“หนูไม่ได้ร้องไห้เพราะเสียใจค่ะคุณยาย... แต่หนูแค่ไม่รู้ว่าจะหยุดมันยังไง”
ฉันเอ่ยประโยคนี้ออกมาในขณะที่มือยังคงกำปากกาหมึกซึมแน่น จนปลายนิ้วเปลี่ยนเป็นสีซีดขาว บนโต๊ะไม้เก่าๆ ในร้านหนังสือของคุณยายละมุน มีหยดน้ำตาเม็ดหนึ่งตกลงมา กระทบลงบนหน้ากระดาษของสมุดบันทึกสีน้ำตาลจนหมึกสีดำเริ่มเบลอตัว ขยายวงกว้างราวกับความรู้สึกในใจที่กำลังฟุ้งกระจาย
คุณยายละมุนไม่ได้ตอบอะไรในทันที ท่านเพียงแค่วางถ้วยชาอุ่นๆ ลงบนจานรอง เสียงกระทบที่แผ่วเบานั้นกลับดังก้องในความเงียบงันที่แสนอึดอัด ท่านขยับแว่นสายตาเล็กน้อย ก่อนจะมองมาที่ฉันด้วยสายตาที่ไม่ได้มีคำตัดสิน แต่กลับเต็มไปด้วยความเข้าใจอย่างประหลาด
“น้ำตาที่ไหลโดยไม่มีเหตุผล มักจะเป็นน้ำตาที่ทำงานหนักที่สุดนะธันวา” ท่านเอ่ยเสียงนุ่ม “มันเหมือนกับเครื่องกรองน้ำที่เต็มไปด้วยตะกอนน่ะลูก พอถึงจุดที่มันแบกรับไม่ไหว มันก็ต้องล้นออกมา เพื่อให้ข้างในนั้นยังมีพื้นที่เหลือให้หายใจบ้าง”
“แต่หนูเหนื่อยเหลือเกินค่ะ” ฉันก้มหน้ามองหยดน้ำที่ทำลายหน้ากระดาษ “หนูพยายามจะเป็นคนเข้มแข็ง พยายามทำตัวให้เหมือนพนักงานออฟฟิศที่จัดการชีวิตได้ดี พยายามขีดเขียนทุกอย่างลงไปในสมุดเล่มนี้เพื่อจัดระเบียบความคิด แต่กลายเป็นว่า... ยิ่งเขียน ยิ่งเจอสิ่งที่ซ่อนไว้ลึกขึ้น เหมือนหนูกำลังขุดหลุมฝังตัวเองด้วยปากกาเล่มเดียว”
ฉันเงยหน้าขึ้นมองรอบตัว กลิ่นกระดาษเก่าและฝุ่นจางๆ ที่อบอวลอยู่ในร้านของคุณยายละมุนทำให้ฉันรู้สึกปลอดภัย แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เหมือนเป็นคุกที่กักขังความทรงจำที่ฉันพยายามลืมไปเสียสนิท โดยเฉพาะบันทึกเล่มนี้—บันทึกที่เหมือนจะเล่าเรื่องชีวิตของฉัน แต่มันกลับค่อยๆ แฉความจริงที่ฉันไม่อาจยอมรับได้ว่า ‘ฉันไม่ได้อยากกลับไปเป็นคนเดิมที่ทำงานงกๆ เพื่อรอวันเกษียณอีกต่อไปแล้ว’
“ธันวา... หนูเคยลองปล่อยให้ตัวเองพังดูบ้างไหม?” คุณยายถามขึ้นลอยๆ
“พังเหรอคะ?”
“ใช่ พังลงมาตรงนี้ พังต่อหน้าความจริงที่หนูกำลังเขียนอยู่เนี่ย” ท่านชี้มาที่สมุดสีน้ำตาล “หนูมัวแต่พยายามซ่อมมัน พยายามให้คำพูดในสมุดเล่มนี้ดูดี ดูมีความหมาย ทั้งที่จริงๆ แล้ว ในวันที่หนูรู้สึกเหมือนโลกจะแตกสลาย หนูไม่จำเป็นต้องเขียนบทสรุปที่งดงามหรอกนะ”
คำพูดนั้นจี้ลงมาที่กลางใจฉันพอดี ฉันไม่ได้ร้องไห้เพราะเสียใจกับเหตุการณ์ในชีวิต แต่มันคือการปะทุของตัวตนที่ถูกกดทับมานานนับปี ความเปราะบางที่ฉันซ่อนไว้ภายใต้เสื้อเชิ้ตสีเรียบๆ และท่าทีนิ่งเฉยในออฟฟิศเริ่มระเบิดออกมาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย
มือที่สั่นเทาของฉันตัดสินใจคว้าหน้ากระดาษที่ยังว่างอยู่ แล้วตวัดปากกาลงไปอย่างบ้าคลั่ง ฉันไม่ได้เขียนถึงเหตุการณ์ที่พบเจอ แต่ฉันเขียนถึง ‘ความล้มเหลว’ ที่ฉันเฝ้าปกปิด ฉันเขียนความเกลียดชังที่มีต่อตารางเวลาเดิมๆ ความกลัวที่ต้องตื่นมาเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าในใจ ความอิจฉาเล็กๆ ที่เห็นคนอื่นกล้าเดินตามฝัน ในขณะที่ฉันทำได้แค่ก้มหน้ายอมรับความมั่นคงจอมปลอม
ยิ่งเขียน น้ำตายิ่งไหลพรั่งพรูออกมาโดยไม่อาจกลั้น เหมือนเขื่อนที่ถูกทุบทำลายจนราบคาบ
“ฮึก... หนูไม่ไหวแล้วค่ะคุณยาย หนูไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวหนูเองคือใคร” เสียงสะอื้นหลุดรอดออกมา ฉันฟุบหน้าลงกับโต๊ะไม้ที่สากมือ ปล่อยให้ความโศกเศร้าที่ไร้ชื่อเรียกไหลออกมาจนหมดสิ้น ความเงียบในร้านถูกแทนที่ด้วยเสียงสะอื้นของฉันที่เป็นจังหวะและหนักหน่วง
คุณยายละมุนลุกขึ้นช้าๆ ท่านเดินอ้อมมาข้างหลังแล้ววางมือที่เหี่ยวย่นแต่เต็มไปด้วยพลังลงบนบ่าของฉัน ท่านไม่พูดอะไร เพียงแค่บีบไหล่เบาๆ เป็นเชิงปลอบประโลมให้ฉันรู้ว่า ฉันได้รับอนุญาตให้เปราะบางได้โดยไม่ต้องเขินอาย
เวลาผ่านไปนานแค่ไหนไม่รู้ จนกระทั่งเสียงสะอื้นเริ่มผ่อนลง เหลือเพียงลมหายใจที่ติดขัด ฉันเช็ดหน้าด้วยหลังมืออย่างลวกๆ แล้วเงยหน้าขึ้นมองตัวเองในเงาสะท้อนของกระจกบานเก่าที่ตั้งอยู่มุมห้อง ดวงตาที่บวมช้ำของฉันดูแปลกไป แต่มันกลับดู ‘มีชีวิต’ มากกว่าทุกวันที่ผ่านมา
“หนูรู้สึกเหมือน... ได้เอาบางอย่างออกไปจากอกแล้วค่ะ” ฉันกระซิบ
“นั่นแหละค่ะ คือก้าวแรกของการเริ่มบันทึกบทใหม่” คุณยายยิ้มบางๆ แล้วกลับไปนั่งที่เก้าอี้ของท่าน “แต่จงจำไว้ว่า เมื่อหนูได้ระบายความจริงที่อัดอั้นออกไปแล้ว สิ่งที่หนูเขียนต่อจากนี้... มันจะไม่ใช่แค่สมุดบันทึกธรรมดาอีกต่อไป”
ฉันขมวดคิ้วสงสัย หยิบสมุดเล่มสีน้ำตาลขึ้นมาดู หน้ากระดาษที่เปียกชุ่มด้วยน้ำตาเริ่มแห้ง ทว่าหมึกสีดำที่ฉันตวัดเขียนด้วยอารมณ์ชั่ววูบเมื่อครู่ กลับไม่ได้อ่านได้ใจความอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่มันกลับกลายเป็นตัวอักษรที่ร้อยเรียงกันอย่างประหลาด ราวกับมีใครอีกคนมาช่วยเติมเต็มประโยคที่ฉันคิดไม่จบ
ในจังหวะที่ฉันกำลังจะปิดสมุดเพื่อจัดระเบียบความคิด ประตูกระจกหน้าร้านก็ส่งเสียงกระดิ่งดังกังวานขึ้นมาขัดจังหวะ บรรยากาศอบอุ่นในร้านดูเหมือนจะเย็นเยียบลงทันทีเมื่อร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวเข้ามา เขาสวมชุดสูทสีเข้มที่ดูขัดกับร้านหนังสือเก่าๆ แห่งนี้อย่างสิ้นเชิง
เขามองตรงมาที่ฉัน สายตาของเขาคมกริบราวกับใบมีดที่กรีดผ่านความเงียบ ก่อนที่เขาจะขยับยิ้มที่มุมปาก แล้วเอ่ยประโยคที่ทำให้ฉันถึงกับตัวแข็งทื่อ
“คุณลืมสิ่งนี้ไว้ในที่ที่พวกเขาไม่ควรพบมัน... และผมคิดว่า มันถึงเวลาที่ต้องส่งคืนเจ้าของตัวจริงแล้ว”
เขาวางสมุดบันทึกอีกเล่มหนึ่งที่มีหน้าตาเหมือนของฉันทุกประการ... ยกเว้นเพียงแค่ มันเป็นสีดำสนิท และมีคราบเลือดจางๆ ติดอยู่ที่ขอบกระดาษ
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับธันวานะคะ หวังว่าบทนี้จะทำให้หัวใจของทุกคนได้ปลดปล่อยเช่นกันค่ะ
บันทึกที่ไม่ได้ตั้งใจให้ใครอ่าน: 65 วันของการตามหาตัวเอง•ตอนที่ 15
น้ำตาที่ไหลโดยไม่มีเหตุผล
ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกที่ไม่ได้ตั้งใจให้ใครอ่าน: 65 วันของการตามหาตัวเอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!