บันทึกที่ไม่ได้ตั้งใจให้ใครอ่าน: 65 วันของการตามหาตัวเอง•ตอนที่ 34

เป็นผู้ฟังบ้าง

ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
"ในที่สุดก็เจอตัวเสียที... ทั้งสองคนเลย" น้ำเสียงของชายคนนั้นราบเรียบ ทว่าทุกพยางค์กลับเหมือนเข็มเล่มเล็กที่ทิ่มแทงลงบนแผ่นหลังของธันวา ฉันวางปากกาในมือลงช้าๆ บรรยากาศในร้านหนังสือเก่าของคุณยายละมุนที่เคยอบอวลไปด้วยกลิ่นกระดาษและวันเวลาที่หยุดนิ่ง กลับบีบคั้นจนอากาศรอบตัวดูจะเบาบางลงอย่างประหลาด ธันวาค่อยๆ หันกลับไป แววตาของเขาที่เคยนิ่งเฉยในตอนแรก บัดนี้ไหวระริกด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก ราวกับกระจกเงาที่กำลังร้าวรานจากแรงกระแทกจากภายใน ส่วนคุณยายละมุน ท่านเพียงแต่ประคองถ้วยชาอุ่นๆ ไว้ในมือ ดวงตาฝ้าฟางคู่นั้นกวาดมองผู้มาเยือนด้วยความสงบที่น่าเกรงขามมากกว่าความกลัว "คุณมีธุระอะไรกับคนสองคนที่กำลังพยายามลืมโลกใบเดิมหรือคะ?" ฉันเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของฉันเรียบสนิท แต่ในใจกลับเต้นรัวเหมือนกลองชุดที่ไร้จังหวะ ชายคนนั้น—'คุณคีริน' อดีตหัวหน้างานผู้เปี่ยมด้วยตรรกะและอำนาจ—ก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะไม้ตัวเดิม เขาดึงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามออกแล้วนั่งลงโดยไม่รอคำเชิญ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงของเขาตีรวนกับกลิ่นหนังสือเก่าจนชวนเวียนหัว เขาไม่ได้มองฉัน แต่จ้องเขม็งไปที่ธันวาที่นั่งตัวเกร็งอยู่ข้างๆ "ผมไม่ได้มาเพื่อทวงงานที่ค้างคา" คีรินพูดพลางปลดเนกไทออกเล็กน้อย ท่าทางของเขาดูเหนื่อยล้าจนเกือบจะพังทลาย "แต่ผมมาเพราะ... ผมไม่เหลือที่ให้ไปแล้ว" คำสารภาพนั้นทำให้ฉันชะงัก ประสบการณ์ที่เคยผ่านความมืดมิดในวันวานสอนให้ฉันรู้ว่า เมื่อคนที่มีอำนาจล้นฟ้าเอ่ยคำว่า ‘ไม่เหลือที่ไป’ มันคือเสียงร้องขอความช่วยเหลือที่ดังที่สุดและน่าสมเพชที่สุดในเวลาเดียวกัน ธันวาเม้มปากแน่น เขาไม่ใช่คนใจร้าย แต่การเห็นคนที่เคยบดขยี้ชีวิตเขามานั่งอยู่ตรงหน้าด้วยสภาพนี้ มันสร้างความสับสนจนเขาพูดไม่ออก ฉันจึงเอื้อมมือไปแตะแขนธันวาเบาๆ เป็นสัญญาณว่า ‘ให้ฉันจัดการเอง’ "การเป็นคนฟังน่ะ... บางครั้งมันเหนื่อยกว่าการเป็นคนพูดนะคะคุณคีริน" ฉันรินชาใส่ถ้วยเปล่าอีกใบแล้วเลื่อนไปตรงหน้าเขา "โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องรับฟังเสียงหัวใจตัวเองที่พังยับเยินจากการวิ่งไล่ตามความสำเร็จที่ไม่มีอยู่จริง" คีรินหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่แห้งผากและแฝงไปด้วยความขมขื่น "คุณคงจะดีใจสินะ ที่เห็นผมในสภาพนี้ ธันวา... นายคงสะใจมากใช่ไหม ที่เห็นคนแบบผมต้องมานั่งหอบหายใจในร้านหนังสือซอมซ่อแบบนี้?" ธันวาเงยหน้าขึ้น สายตาของเขาไม่ได้มีความโกรธแค้นอย่างที่คีรินคาดหวัง เขามองคีรินด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเข้าใจ—สายตาแบบเดียวกับที่คุณยายละมุนมักจะใช้มองเราเสมอ "ผมไม่สะใจหรอกครับ" ธันวาตอบเสียงนุ่ม "เพราะผมเคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว จุดที่รู้สึกว่าทุกอย่างที่สร้างมาตลอดสิบปีมันว่างเปล่า เหมือนกับเรากำลังก่อปราสาททรายท่ามกลางพายุเข้า ผมไม่ได้รู้สึกสะใจ... แต่ผมรู้สึกเสียใจแทนคุณ ที่คุณต้องใช้เวลานานขนาดนี้กว่าจะรู้ตัวว่าคุณลืมฟังเสียงตัวเองไปนานแค่ไหน" คำพูดของธันวาเหมือนค้อนที่ทุบลงบนกำแพงน้ำแข็งในใจของคีริน เขาเงียบไปนาน มือที่สั่นเทาค่อยๆ ประคองถ้วยชาขึ้นจิบ ความเงียบเข้าปกคลุมร้านหนังสือ มีเพียงเสียงเข็มนาฬิกาโบราณที่เดินไปอย่างเนิบนาบ เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกว่าบทบาทของ 'ผู้ฟัง' นั้นทรงพลังเพียงใด การยอมรับฟังความเจ็บปวดของศัตรู ไม่ใช่เพื่อให้อภัย แต่เพื่อจะก้าวข้ามความเป็นอริไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียม "ผม... ทำงานจนลืมครอบครัว ลืมสุขภาพ ลืมแม้กระทั่งว่าตัวเองเคยชอบฟังเสียงเปียโน" คีรินเปรยออกมา เสียงของเขาสั่นเครือ "ตอนนี้ครอบครัวผมไม่อยู่แล้ว บ้านที่ใหญ่โตมันก็เหลือแค่เสียงสะท้อน... ผมไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดี" ฉันมองหน้าธันวา เห็นเงาสะท้อนของตัวเองในแววตาของเขา เราต่างรู้ดีว่านี่ไม่ใช่จุดจบของปัญหา แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความเจ็บปวดที่แท้จริง—ความเจ็บปวดจากการยอมรับความจริง ทว่าในจังหวะที่ฉันกำลังจะเอ่ยคำแนะนำที่คิดว่าดีที่สุด เสียงกระดิ่งหน้าร้านก็ดังขึ้นกริ๊งใหญ่ ประตูไม้เปิดออกกว้างพร้อมกับร่างของใครบางคนที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมาปรากฏตัวที่นี่ในวินาทีนี้ เป็น 'คุณริน' ภรรยาของคีรินที่หายตัวไปนานนับปี เธอยืนนิ่งอยู่หน้าประตู ดวงตาคู่สวยจับจ้องไปที่คีรินด้วยความว่างเปล่า ก่อนจะหันมามองที่ฉันและธันวาด้วยสายตาที่เด็ดขาดจนน่าขนลุก "ฉันคิดไว้แล้วว่าคุณต้องมาที่นี่" เธอกล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะ แล้ววางเอกสารซองสีน้ำตาลลงตรงกลาง "คีริน... นี่คือสิ่งสุดท้ายที่คุณต้องฟังจากฉัน เพื่อที่เราจะได้จบเรื่องนี้เสียที" ธันวามองซองเอกสารนั้นด้วยสีหน้าซีดเผือด ขณะที่คีรินมือไม้สั่นจนทำถ้วยชาเกือบตกพื้น สิ่งที่ซ่อนอยู่ในซองนั้นอาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่เปลี่ยนชีวิตของเราทุกคนไปตลอดกาล หรือมันอาจจะเป็นจุดจบที่ไม่มีใครหวนกลับมาแก้ไขได้อีกเลย ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันความรู้สึกผ่านตัวอักษรของสมุดบันทึกสีน้ำตาลเสมอนะคะ
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกที่ไม่ได้ตั้งใจให้ใครอ่าน: 65 วันของการตามหาตัวเอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%