“อย่ามองหาเงาในห้องที่ปิดไฟสนิทสิคะคุณธันวา เพราะต่อให้คุณหยิบไฟฉายมาส่องกี่ดวง สิ่งที่คุณเห็นก็เป็นเพียงภาพลวงตาที่คุณสร้างขึ้นเอง เพื่อหลอกตัวเองว่าใครคนนั้นยังอยู่”
น้ำเสียงนั้นเย็นเฉียบ ทว่ากลับกรีดลึกเข้าไปในความทรงจำที่ธันวาพยายามฝังกลบไว้ใต้กองงานและตารางชีวิตที่แสนน่าเบื่อ เขาหันขวับไปตามต้นเสียง แต่ที่เห็นมีเพียงม่านลูกไม้สีขาวที่พริ้วไหวเบาๆ ตามจังหวะลมที่เล็ดลอดผ่านหน้าต่างร้านหนังสือเก่าของคุณยายละมุน หญิงสาวคนนั้น... หรือภาพหลอนที่เขาสร้างขึ้นมาเองกันแน่?
“คุณกำลังเล่นตลกอะไรกับผม” ธันวาสวนกลับ เสียงของเขาสั่นเครือจนน่าสมเพช มือที่กำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อสั่นเทา เขารู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็น
คุณยายละมุนที่นั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้เก่าคร่ำคร่าไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากหนังสือในมือ ท่านเพียงแค่ดันแว่นตาขอบทองขึ้นช้าๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ของบางอย่างที่หายไป ไม่ได้แปลว่ามันไม่เคยมีอยู่จริงหรอกนะพ่อหนุ่ม แต่บางครั้ง... การตามหามันด้วยสายตาที่ขุ่นมัว ก็อาจทำให้เรามองข้ามสิ่งสำคัญที่วางอยู่ตรงหน้าไปเสียสนิท”
ธันวาเมินคำพูดปรัชญาของคุณยาย เขาก้าวยาวๆ ไปที่หน้าต่าง ผลักบานกระจกออกอย่างแรงจนบานพับส่งเสียงร้องประท้วง แสงแดดจัดจ้านของยามสายสาดกระทบดวงตาจนเขาต้องหยีตาลง แสงนั้นไม่ใช่แสงนวลตาที่ชวนฝัน แต่มันคือแสงที่ตีแผ่รายละเอียดทุกอย่างที่เขาเคยเมินเฉย
เขาเห็นรอยเปื้อนฝุ่นบนกรอบหน้าต่าง เห็นใยแมงมุมที่ถักทอเป็นลวดลายเรขาคณิตซับซ้อนตรงมุมเพดาน เห็นหยดน้ำค้างที่เกาะบนใบไม้ของต้นโมกหน้าร้านที่กำลังส่องประกายวับวาวราวกับเพชรเม็ดจิ๋ว ธันวาชะงักงัน... ทุกรายละเอียดที่เขาเคยละเลยเพราะมัวแต่หมกมุ่นกับความโศกเศร้าในใจ กำลังกรีดร้องบอกตัวเขาว่า โลกไม่ได้หยุดหมุนไปพร้อมกับการจากไปของใครบางคน
“คุณเห็นอะไรไหมคะ?” เสียงหญิงสาวคนเดิมดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้กว่าเดิม เธอไม่ได้ยืนอยู่ตรงไหนเลย เธอแทรกซึมอยู่ในบรรยากาศรอบๆ ตัวเขา “ความจริงไม่ได้อยู่ในห้องที่ว่างเปล่า แต่มันอยู่ในช่องว่างระหว่างวินาทีที่คุณกำลังหายใจเข้าและหายใจออกต่างหาก”
ธันวาหันกลับมา เขาสูดหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด กลิ่นกระดาษเก่าผสมกับกลิ่นฝนจางๆ ในอากาศทำให้สติเขากลับมาอีกครั้ง เขาตัดสินใจเดินไปที่โต๊ะทำงานตัวเล็กๆ ในมุมร้าน ที่นั่นมีสมุดบันทึกเล่มหนึ่งวางอยู่—สมุดเล่มเดียวกับที่เขาเคยทิ้งไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ‘หน้ากระดาษ’ ที่เขาเคยคิดว่าว่างเปล่า
เขากางสมุดออกด้วยมือที่ยังคงสั่นน้อยๆ ลายมือหวัดๆ ของตัวเองที่เขียนทิ้งไว้เมื่อคืนนี้ปรากฏชัดขึ้นมา แต่นี่ไม่ใช่ลายมือของเขาคนเดียว... มันมีรอยหมึกสีน้ำเงินจางๆ ที่ไม่ใช่ของเขา แทรกซึมไปตามบรรทัดที่เขารู้สึกว่ามันว่างเปล่า
*‘อย่าโทษตัวเองที่มองไม่เห็นทางออก ทั้งที่คุณเป็นคนปิดประตูเองแท้ๆ ลองเปิดม่านหน้าต่างดูสิ แล้วคุณจะรู้ว่าแสงแดดไม่ได้หายไปไหน... มันแค่รอให้คุณยอมรับว่าคุณยังต้องการความอบอุ่นนั้นอยู่’*
หัวใจของธันวากระตุกวาบ เขาจำลายมือนี้ได้แม่นยำ มันคือลายมือของคนที่เขาพร่ำบอกตัวเองว่าตายไปแล้ว ลายมือของ 'คนรัก' ที่หายสาบสูญไปพร้อมกับอุบัติเหตุในคืนวันที่เขาหมดศรัทธาในชีวิต
“คุณยายครับ...” ธันวาหันไปหาหญิงชราเสียงแหบพร่า “สมุดเล่มนี้... มีใครเข้ามาในร้านหลังจากที่ผมวางมันไว้ไหมครับ?”
คุณยายละมุนปิดหนังสือในมือลงช้าๆ ท่านมองเขาด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะคลี่ยิ้มจางๆ “ร้านของยายมีประตูเดียวค่ะธันวา และถ้าไม่มีใครเดินเข้ามาทางประตูนั้น... บางที คนที่เข้ามาเขียนข้อความนี้ อาจจะเดินเข้ามาทางหน้าต่างที่เธอเพิ่งเปิดออกเมื่อครู่ก็ได้นะ”
ลมวูบใหญ่พัดผ่านเข้ามาในร้านจนสมุดในมือธันวาปลิวไปตามกระแสลม เขาหันกลับไปที่หน้าต่างอีกครั้ง แสงแดดตอนเช้าที่เคยสว่างจ้ากลับถูกบดบังด้วยร่างของใครบางคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น... ร่างนั้นสวมชุดสีขาวโพลนที่ดูราวกับหลอมรวมไปกับแสงแดด เธอไม่ได้หันมามองเขา แต่เธอกำลังก้มลงหยิบอะไรบางอย่างที่วางอยู่บนขอบหน้าต่าง
เขาก้าวเท้าออกไปอย่างลืมตัว “เดี๋ยวครับ! คุณเป็นใครกันแน่!”
ร่างนั้นหยุดนิ่ง แล้วค่อยๆ หันใบหน้ากลับมา... ภายใต้แสงแดดที่พร่ามัว ธันวาเห็นรอยยิ้มที่เขาไม่ได้เห็นมานานหลายปี รอยยิ้มนั้นไม่ใช่ความเศร้า แต่เป็นความสงบที่น่าหวาดหวั่นที่สุดในชีวิต
“ธันวาคะ... ในเมื่อคุณเลือกที่จะเปิดบันทึกเล่มนี้แล้ว ก็อย่าได้ปิดมันอีกเลยนะคะ”
เธอยื่นมือส่งสร้อยข้อมือเงินเส้นเล็กๆ ที่เขาสวมให้เธอในวันสุดท้ายก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายลง ทันทีที่ปลายนิ้วของเขาแตะถูกสร้อยนั้น ความรู้สึกเย็นเฉียบก็พุ่งวาบเข้าสู่สมอง ทุกอย่างรอบตัวหยุดชะงักลงราวกับเวลาถูกแช่แข็ง และในตอนนั้นเอง เขาก็เห็นสิ่งที่ไม่ควรจะเห็น... บนข้อมือของหญิงสาวที่ยืนตรงหน้า ไม่มีรอยแผลเป็นจากอุบัติเหตุที่เขายังคงฝังใจอยู่เลยสักนิด แต่สิ่งที่เขามองเห็นชัดเจนยิ่งกว่า คือ 'เงา' ของเขาเองที่กำลังทอดทับร่างของเธออยู่บนพื้นร้าน!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษกับสมุดบันทึกสีน้ำตาลนะคะ หวังว่าคุณจะพบแสงแดดในใจตัวเองบ้างแล้วค่ะ
บันทึกที่ไม่ได้ตั้งใจให้ใครอ่าน: 65 วันของการตามหาตัวเอง•ตอนที่ 10
แสงแดดตอนเช้าที่หน้าต่าง
ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกที่ไม่ได้ตั้งใจให้ใครอ่าน: 65 วันของการตามหาตัวเอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!