของท่านถือรูปถ่ายเก่าๆ ใบหนึ่งยื่นมาให้ผม เมื่อผมหันไปมอง ภาพที่เห็นกลับทำให้ผมต้องหยุดชะงักจนตัวแข็งทื่อ
ในรูปนั้นคือตัวผมตอนเด็กที่กำลังถือสมุดระบายสีเล่มหนึ่ง แต่สิ่งที่ไม่ปกติคือ... ด้านหลังของสมุดเล่มนั้นมีสัญลักษณ์ประหลาดที่ผมเคยเห็นเพียงครั้งเดียวในร้านหนังสือของคุณยายละมุน สัญลักษณ์ที่ยายเคยบอกผมว่า ‘มันคือตราประจำของคนที่หลงทางในเวลาเดียวกัน’
แม่มองหน้าผมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความลับที่เก็บงำมานานนับสิบปี “ลูกไม่ได้เพิ่งเริ่มตามหาตัวเองในวันที่หยิบสมุดเล่มนั้นขึ้นมาเขียนหรอกธันวา... แต่นี่คือสิ่งที่พ่อกับแม่พยายามจะฝังกลบมันไว้ตั้งแต่วันที่ลูกเกิดมา”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษแห่งความทรงจำไปพร้อมกับสมุดบันทึกสีน้ำตาลนะคะ
บันทึกที่ไม่ได้ตั้งใจให้ใครอ่าน: 65 วันของการตามหาตัวเอง•ตอนที่ 18
รอยร้าวในบ้าน
ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกที่ไม่ได้ตั้งใจให้ใครอ่าน: 65 วันของการตามหาตัวเอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!