“อย่าเรียกฉันด้วยชื่อนั้น ถ้าเธอยังไม่รู้ว่าเจ้าของชื่อจริงๆ เขาหายไปไหน”
ฉันแค่นเสียงในลำคอ พยายามบังคับมือที่สั่นเทาไม่ให้แสดงความอ่อนแอออกมาต่อหน้าผู้หญิงแปลกหน้าที่สวมรอยเป็นเงาสะท้อนของฉัน รอยเย็บที่มุมปากของเธอขยับตามแรงยิ้มอย่างน่าสยดสยอง มันไม่ใช่รอยยิ้มของมนุษย์ที่เปี่ยมด้วยความรู้สึก แต่มันคือรอยยิ้มที่ถูกขีดเขียนขึ้นด้วยความประสงค์ร้าย
“ธันวา... ชื่อที่ไพเราะจะตายไป ทำไมต้องทำหน้าเหมือนเห็นผีขนาดนั้นล่ะ”
เธอโน้มตัวเข้ามาใกล้จนฉันได้กลิ่นกระดาษเก่าและฝุ่นดิน กลิ่นเดียวกับที่อบอวลอยู่ในร้านหนังสือของคุณยายละมุน ก่อนที่เธอจะถอยกรูดออกไปเมื่อฉันคว้าสมุดบันทึกเล่มสีน้ำตาลที่วางอยู่ข้างตัวขึ้นมาแนบอก ฉันไม่ได้ตอบโต้ด้วยถ้อยคำ แต่ถอยหลังหนีออกมาจากมุมมืดของซอกตึกนั้นอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่ขาจะพาไปได้ หัวใจของฉันเต้นรัวเหมือนกลองที่ถูกตีด้วยความหวาดกลัว จนกระทั่งมาหยุดยืนหอบหายใจอยู่หน้าประตูร้านหนังสือเก่าของคุณยายละมุน
ภายในร้านยังคงอบอวลด้วยความเงียบที่ให้ความรู้สึกปลอดภัย คุณยายละมุนนั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้เก่าคร่ำ สายตาฝ้าฟางของท่านมองทะลุผ่านเลนส์แว่นหนามาที่ฉัน ท่านไม่ได้ถามว่าเกิดอะไรขึ้น เพียงแค่พยักหน้าเบาๆ แล้วส่งถ้วยชาอุ่นๆ มาให้
“บางครั้ง ความเงียบก็เป็นที่พักพิงที่ดีที่สุดนะจ๊ะ... ธันวา” คุณยายเอ่ยขึ้นโดยไม่ต้องรอให้ฉันเริ่มบทสนทนา ท่านวางมือเหี่ยวย่นลงบนปกสมุดสีน้ำตาลที่ฉันกอดไว้ “ลองเปิดอ่านดูสิ สิ่งที่เธอเคยทำหล่นหายไปในอดีต อาจจะกำลังรอให้เธอหยิบมันขึ้นมาปัดฝุ่น”
ฉันทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวโปรด มือสั่นเทาค่อยๆ คลี่ปกสมุดที่กรอบเกรียมตามกาลเวลาออก หน้ากระดาษเหลืองนวลเต็มไปด้วยลายมือของเด็กหญิงตัวน้อยที่ยังไม่รู้จักคำว่าเหนื่อยล้า... ลายมือของ 'ฉัน' ในวัยสิบขวบ
*“โตขึ้น ฉันอยากเป็นนักเดินทาง... ไม่ใช่เดินทางเพื่อไปที่ไกลๆ แต่เดินทางเพื่อตามหาว่า ‘รอยยิ้มที่แท้จริง’ ของฉันมันซ่อนอยู่ที่ไหน”*
ประโยคแรกที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาหยดน้ำตาร่วงหล่นลงบนกระดาษอย่างห้ามไม่ได้ ความรู้สึกเหมือนถูกกระชากย้อนเวลากลับไปในวันที่ความฝันเป็นเรื่องที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่การทำงานงกๆ เพื่อรอคอยวันหยุดสุดสัปดาห์ไปวันๆ ฉันจำได้แม่น... ในตอนนั้น ฉันมีความสุขกับการวาดภาพท้องฟ้า ความสุขที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับยอดเงินในบัญชีหรือคำชมจากหัวหน้างาน
ฉันพลิกหน้าถัดไปเรื่อยๆ บันทึกหน้าหนึ่งเขียนไว้ด้วยหมึกสีน้ำเงินเข้มว่า *‘ถ้าวันหนึ่งฉันลืมว่าฉันเป็นใคร ขอให้สมุดเล่มนี้เตือนฉันว่า ฉันเคยเป็นเด็กหญิงที่กล้าหาญเพียงใด’*
ความเจ็บปวดแล่นริ้วเข้ามาในอก คำถามที่ว่า ‘ฉันกลายเป็นคนแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่’ เริ่มกัดกินหัวใจ ฉันไม่ใช่แค่สูญเสียไฟในการทำงาน แต่ฉันสูญเสียตัวตนไปพร้อมๆ กับการเติบโตที่เป็นไปตามความคาดหวังของสังคม
“ยายคะ...” ฉันเงยหน้าขึ้น มองคุณยายละมุนที่ยืนกอดอกพิงชั้นหนังสือ “ทำไมสิ่งที่หนูเขียนไว้ตอนเด็ก มันถึงดูเหมือนคนแปลกหน้าเหลือเกินคะ มันเหมือนเป็นเรื่องของใครอีกคน... ไม่ใช่หนู”
คุณยายละมุนขยับยิ้มบางๆ ที่มุมปาก “เพราะโลกใบนี้ชอบขโมยความฝันของเราไปทีละน้อยไงล่ะจ๊ะ ธันวา มันขโมยไปในรูปแบบของ ‘ความรับผิดชอบ’ ในรูปแบบของ ‘เงินเดือนที่มั่นคง’ แล้ววันหนึ่ง เธอก็จะเหลือแค่เปลือกที่ว่างเปล่า... เหมือนคนที่เธอไปเจอมานั่นแหละ”
คำพูดของคุณยายเปรียบเสมือนก้อนน้ำแข็งที่แปะลงบนแผลสด ฉันนึกถึงผู้หญิงคนนั้น... ผู้หญิงที่มีรอยเย็บที่มุมปาก รอยเย็บที่เหมือนถูก ‘ซ่อมแซม’ มาจากความพังทลายบางอย่าง หรือนั่นคือ ‘ธันวา’ ที่ถูกหล่อหลอมด้วยความเจ็บปวดจนกลายเป็นอีกคนไปแล้ว?
ฉันพลิกไปยังหน้าบันทึกหน้าต่อมา ลายมือที่เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น มันมีความสับสน ความเหงา และความพยายามที่จะเป็นที่ยอมรับแทรกซึมอยู่ในทุกตัวอักษร แต่มันมีบรรทัดหนึ่งที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ ราวกับถูกบังคับให้เขียน... *‘อย่าเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น เพราะความจริงมักจะซ่อนอยู่หลังรอยยิ้มเสมอ’*
ทันใดนั้นเอง เสียงกริ่งหน้าร้านก็ดังขึ้น... *กริ๊ง*
ฉันสะดุ้งสุดตัว มือที่ถือสมุดสั่นจนกระดาษเกือบขาด บานประตูร้านเปิดออกช้าๆ ลมหนาวข้างนอกกรูเข้ามาจนฉันขนลุกเกรียว ไม่ใช่ลูกค้า ไม่ใช่คนที่ผ่านทางมา แต่เป็นร่างของหญิงสาวคนเดิมที่ฉันเพิ่งหนีมา... เธอเดินเข้ามาด้วยท่าทางเยือกเย็นดั่งหุ่นยนต์ รอยเย็บที่มุมปากของเธอเริ่มมีของเหลวสีเข้มไหลซึมออกมาทีละน้อย
เธอหยุดยืนตรงหน้าเคาน์เตอร์ สายตาจับจ้องมาที่สมุดในมือฉัน ก่อนจะแสยะยิ้มที่กว้างกว่าเดิมจนเห็นรอยแยกที่น่ากลัว “เจอตัวแล้ว... หน้าที่เธอต้องอ่านต่อ มันไม่ได้อยู่ในสมุดเล่มนั้นหรอกนะธันวา แต่มันอยู่ในความลับที่ยายของเธอ ‘จงใจ’ เก็บเอาไว้”
คุณยายละมุนถอนหายใจยาว ท่านไม่ตกใจเลยแม้แต่น้อย แต่กลับหยิบกุญแจดอกเก่าออกจากคอเสื้อ แล้วยื่นให้ฉัน “ธันวา... ถึงเวลาที่เธอต้องตัดสินใจแล้ว ว่าจะเป็น ‘บันทึกที่ถูกอ่าน’ หรือจะเป็น ‘คนเขียน’ ที่ลิขิตชะตาตัวเอง”
ผู้หญิงคนนั้นพุ่งตัวเข้ามาด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ มือของเธอเอื้อมมาคว้าข้อมือฉันไว้แน่น ความเย็นจากปลายนิ้วของเธอทำเอาฉันชาไปทั้งร่าง ในจังหวะที่ฉันกำลังจะตะโกนขอความช่วยเหลือ เธอกลับกระซิบข้างหูฉันด้วยเสียงที่เย็นเยียบกว่าน้ำแข็ง “ถ้าเธอเปิดหน้าสุดท้าย... ตัวตนของเธอในโลกนี้ จะไม่มีอยู่อีกต่อไป”
สมุดในมือของฉันสั่นไหวอย่างรุนแรง ภาพในอดีตเริ่มบิดเบี้ยว กลายเป็นมวลหมอกสีเทาที่พุ่งเข้าใส่ดวงตาของฉันทุกทิศทาง... ฉันควรรักษา ‘ความทรงจำ’ ที่ว่างเปล่า หรือจะเลือกก้าวไปสู่ความจริงที่อาจจะพรากวิญญาณของฉันไปตลอดกาล?
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางและค้นหาความหมายของชีวิตไปพร้อมกับสมุดบันทึกเล่มนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
บันทึกที่ไม่ได้ตั้งใจให้ใครอ่าน: 65 วันของการตามหาตัวเอง•ตอนที่ 4
ความเงียบที่พูดได้
ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกที่ไม่ได้ตั้งใจให้ใครอ่าน: 65 วันของการตามหาตัวเอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!