เงาอาฆาตในเรือนศิลาจารึก: เล่ห์กลข้ามภพสยบราชัน•ตอนที่ 20

รอยร้าวในใจอดีตอ๋อง

ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
ไอน้ำอุ่นสีขาวขุ่นที่ลอยกรุ่นขึ้นมาจากอ่างเซรามิกเคลือบลายคราม ไม่ได้ช่วยบรรเทาความหนาวเหน็บที่ฝังรากลึกอยู่ในไขกระดูกของจางเหว่ยลงได้แม้แต่น้อย บุรุษผู้เคยนำทัพข้ามแม่น้ำฮวงโห เหยียบย่ำซากศพศัตรูมานับหมื่นโดยไม่เคยแม้แต่จะกะพริบตา บัดนี้กลับต้องมานั่งพิงพนักเตียงไม้สักทองในเรือนศิลาจารึกอย่างอ่อนระโหยโรยแรง พิษจากเงาอาฆาตของแม่หญิงพิกุลและคมดาบในคืนก่อนหน้ากัดกินลมปราณของเขาจนแทบไม่เหลือชิ้นดี ทุกคราที่ลมหายใจเข้าออก ร่างกายกำยำกลับสะท้านเยือกดั่งถูกจองจำอยู่กลางพายุหิมะ “ท่านฝืนร่างกายมากเกินไปแล้วนะครับ ท่านอ๋อง” เสียงหวานทุ้มที่เจือด้วยความกังวลดังขึ้น พร้อมกับร่างระหงของหม่อมเจ้าหญิงจันทร์กะพ้อที่ก้าวเข้ามาใกล้ นางในชุดไทยเรือนต้นสีนวลเรียบง่าย กลิ่นหอมจางๆ ของดอกจันทร์กะพ้อที่เจ้าตัวมักใช้บดทาผิวกายโชยมาแตะนาสิก ช่วยขับไล่กลิ่นคาวเลือดที่ติดตรึงอยู่ในโสตประสาทของชายหนุ่มให้เจือจางลงได้บ้าง ในมือเรียวบางนั้นถือถ้วยยาแผนโบราณสีเข้มข้น ควันจางๆ ลอยอวลพร้อมกลิ่นสมุนไพรฤทธิ์ร้อนที่นางเคี่ยวด้วยตนเองตลอดค่ำคืนที่ผ่านมา ใต้แสงตะเกียงน้ำมันที่วับแวม ใบหน้าคมคายของจางเหว่ยแลดูซีดเซียวจนน่าใจหาย นัยน์ตาคมกริบที่เคยดุจเหยี่ยวล่าเหยื่อ บัดนี้กลับอ่อนแสงลงเมื่อเงยขึ้นสบตากับสตรีตรงหน้า “ข้ายังไม่ตายง่ายๆ หรอก... สตรีโง่เง่า” น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยตอบ แม้ถ้อยคำจะยังคงความเย่อหยิ่งและถือดีตามวิสัยของอดีตแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ ทว่าแววตาที่ทอดมองนางกลับปราศจากความเยือกเย็นดุร้ายดังเช่นวันวาน จันทร์กะพ้อถอนหายใจเบาๆ นางมิได้ถือสาหาความกับวาจาทิ่มแทงเหล่านั้น หากแต่ทรุดกายลงนั่งคุกเข่าลงข้างเตียง มือเรียววางถ้วยยาลงบนโต๊ะข้างหัวเตียง ก่อนจะบรรจงใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นบิดหมาด เชิงประจงเช็ดคราบเหงื่อไคลและรอยเลือดที่แห้งกรังตามกรอบหน้าคมและลำคอแกร่งของเขาอย่างเบามือที่สุด สัมผัสที่อ่อนโยนและทะนุถนอมนั้น ทำให้จางเหว่ยถึงกับชะงัก ร่างกายที่เคยเกร็งเครียดด้วยสัญชาตญาณการระแวดระวังภัย ค่อยๆ ผ่อนคลายลงทีละน้อย ปลายนิ้วเรียวของนางที่แตะผ่านผิวแก้วสากระคาย ส่งไออุ่นซ่านเข้ามาถึงหัวใจที่ด้านชามาเนิ่นนานของเขา “เหตุใดจึงต้องเอาตัวเข้ามารับคมมีดแทนนางผีร้ายนั่นเล่า?” จางเหว่ยเอ่ยถามเสียงต่ำ นัยน์ตาคมจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของหญิงสาว ราวกับต้องการค้นหาคำตอบในจิตวิญญาณของนาง “เจ้าก็รู้ว่าข้าเป็นใคร และข้าข้ามภพมาเพื่อจุดประสงค์ใด... การตายของเจ้า หาได้มีประโยชน์อันใดต่อแผ่นดินของข้าไม่” จันทร์กะพ้อหยุดมือที่กำลังเช็ดหน้าให้เขา นางเงยหน้าขึ้นสบตาตรงๆ นัยน์ตาคู่สวยสะท้อนภาพเงาของชายหนุ่มผู้โดดเดี่ยวจากต่างภพ “แล้วหากข้าตอบท่านว่า... ชีวิตของท่าน มีค่ามากกว่าชีวิตของตัวข้าเองเล่า ท่านจะเชื่อหรือไม่?” คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าที่ผ่าเปรี้ยงลงกลางใจของอดีตท่านอ๋อง ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องนอนในเรือนศิลาจารึกชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาและเสียงหริ่งเรไรยามดึกดื่น จางเหว่ยไม่เคยคิดเลยว่า ในดินแดนอันแปลกหน้าและเต็มไปด้วยคำสาปแช่งนี้ จะมีสตรีใดกล้าเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องเขา สตรีในวังหลังของเขาล้วนเข้าหาด้วยเล่ห์กล หวังเพียงอำนาจและตำแหน่งสนองความทะเยอทะยาน ไม่มีผู้ใดเลยที่มองเห็นตัวตนที่แท้จริงภายใต้เกราะเหล็กแห่งอำนาจนั้น นอกเสียจาก... สตรีผู้สูงศักดิ์ตรงหน้าผู้นี้ มือแกร่งที่เคยถือกระบี่อาบเลือด ค่อยๆ เอื้อมออกไปคว้ามือเรียวบางของจันทร์กะพ้อที่กำลังถือผ้าเช็ดหน้าไว้ มากุมไว้แน่น ฝ่ามือของเขาร้อนผ่าวสวนทางกับอุณหภูมิร่างกายที่หนาวเยือก “เจ้าช่างโง่เขลานัก... จันทร์กะพ้อ” เสียงของเขาอ่อนลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งและหนักหน่วงดั่งภูผา “ข้าเป็นเพียงวิญญาณที่ถูกจองจำด้วยบาปกรรมและคมดาบ ไม่มีอนาคต และไม่มีวันได้กลับคืนสู่แผ่นดินเกิด เหตุใดจึงต้องเอาใจลงมาผูกพันกับคนเช่นข้า” “เพราะท่าน... ก็โดดเดี่ยวไม่ต่างจากข้าอย่างไรเล่าคะ” จันทร์กะพ้อเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย แต่นัยน์ตากลับฉายแววเด็ดเดี่ยวและมั่นคง นางพลิกมือกลับมากุมมือหยาบกร้านของเขาไว้แน่นเช่นกัน “ท่านแบกรับภาระของคนทั้งกองทัพ แบกรับความแค้นข้ามภพข้ามชาติไว้บนบ่า ส่วนข้า... ก็ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ภายใต้เงาอาฆาตของบรรพบุรุษในเรือนหลังนี้ ในเมื่อเราต่างก็เป็นเหยื่อของโชคชะตา เหตุใด... เราจึงจะไม่เดินร่วมทางกันเล่าคะ” ความอบอุ่นจากฝ่ามือของนาง ซึมซาบผ่านผิวหนังเข้าสู่หัวใจที่ด้านชาของอ๋องจางเหว่ย ความรู้สึกแปลกประหลาดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกำลังก่อตัวขึ้น มันไม่ใช่ความเสน่หาฉาบฉวยในหอนางโลม หรือความลุ่มหลงชั่วครู่ชั่วยามในราชสำนัก แต่มันคือ ‘ความรัก’ ที่เติบโตขึ้นอย่างเงียบงัน ท่ามกลางกลิ่นอายของความตายและวิญญาณร้าย จางเหว่ยดึงร่างระหงเข้ามาใกล้ ชายหนุ่มโน้มใบหน้าลงซบหน้าผากเข้ากับหน้าผากมนของนาง หลับตาลงรับรู้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่รินรดอยู่ใกล้ชิด ในวินาทีนั้น กำแพงน้ำแข็งที่เขาสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตนเองมาตลอดชีวิต ได้พังทลายลงอย่างราบคาบ “หากสวรรค์ต้องการให้ข้าตาย... ข้าก็จะขอใช้ลมหายใจสุดท้ายที่มี ปกป้องเจ้าจากเงาอาฆาตพวกนั้นให้จงได้” คำสัญญาลูกผู้ชายจากอดีตแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ เอ่ยกระซิบชิดริมฝีปากของหญิงสาว ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความรักและความผูกพันอันแน่นแฟ้น จันทร์กะพ้อแย้มยิ้มทั้งน้ำตา นางยกมือขึ้นโอบรอบลำคอแกร่งของเขาไว้ บรรจงประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากกว้างของชายหนุ่มอย่างแผ่วเบา เพื่อเป็นการยืนยันคำสัญญาแห่งหัวใจ ทว่า... ในขณะที่ความหวานล้ำกำลังแผ่ซ่านปกคลุมหัวใจของคนทั้งสอง ทันใดนั้นเอง... บรรยากาศรอบกายก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกจนน่าขนลุก เปลวไฟในตะเกียงน้ำมันสะบัดไหววูบราวกับถูกลมพายุพัดผ่าน ทั้งๆ ที่หน้าต่างทุกบานลงกลอนไว้อย่างแน่นหนา กลิ่นเหม็นเน่าของซากศพและกลิ่นสาปสรางค์ที่คุ้นเคยโชยเข้าเตะจมูกอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าเยือกเย็นที่ดังลอดมาจากใต้พื้นเรือนศิลาจารึก... เสียงหัวเราะคิกคักอันน่าสะพรึงกลัวที่บ่งบอกถึงการกลับมาของบางสิ่งบางอย่างที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิม และก่อนที่จางเหว่ยจะทันได้คว้ากระบี่ที่วางอยู่ข้างเตียง บานประตูไม้สักแกะสลักหนักอึ้งก็ถูกกระชากให้เปิดออกด้วยพลังลมอันมองไม่เห็น พร้อมกับเงาดำทมิฬรูปร่างคล้ายสตรีเรือนไทย ที่พุ่งตรงเข้ามาคว้าลำคอของจันทร์กะพ้อไว้ด้วยกรงเล็บอันแหลมคมท่ามกลางความมืดมิด! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าความมืดมิดมาด้วยกัน ณ ศาลาริมน้ำโบราณแห่งนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาอาฆาตในเรือนศิลาจารึก: เล่ห์กลข้ามภพสยบราชัน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%