แก้วคริスタルเจียระไนในมือของรินรดาสั่นไหวเล็กน้อย ยามเมื่อปลายนิ้วแกร่งของใครบางคนจงใจแตะทับลงบนหลังมือของเธอขณะยื่นส่งเครื่องดื่มให้ บรรยากาศภายในห้องจัดเลี้ยงส่วนตัวของโรงแรมหรูอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความอึดอัดที่กรุ่นระอุราวกับลาวาใต้พื้นโลก คินน์ อัครเดโช ไม่ได้ขยับกายหนี เขากลับจงใจโน้มตัวเข้ามาใกล้จนกลิ่นกายบุรุษผสมผสานกับน้ำหอมกลิ่นไม้กฤษณาจางๆ โอบล้อมร่างระหงของอดีตภรรยาไว้ในอาณาเขตของเขา
"คุณดูจะชอบแชมเปญยี่ห้อนี้เป็นพิเศษนะ... ริน"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เคยใช้เอ่ยวาจาเชือดเฉือนเธออย่างไร้เยื่อใยในอดีต บัดนี้กลับพร่าเลือนและเจือไปด้วยกระแสเสียงบางเบาที่ชวนให้หัวใจกระตุกวูบ รินรดากลืนก้อนความขมขื่นลงคออย่างยากลำบาก เธอเบือนหน้าหนีจากแผงอกกว้างที่ขยับเข้าใกล้จนชิด แต่ทว่าความทรงจำสีเลือดในคืนวันเก่าๆ กลับพรั่งพรูเข้ามาในโสตประสาทอย่างไม่อาจห้าม
สัมผัสอุ่นร้อนในคืนที่ฝนตกกระหน่ำเมื่อสามปีก่อน... คืนที่เขาย่ำยีหัวใจเธอด้วยความเย็นชา แต่ร่างกายของพวกเขากลับหลอมรวมกันด้วยแรงปรารถนาอันบ้าคลั่ง สัมผัสจากปลายนิ้วที่ลูบไล้ไปตามแนวสันหลัง ขдиดความรู้สึกวาบหวามที่เธอพยายามฝังกลบมันลงไปในหลุมศพแห่งความเกลียดชัง กลับถูกปลุกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งเพียงแค่เขากลับมาอยู่ใกล้ในระยะประชิดเช่นนี้
"กรุณาให้เกียรติฉันด้วยค่ะ, คุณคินน์" รินรดาเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตากลมโตที่เคยซ่อนความอ่อนแอไว้เบื้องหลังแว่นตากรอบบาง บัดนี้สุกสกาวและแข็งกร้าวขึ้นยามจ้องมองสบตาเขา "เราต่างคนต่างเดินมาไกลเกินกว่าจะยืนอยู่ในจุดที่ต้องมาทักทายกันเรื่องรสนิยมส่วนตัวแล้วนะคะ"
"ไกลงั้นหรือ..." คินน์แค่นหัวเราะในลำคอ นัยน์ตาคมกริบกวาดมองสำรวจเรือนร่างระหงในชุดราตรีผ้าไหมสีนิลที่ขับผิวเนียนผุดผ่องให้โดดเด่นยิ่งขึ้น เขารู้ดีว่าเธอเปลี่ยนไปแล้ว รินรดาคนเดิมที่เคยร้องไห้อ้อนวอนขอความรักจากเขาได้หายสาบสูญไป เหลือเพียงดีไซเนอร์สาวผู้ทรงเสน่ห์และเยือกเย็นเกินกว่าที่ใครจะเอื้อมถึง ทว่า ยิ่งเธอดizaยโสและเย่อหยิ่งใส่เขามากเท่าไหร่ ความกระหายที่จะพังทลายกำแพงน้ำแข็งนั้นก็ยิ่งแผดเผาอยู่ในอกของเขามากขึ้นเท่านั้น
มือแกร่งไม่ยอมถอยห่าง เขากลับฉวยโอกาสรวบเอวคอดกิ่วของเธอเข้ามาแนบชิดติดกายอย่างรวดเร็ว แรงปะทะทำให้ลมหายใจของรินรดาสะดุดกึก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อแผ่นหลังของเธอถูกดันให้แนบติดกับบานประตูห้องพักผ่อนส่วนตัวที่ปลอดผู้คน
"ปล่อยฉันนะ!" เธอพยายามขัดขืน ดันอกกว้างออกด้วยเรียวแรงทั้งหมดที่มี แต่คินน์กลับยิ่งใช้วงแขนแข็งแรงราวกับคีมเหล็กโอบรัดเธอไว้แน่นขึ้น ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดอยู่ข้างกกหู สร้างความปั่นป่วนจนขนลุกชันไปทั่วร่าง
"ทำไมล่ะริน... สัมผัสของผมมันน่ารังเกียจขนาดนั้นเลยหรือไง" เสียงกระซิบพร่าชิดริมฝีปากทำให้สมองของเธอกลายเป็นสีขาวโพลน คินน์จงใจกดริมฝีปากลงบนซอกคอระหงแผ่วเบา ราวกับจะทดสอบความอดทนที่เหลืออยู่น้อยนิดของอดีตภรรยา สัมผัสวาบหวามที่คุ้นเคยแล่นริ้วผ่านผิวเนื้อจนร่างบางสะท้านเฮือก ความทรงจำอันเร่าร้อนในอดีตซ้อนทับขึ้นมาอย่างรุนแรงจนเธอแทบจะทรงตัวไม่อยู่
"หยุดนะ... คินน์... อย่าทำแบบนี้" น้ำเสียงที่พยายามจะให้ความเข้มแข็งกลับสั่นเครืออย่างน่าสมเพช รินรดาเม้มริมฝีปากแน่นเมื่อสัมผัสอันจาบจ้วงแต่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาดกำลังทำให้เกราะป้องกันของเธอกำลังจะพังทลาย กลิ่นอายความเป็นชายที่เธอเคยหลงใหลและเจ็บปวดในเวลาเดียวกันกำลังโอบล้อม ปลุกเร้าไฟสวาปามที่ถูกกักเก็บไว้แรมปีให้ตื่นขึ้นมาทวงบัลลังก์
คินน์เงยหน้าขึ้นสบตาเเววตาที่ฉายแววสับสนและรintรันในความรู้สึกของเธอ นิ้วเรียวของเขาเกลี่ยปอยผมที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้มออกอย่างทะนุถนอม ซึ่งเป็นกิริยาที่อ่อนโยนจนน่าประหลาดใจ—อ่อนโยนเสียจนรินรดาเกือบจะลืมไปว่าผู้ชายคนนี้เคยใจร้ายกับเธอแค่ไหน
"ผมคิดถึงคุณ..." คำสารภาพที่หลุดลอดออกมาจากริมฝีปากหยักลึกทำให้หัวใจของรินรดาเต้นผิดจังหวะ มันไม่ใช่คำพูดที่มาจากความเย่อหยิ่ง แต่มันคือเสียงครางต่ำที่สะท้อนความเจ็บปวดและความสำนึกผิดอย่างแท้จริง มือใหญ่เลื่อนขึ้นประคองใบหน้าหวาน สัมผัสนั้นเต็มไปด้วยความโหยหาที่อัดอั้นมาเนิ่นนาน
รินรดานิ่งงัง เธอมองลึกลงไปในดวงตาคมคายคู่นั้นและพบกับเงาความมืดมนและความโดดเดี่ยวที่กัดกินหัวใจเขามาตลอดสามปี แรงดึงดูดระหว่างพวกเขารุนแรงเสียจนแรงต้านทานทั้งหมดมลายหายไป ริมฝีปากหยักอุ่นจัดทาบทับลงมาบนกลีบปากนุ่มของเธออย่างแผ่วเบาก่อนจะเริ่มบดขยี้ด้วยความเรียกร้องและโหยหา
ไม่มีการขัดขืนอีกต่อไป... รินรดาเผยริมฝีปากออกอย่างไร้เรี่ยวแรงปล่อยให้รสจูบอันลึกซึ้งและเร่าร้อนกลืนกินสติสัมปชัญญะของเธอไปจนหมดสิ้น มือเรียวที่เคยผลักไส บัดนี้กลับเปลี่ยนเป็นกำเสื้อสูทของเขาแน่นเพื่อยึดเหนี่ยวร่างตัวเองไว้ ท่ามกลางความมืดสลัวของห้องพักผ่อน เสียงลมหายใจหอบกระชั้นและเสียงหัวใจที่เต้นรัวเร็วดังประสานกันราวกับบทเพลงแห่งการลงทัณฑ์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด
แต่ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่สติกำลังจะหลุดลอยไปกับห้วงอารมณ์เสน่หาอันวาบหวาม เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะ ราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางความเงียบงัน
"คุณคินน์คะ? ดิฉันเอาเอกสารงบประมาณมาให้เซ็นค่ะ... คุณอยู่ในนี้หรือเปล่าคะ?"
เสียงหวานใสของเลขาหน้าห้องดังแทรกเข้ามา พร้อมกับเสียงบิดลูกบิดประตูที่กำลังจะถูกเปิดออก! คินน์ผละริมฝีปากออกอย่างไม่เต็มใจนัก นัยน์ตาคมกริบฉายแววหงุดหงิดระคนกรุ่นโกรธ ขณะที่รินรดาสะดุ้งสุดตัว สติสัมปชัญญะทั้งหมดกลับคืนมาในพริบตา เธอรีบผลักร่างหนาออกสุดแรงเกิด จัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เข้าที่ด้วยมืออันสั่นเทา ลมหายใจหอบสะท้านยังคงไม่สงบลง
ทว่า ก่อนที่รินรดาจะทันได้ก้าวเดินหนีออกไปทางประตูด้านหลัง คินน์กลับคว้าข้อมือเธอไว้แน่น ดวงตาคมกริบมองตรงมาที่เธอด้วยประกายความรู้สึกที่ซับซ้อนยากจะคาดเดา และก่อนที่เขาจะหันไปเปิดประตูเพื่อรับเอกสารจากเลขา สายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นกระเป๋าเอกสารหนังแท้ของรินรดาที่วางอยู่บนโซฟา—ซิปกระเป๋าเปิดอ้าออกเล็กน้อย เผยให้เห็นเอกสารแผ่นหนึ่งที่ร่วงหล่นออกมาบางส่วน
มันคือรายงานการประเมินทรัพย์สิน... และภาพถ่ายของเด็กชายวัยสองขวบคนหนึ่งที่มีใบหน้าถอดแบบมาจากคินน์ อัครเดโช ราวกับพิมพ์เดียวกัน ไม่มีผิดเพี้ยน!
ด้วยความตกใจและรีบร้อน รินรดารีบพุ่งเข้าไปคว้ากระเป๋าใบนั้นเพื่อจะเก็บซ่อน แต่ช้าไปเสียแล้ว... เพราะปลายนิ้วแกร่งของคินน์ได้คว้าหมับเข้าที่ภาพถ่ายใบนั้นขึ้นมาถือไว้ในมือเสียแล้ว ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นทีละน้อย ลมหายใจของเขาติดขัดยามเมื่อก้มลงพินิจใบหน้าของเด็กน้อยในภาพสลับกับใบซีดเผือดของอดีตภรรยาตรงหน้า
"ริน..." เสียงทุ้มต่ำหลุดลอดไรฟันออกมาอย่างยากเย็น แววตาเต็มไปด้วยความช็อกระคนไม่อยากจะเชื่อ "เด็กคนนี้... ลูกใคร?"
—โปรดติดตามตอนต่อไปด้วยใจระทึกนะคะ—
ด้วยรักและเสน่หาจากปลายปากกา,
ชฎาพรายไวน์แดง
ทัณฑ์รักรอยตราพยศ•ตอนที่ 5
สัมผัสที่เผลอไผล
ผลงานโดย ชฎาพรายไวน์แดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชฎาพรายไวน์แดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทัณฑ์รักรอยตราพยศ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!