เงาอาฆาตในเรือนศิลาจารึก: เล่ห์กลข้ามภพสยบราชัน•ตอนที่ 11

กลลวงของผีเรือน

ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
เสียงโลหะกระทบพื้นศิลาหยาบกร้านดังก้องกังวาน บาดลึกเข้าไปถึงโสตประสาทของคนทั้งสอง ป้ายอาญาสิทธิ์สลักลายมังกรห้ากรงเล็บทำจากหยกขาวเนื้อดี นอนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า ทว่ารัศมีแห่งอำนาจที่แผ่ออกมาจากมันกลับทำให้บรรยากาศภายในห้องโถงโบราณดิ่งวูบลงราวกับถูกกดทับด้วยภูเขา อ๋องจางเหว่ยมิได้ก้มลงมองวัตถุชิ้นนั้น สายตาคมกริบดั่งใบมีดน้ำแข็งของบุรุษผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชนยังคงจดจ้องอยู่ที่บานหน้าต่างไม้สักแกะสลัก ซึ่งบัดนี้ว่างเปล่าไร้เงาคน มีเพียงกลิ่นอายความเย็นยะเยือกของสายหมอกยามวิกาลที่ลอยวนเข้ามาปะทะผิวกาย "ราชครูหลี่... ส่งสุนัขรับใช้มาไกลถึงเรือนไทยโบราณฝั่งธนบุรีเชียวหรือ" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยความเย้ยหยัน ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น มีเพียงความดุร้ายที่ถูกเก็บงกดไว้ภายใต้ท่าทีนิ่งสงบ จันทร์กะพ้อสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ หัวใจที่เต้นระรัวดั่งกลองศึกค่อยๆ สงบลงภายใต้การประคับประคองของห้วงความคิดอันเฉียบคม นางก้มลงมองป้ายอาญาสิทธิ์นั้นช้าๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับท่านอ๋องผู้มาจากต่างภพ "ไม่ใช่แค่ส่งคนมาส่งสาส์นหรอกเพคะท่านอ๋อง... เขากำลังบอกเราว่า ทุกย่างก้าวที่เราขยับ อยู่ในสายตาของเขาเสมอ" ฉับพลันนั้นเอง อุณหภูมิภายในห้องก็ลดฮวบลงจนเกิดไอสีขาวจากลมหายใจ กลิ่นหอมหวานปนกลิ่นเน่าเฟะของดอกพิกุลร่วงโรยโชยตลบอบอวลไปทั่วทิศทาง แสงเทียนสีส้มวับแวมบนเชิงกรานสำริดถูกกระชากด้วยสายลมปริศนาจนไหววูบ ก่อนจะดับพรึบลงทีละดวง ความมืดมิดเข้ากลืนกินพื้นที่รอบกาย ทว่าในความมืดนั้น กลับมีแสงเรืองรองสีนวลตาปรากฏขึ้นที่มุมห้อง ร่างของสตรีในชุดไทยโบราณห่มสไบเฉียงสีจำปา ยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น ใบหน้างดงามแต่ซีดเซียวไร้เลือดฝาด ดวงตากลมโตคู่เดิมจ้องมองมาที่จันทร์กะพ้อด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความริษยา อาฆาต และความโหยหาในคราเดียวกัน *‘มันผู้นี้... ไม่คู่ควรกับเจ้า’* เสียงกระซิบแหบพร่าดังก้องขึ้นในหัวของจันทร์กะพ้อ ราวกับเสียงกรีดร้องมาจากก้นบึ้งของขุมนรก *‘อ๋องจางเหว่ยคือผู้กุมชะตาแห่งยุคสมัย เขาเป็นของข้า... เป็นสามีของข้าในชาติภพก่อน เจ้าเป็นเพียงภาชนะรองรับวิญญาณ จงถอยไปซะ!’* จันทร์กะพ้อรู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่พยายามแทรกซึมเข้ามาในจิตสำนึก ความทรงจำที่ไม่ใช่ของนางไหลทะลักเข้ามาในสมอง ภาพของเรือนไทยหลังนี้ในอดีต ภาพของหญิงสาวผู้ถูกหักหลังและปล่อยให้ตายอย่างโดดเดี่ยว ภาพของความแค้นที่ฝังรากลึกข้ามภพข้ามชาติ แม่หญิงพิกุลกำลังพยายามใช้พลังแห่งความอาฆาตเพื่อตัดขาดการเชื่อมโยงระหว่างนางกับท่านอ๋อง "ถอยไป!" จันทร์กะพ้อกัดฟันกรอด ฝืนเกร็งจิตตานุภาพของตนเองต้านทานแรงกดดันนั้น มือเรียวบางยกขึ้นกุมขมับที่ปวดร้าวราวกับจะระเบิด อ๋องจางเหว่ยขยับตัวรวดเร็วดั่งพายุหมุน ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาขวางกลางระหว่างจันทร์กะพ้อกับเงาร่างของแม่หญิงพิกุลไว้ มือหนาตวัดกระบี่ประจำกายออกจากฝัก เสียงคมเหล็กเสียบสีกับปลอกดังขשึ้นพร้อมกับจิตสังหารอันรุนแรงที่แผ่พุ่งออกไปรอบทิศทาง จนมิติรอบตัวบิดเบี้ยว "วิญญาณเร่ร่อน บัง1อาจนัก!" อ๋องจางเหว่ยคำรามก้อง เสียงของเขาไม่ใช่แค่เสียงพูดคุย แต่มันคือคำประกาศิตของแม่ทัพผู้คร่าชีวิตคนมานับแสน จิตสังหารอันกล้าแกร่งของบุรุษผู้ผ่านสงครามแย่งชิงบัลลังก์มาโชกโชนคือยาพิษชั้นดีสำหรับภูตผีปีศาจ แม่หญิงพิกุลกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เมื่ออณูจิตสังหารของท่านอ๋องพุ่งเข้าปะทะกับร่างโปร่งแสงจนเกิดประกายไฟสีฟ้าแลบแปลบปลาทุ่งรอบตัวนาง ทว่าความอาฆาตก็ทำให้หญิงสาวในอดีตผู้ดื้อรั้นไม่ยอมถอย นางแย้มยิ้มเหี้ยมเกรียม ดวงตาเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ *‘ท่านอ๋อง... ท่านปกป้องมันได้วันนี้ แล้วพรุ่งนี้เล่า? เมื่อความลับของท่านถูกเปิดเผย เมื่อสตรีในอ้อมกอดของท่านรู้ว่า ท่านคือฆาตกรที่สังหารราชวงศ์ของนางในภพก่อน... นางจะยังยืนอยู่เคียงข้างท่านเช่นนี้อีกหรือ?’* คำพูดนั้นราวกับลูกศรอาบยาพิษที่พุ่งตรงเข้าเสียบแทงกลางใจของจันทร์กะพ้อ ท่านอ๋องจางเหว่ยชะงักไปชั่วลมหายใจ รังสีอำมหิตรอบตัววูบไหว ดวงตาคมกริบเหลือบมองสตรีด้านหลังด้วยความกังวลใจเพียงเสี้ยววินาที ซึ่งนั่นคือช่องว่างที่แม่หญิงพิกุลรอคอย *พรึบ!* กลุ่มควันสีดำสนิทพวยพุ่งขึ้นบดบังวิสัยทัศน์ทั้งหมด แรงระเบิดทางจิตวิญญาณผลักให้อ๋องจางเหว่ยต้องถอยหลังไปหนึ่งก้าว และเมื่อกลุ่มคบายจางลง ร่างของแม่หญิงพิกุลก็พุ่งตรงเข้าไปคว้าข้อแขนของจันทร์กะพ้อด้วยเรียวเล็บอันแหลมคม แรงดึงมหาศาลพยายามลากตัวจันทร์กะพ้อให้หายลับเข้าไปในมิติรอยต่อของกำแพงศิลาจารึก! "จันทร์กะพ้อ!" อ๋องจางเหว่ยคำรามลั่นด้วยความตระหนก มือหนาพุ่งคว้าข้อมืออีกข้างของหญิงสาวไว้ได้ทันท่วงที แรงฉุดยื้อแย่งระหว่างบุรุษผู้ทรงพลังจากต่างภพกับวิญญาณอาฆาตแห่งเรือนไทยดำเนินไปอย่างดุเดือด พื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าเริ่มปริร้าว เสียงกรีดร้องของภูตผีดังระงมไปทั่วราตรี "ปล่อยข้า!" จันทร์กะพ้อพยายามฝืนต้านทาน แต่แรงดึงดูดจากฝั่งของแม่หญิงพิกุลนั้นรุนแรงเกินกว่ามนุษย์ปุถุชนจะรับไหว ร่างของนางถูกดึงลอยขึ้นจากพื้นทีละน้อย ความหนาแน่นของความตายแผ่ซ่านเข้ามาจนหายใจไม่ออก ในวินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง อ๋องจางเหว่ยตัดสินใจกระทำสิ่งที่บ้าบิ่นที่สุด เขาปล่อยมือข้างหนึ่งที่ถือกระบี่ออก แล้วคว้าข้อมือของจันทร์กะพ้อไว้ด้วยสองมืออย่างมั่นคง ก่อนจะตวัดสายตาดุดันจ้องมองตรงไปยังดวงตาของแม่หญิงพิกุลที่กำลังบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น "หากเจ้าอยากได้ชีวิตของนางนัก... ก็ต้องข้ามศพข้าไปก่อน!" สิ้นคำประกาศิตอันทรงพลัง แสงสีทองเจิดจ้าก็เปล่งประกายออกมาจากแหวนหยกโบราณบนนิ้วมือของท่านอ๋อง พลังแห่งราชันย์ผู้กุมชะตาแผ่นดินแผ่พุ่งเข้าเผาผลาญไอน้ำและเงาดำจนสลายกลายเป็นจุล เสียงกรีดร้องโหยหวนดังเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ร่างของแม่หญิงพิกุลจะถูกกระชากกระเด็นหายกลับเข้าไปในรอยแยกของศิลา ร่างของจันทร์กะพ้อร่วงหล่นลงสู่อ้อมอกอันอบอุ่นและแข็งแกร่งของท่านอ๋องพอดี ทั้งสองหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนท่ามกลางความเงียบงันที่กลับคืนมาอีกครั้ง อ๋องจางเหว่ยโอบกอดหญิงสาวไว้แน่น ใบหน้าคมคายแนบชิดอยู่กับเรือนผมนุ่มเพื่อซึมซับความจริงว่านางยังคงปลอดภัยในอ้อมแขน ทว่าความตึงเครียดในแววตาของเขายังคงไม่จางหาย เพราะคำพูดของผีเรือนตนนั้นยังคงก้องกังวานอยู่ในใจ *‘...ท่านคือฆาตกรที่สังหารราชวงศ์ของนางในภพก่อน...’* จันทร์กะพ้อเงยหน้าขึ้นจากแผงอกกว้าง สายตาของนางเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่อัดอั้นอยู่ภายในอก นิ้วเรียวบางเอื้อมขึ้นสัมผัสกรอบหน้าคมคายของบุรุษตรงหน้าอย่างแผ่วเบา สัมผัสได้ถึงอัตราการเต้นของหัวใจที่ยังคงสั่นไหว "ท่านอ๋อง..." เสียงหวานเอמהขึ้นแผ่วเบา ทว่าจริงจังและเจาะลึกถึงก้นบึ้งของวิญญาณ "สิ่งที่นางพูดเมื่อครู่... หมายความว่าอย่างไรเพคะ? ท่านกับข้า... เคยเกี่ยวข้องกันในอดีตชาติจริงหรือ? และอดีตนั้น... มันคืออะไรกันแน่?" อ๋องจางเหว่ยหลบสายตาเป็นครั้งแรกในชีวิต ดวงตาที่เคยเยือกเย็นและเด็ดเดี่ยวกลับฉายแววความเจ็บปวดที่ถูกฝังกลบไว้ใต้กาลเวลาอันยาวนาน เขาค่อยๆ ปลดมือของนางออกจากใบหน้า ช้าๆ อย่างยากเย็น ก่อนที่ท่านอ๋องจะทันได้เปล่งวาจาใดๆ ออกมาเพื่อตอบคำถามนั้น ประตูไม้บานใหญ่ของเรือนศิลาจารึกก็ถูกกระชากเปิดออกอย่างไร้ซุ่มเสียง สายลมพายุห่าใหญ่พัดพาเอาใบไม้แห้งและฝุ่นผงเข้ามา พร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษผู้หนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิท ปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่งด้วยหน้ากากเงิน ในมือของบุรุษปริศนาร่างสูงสง่านั้น... กำลังถือราชโองการลับประทับตราครั่งสีชาด ซึ่งส่งตรงมาจากเมืองหลวงของจักรวรรดิอันไกลโพ้น และข้อความบนนั้น... กำลังจะเปลี่ยนโชคชะตาของพวกเขาทั้งคู่ไปตลอดกาล --- ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกัน ณ ศาลาริมน้ำโบราณแห่งนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาอาฆาตในเรือนศิลาจารึก: เล่ห์กลข้ามภพสยบราชัน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%