กลิ่นคาวสนิมเหล็กเจือจางลอยอวลอยู่ในความมืดมิดของเรือนศิลาจารึก ทว่าสิ่งที่บาดลึกยิ่งกว่ากลิ่นเลือดคือภาพความทรงจำอันบิดเบี้ยวที่ไหลทะลักเข้าสู่ห้วงสำนึกของอ๋องจางเหว่ยราวกับเขื่อนแตก
นิ้วเรียวยาวที่เต็มไปด้วยรอยด้านจากการจับกระบี่กำเข้าหากันแน่นจนข้อต่อสีขาวโพลน ลมหายใจของบุรุษผู้เคยเหยียบย่ำบนกองศพในสมรภูมิแดนไกลกลับติดขัด ยามเมื่อเศษเสี้ยวความทรงจำในคืนเดือนหงาย ณ ตำหนักในแห่งต้าเฉิงผุดพรายขึ้นมาอย่างชัดเจน—คืนที่สุราอุ่นจอกนั้นหอมหวาน แต่กลับทิ้งรสชาติขมปร่าและพิษร้ายที่แผดเผาจากลำไส้ลามไปถึงหัวใจ
*“ฝ่าบาททรงโปรดเสวยเถิดเพคะ… เพื่ออนาคตของเรา”*
เสียงกระซิบอันแผ่วเบาแต่ก,ริดกรวดบาดลึกในโสตประสาท ใบหน้างดงามที่ซ่อนรอยยิ้มเยือกเย็นไว้ใต้ผ้าแพรปักลายหงส์เหิน ภาพของสตรีผู้กุมอำนาจอยู่เบื้องหลังม่านมุกนางนั้น… ชัดเจนเสียจนจางเหว่ยแทบกระอักโลหิตออกมาอีกครา
“ไท่เฟย…”
นามนั้นหลุดรอดจากไรฟันที่ขบเข้าหากันแน่น นัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยวเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความแค้นที่ถูกกาลเวลาและมิติเวลาแช่แข็งไว้ร่วมหลายร้อยปี บัดนี้กลับถูกปลุกให้ฟื้นคืนชีพด้วยไฟโลกันตร์
หม่อมเจ้าหญิงจันทร์กะพ้อที่นั่งอยู่เบื้องหน้า สะดุ้งสุดตัวกับบรรยากาศรอบกายที่แปรเปลี่ยนเป็นเยียบเย็นดุจน้ำแข็ง นางละสายตาจากตำราอักขระโบราณที่กำลังศึกษาอยู่ทันที สัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันรุนแรงที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ของบุรุษจากแดนไกล
“ท่านอ๋อง…” จันทร์กะพ้อเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าเล็กน้อย นางขยับตัวเข้าใกล้เขาอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางเงาสลัวของตะเกียงโบราณที่สั่นไหว “ท่านจำได้แล้วกระนั้นหรือ… ใครคือผู้ที่ผลักท่านลงสู่ขุมนรกแห่งความตายในภพภูมิก่อน”
จางเหว่ยหันมามองสตรีตรงหน้า นัยน์ตาสสีดำสนิทคู่นั้นว่างเปล่าแต่ทว่าลุ่มลึกดึงดูดราวกับหลุมดำ เขายื่นมือหนาออกไปหมายจะสัมผัสแก้มนวลของนาง ทว่ากลับหยุดชะงักกลางคัน ราวกับเกรงว่ากลิ่นอายความตายที่ติดตัวเขามาจะแปดเปื้อนความบริสุทธิ์ของนาง
“สตรีผู้นั้น… นางเหยียบย่ำความจงรักภักดีของเปิ่นหวาง เหยียบย่ำแม้กระทั่งสายเลือดเดียวกันเพื่อบัลลังก์มังกร” จางเหว่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ทว่าทุกคำหนักแน่นราวก้อนศิลา “และบัดนี้ เงาของนางก็ตามมาหลอกหลอนเราถึงที่นี่ ผ่านคำสาปของเรือนศิลาจารึกหลังนี้… และผ่านร่างของเจ้า จันทร์กะพ้อ”
สิ้นคำพูดนั้น อุณหภูมิภายในห้องก็ลดฮวบลงอย่างฉับพลัน ลมกรรโชกแรงพัดหน้าต่างไม้สักโบราณให้เปิดผางออก เสียงกรีดร้องโหยหวนอันน่าสะพรึงกลัวของแม่หญิงพิกุลดังแว่วมาจากใต้พื้นเรือน ราวกับวิญญาณอาฆาตตนนั้นกำลังหัวเราะเยาะเย้ยความจริงที่เพิ่งถูกเปิดเผย
“ท่านคิดว่าข้าคือหมากตัวเดียวกับนางในอดีตของท่านหรือท่านอ๋อง?” จันทร์กะพ้อเชิดหน้าขึ้น นัยน์ตาสุกสกาวทอประกายความเด็ดเดี่ยว นางหาได้หวาดกลัวต่อจิตสังหารรอบกายไม่ สติปัญญาอันเฉียบคมทำให้นางมองทะลุปรุโปร่งถึงเกมการเมืองข้ามภพนี้ “ท่านกำลังหลงกลศัตรู แม่หญิงพิกุลไม่ได้ต้องการแค่ร่างของข้าเพื่อกลับมาเกิดใหม่ แต่นางกำลังใช้ความแค้นในอดีตของท่าน มาทำลายสติสัมปชัญญะของท่าน เพื่อให้เราสองคนฆ่ากันเองต่างหาก!”
คำพูดของหญิงสาวราสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจอ๋องจางเหว่ย ดวงตาคมกริบหรี่แคบลงอย่างใช้ความคิด ความโกรธเกรี้ยวที่เคยครอบงำเริ่มถูกแทนที่ด้วยความเยือกเย็นอันเป็นเอกลักษณ์ของแม่ทัพใหญ่
ใช่… เขากำลังตกหลุมพราง หากเขายังปล่อยให้ความแค้นในอดีตครอบงำ เขาก็ไม่ต่างอะไรกับหุ่นเชิดที่เดินตามเกมของไท่เฟยและวิญญาณอาฆาตที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง
ทว่า ก่อนที่จางเหว่ยจะได้เอ่ยคำใดออกมา เสียงฝีเท้าฝ่าความมืดของใครบางคนก็ดังขึ้นที่ระเบียงทางเดินด้านนอก พร้อมกับกลิ่นหอมแปลกประหลาดที่ลอยมาแตะจมูก—กลิ่นหอมของดอกบัวหลวงที่ถูกอาบด้วยยาพิษชนิดเดียวกับที่เคยปลิดชีพเขาในอดีต
ประตูห้องนอนถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ โดยปราศจากเสียง บ่าวไพร่คนสนิทที่ควรจะเฝ้ายامอยู่ด้านนอก กลับนอนหมดสติอยู่บนพื้นเรือนอย่างไร้การเคลื่อนไหว
ร่างระหงในชุดไทยโบราณสีขาวนวลก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงธรณีประตู ใบหน้างดงามที่ซีดเซียวราวกับคนตายปรากฏรอยยิ้มบิดเบี้ยว ดวงตาของนางว่างเปล่าไร้แววตาของมนุษย์ ทว่ากลับเต็มไปด้วยจิตอาฆาตที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่ง
“ท่านอ๋องเพคะ… น้ำจอกนี้ ท่านยังทรงจำรสชาติของมันได้อยู่หรือไม่…” เสียงหวานหยาดเยิ้มเอ่ยขึ้น พร้อมกับมือเรียวขาวราวกับศพที่ยกถ้วยกระเบื้องเคลือบสีฟ้าครามขึ้นมาเบื้องหน้า ภายในถ้วยนั้นบรรจุของเหลวสีดำสนิทที่ส่งกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง
จางเหว่ยและจันทร์กะพ้อหันขวับไปมองผู้มาเยือนพร้อมกัน
และในวินาทีนั้นเอง ที่อ๋องจางเหว่ยเบิกPตาโพรงด้วยความตกใจสุดขีด เมื่อเงาสสะท้อนในถ้วยยาพิษหาใช่ใบหน้าของแม่หญิงพิกุล… หากแต่เป็นใบหน้าของคนที่เขายกย่องให้เป็นมือขวาคนสนิทผู้คุมกองกำลังลับในวังหลวง ผู้ซึ่งไม่มีทางเดินทางข้ามมิติมายังภพนี้ได้—หากไม่มี "หนอนบ่อนไส้" ตัวใหญ่ที่สุดแฝงตัวอยู่ใกล้ชิดพวกเขามาโดยตลอด!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าพายุความมืดมาด้วยกัน ณ ศาลาริมน้ำโบราณแห่งนี้นะครับ
เงาอาฆาตในเรือนศิลาจารึก: เล่ห์กลข้ามภพสยบราชัน•ตอนที่ 14
รอยแผลเป็นจากคมดาบ
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาอาฆาตในเรือนศิลาจารึก: เล่ห์กลข้ามภพสยบราชัน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!