"หากก้าวล่วงเข้ามาอีกเพียงครึ่งก้าว โลหิตในกายของท่านจะมิได้ไหลเวียนอยู่ในร่างอีกต่อไป... ท่านอ๋อง"
สุ้มเสียงแหบพร่าดั่งมาจากก้นบึ้งของขุมนรกดังสะท้อนก้องขึ้นภายในห้องศิลาจารึกอันอับชื้น กลิ่นอายความตายและกลิ่นสาปสรางของซากศพโชยตีเข้าจมูกจนแทบอาเจียน เงาสมประכולดำทมิฬนับร้อยสายบิดเบี้ยวไปมาตามผนังศิลา ราวกับมีชีวิตและกำลังกระหายเลือดเนื้อสดๆ ของผู้บุกรุก
อ๋องจางเหว่ยมิได้สะท้านสะเทือนต่อภาพตรงหน้าแม้แต่น้อย ดวงเนตรคมกริบดั่งพญาราชสีห์หรี่ลงเล็กน้อย มือหนากุมด้ามกระบี่ประจำกายแน่นจนข้อต่องนิ้วขึ้นสีขาวโพลน แม้กายแกร่งจะอาบชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อจากแรงกดดันมหาศาลที่กดทับลงมาดั่งภูเขาผา แต่แผ่นหลังของบุรุษผู้ผ่านสนามรบมานับร้อยยังคงตั้งตรงสง่าดั่งหินผา ทว่า ความผิดปกติบางอย่างกำลังคืบคลานเข้าสู่ห้วงจิตวิญญาณของเขา—ลมหายใจที่เคยสม่ำเสมอเริ่มติดขัด ภาพตรงหน้าพล่ามัวลงชั่วขณะ ราวกับมีเข็มนับพันเล่มกำลังทิ่มแทงเข้าที่สมองส่วนกลาง นี่ไม่ใช่ภาพหลอนทางกายภาพ แต่เป็นการจู่โจมทางจิตวิญญาณจาก "แม่หญิงพิกุล" วิญญาณอาฆาตที่ต้องการกลืนกินสติสัมปชัญญะของท่านอ๋อง เพื่อใช้ร่างของเขาเป็นสะพานข้ามภพภูมิ
"จางเหว่ย... ถอยออกมาเดี๋ยวนี้! อย่ามองเข้าไปในดวงตานั้น!"
เสียงหวานตระหนกแต่หนักแน่นดังก้องขึ้น หม่อมเจ้าหญิงจันทร์กะพ้อพุ่งตัวเข้ามาขวางเบื้องหน้าบุรุษจากแดนไกลอย่างไม่คิดชีวิต ผ้าสไบไหมสีนวลสะบัดพลิ้วตามแรงเคลื่อนไหว ในมือเรียวบางกำแผ่นศิลาจารึกโบราณที่สลักอักขระคาถาปราบวิญญาณแน่นจนปลายนิ้วซีดเผือด แม้เนื้อตัวจะสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวต่อแรงอาฆาตพยาบาทที่แผ่พุ่งออกมา แต่แววตาของหญิงสาวกลับเด็ดเดี่ยวและเปี่ยมไปด้วยสติปัญญาอันเฉียบคม
วิญญาณของแม่หญิงพิกุลในชุดไทยสิมโบราณ สوมใส่เครื่องทองหมองคล้ำและมีรอยแผลลึกฉกรรจ์ที่ลำคอ แสยะยิ้มจนมุมปากฉีกถึงใบหู ร่างโปร่งแสงพุ่งทะยานเข้ามาหมายจะเข้าสิงสู่ร่างของอ๋องจางเหว่ยที่กำลังเสียหลัก
*ครืนนน!*
แรงปะทะทางวิญญาณทำให้ลมพายุหมุนวนขึ้นภายในห้องศิลาจารึก ฝุ่นผงอิฐปูนปลิวว่อน เทียนไขทุกเล่มดับลงพร้อมกันเหลือเพียงความมืดมิดและเงาสีดำที่แผ่ขยายปกคลุมไปทั่วทุกอณู
จันทร์กะพ้อรู้ดีว่าหากพึ่งพากำลังภายนอก ย่อมไม่มีทางต้านทานความอาฆาตสะสมนับร้อยปีนี้ได้ นางสูดลมหายใจเข้าลึก ตั้งจิตให้มั่นคงดั่งน้ำในบึงใหญ่ที่ไม่ไหวติ้วตามแรงลม นางท่องอักขระโบราณที่ได้รับการถ่ายทอดมาในสายเลือดตระกูลอย่างแม่นยำ ทุกคำที่เปล่งออกมาดั่งคมมีดสลักลงบนผืนผ้าใบแห่งความมืด
"โอม... อัคคีวาร ภูตพิทักษ์ จงคืนสู่ถิ่นฐานเดิม ข้าแต่ดวงวิญญาณผู้หลงทาง กรรมใดที่ผูกพัน บัดนี้ขอให้ขาดสะบั้น ณ บัดนี้!"
แสงสีทองเรืองรองสว่างวาบขึ้นจากแผ่นศิลาจารึกในมือของจันทร์กะพ้อ แสงนั้นมิได้แผดเผาด้วยความเกรี้ยวกราด ทว่าอบอุ่นและทรงพลังดั่งแสงแรกแห่งอรุณรุ่งที่ขับไล่ความมืดมิด แม่หญิงพิกุลกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ร่างโปร่งแสงบิดเบี้ยวและถอยร่นไปเบื้องหลังเมื่อเจออานุภาพแห่งอักขระโบราณและจิตอันบริสุทธิ์ที่มั่นคงของหญิงสาว
ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง อ๋องจางเหว่ยที่ตั้งสติได้จากเสียงเรียกและพลังใจของสตรีเบื้องหน้า มือแกร่งกระชับกระบี่ในมือแน่น ประกายตาเยือกเย็นดุร้ายกลับมาคมกริบดั่งเดิม เขาใช้จังหวะที่วิญญาณร้ายกำลังเพลี่ยงพล้ำ พลิกตัววาดกระบี่ฟาดฟันเข้าใส่ความว่างเปล่าเบื้องหน้าอย่างเด็ดขาด
*ฉับพลัน!* เสียงกรีดร้องโหยหวนดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่ากลางฤดูร้อน เงาสีดำทมิฬแตกสลายกลายเป็นละอองควันสีเทาลอยหายไปในอากาศ กลิ่นอายความตายมลายสิ้น เหลือเพียงความเงียบงัดที่กลับคืนสู่ห้องศิลาจารึกอีกครั้ง
จันทร์กะพ้อทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นศิลาอย่างหมดแรง ลมหายใจหอบถี่ เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้าหวาน แผ่นศิลาในมือร่วงหล่นลงกระทบพื้นเสียงดังสะท้อนก้อง
อ๋องจางเหว่ยทิ้งกระบี่ลงพื้น รีบก้าวเข้าไปประคองร่างระหงที่กำลังจะล้มพับลงสู่อ้อมแขน ท่าทีเยือกเย็นดุร้ายเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความห่วงใยล้ำลึกที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย ดวงเนตรคมกริบทอดมองสตรีในอ้อมกอดด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน—ทั้งซาบซึ้ง ตะลึงงัน และยอมจำนนต่อสติปัญญาความกล้าหาญของนางอย่างราบคาบ
"เจ้า... โง่เขลานัก เหตุใดจึงเอาตัวเข้าแลกเช่นนั้น หากเจ้าเป็นอันใดไป ข้าจะ..."
สุ้มเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยความสั่นเครือเล็กน้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้คนในราชสำนักจีนไม่เคยได้ยินจากปากแม่ทัพผู้ไร้พ่ายผู้นี้มาก่อน
จันทร์กะพ้อเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่ม รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก แม้ร่างกายจะเหนื่อยล้าจนแทบขาดใจ แต่นางยังคงเอื้อnเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่มั่นคง "หากหม่อมฉันไม่ทำเช่นนั้น ท่านอ๋องผู้เกรียงไกรคงกลายเป็นหุ่นเชิดของภูตผีไปแล้วกระมังเพคะ... หม่อมฉันเพียงทำในสิ่งที่ต้องทำ"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ท่ามกลางบรรยากาศที่หลงเหลือเพียงความอบอุ่นจากอ้อมกอดของกันและกัน ทว่า ความสงบสุขนั้นดำรงอยู่ได้เพียงชั่วลมหายใจ เมื่อจู่ๆ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบชีวิตก็ดังขึ้นที่ทางเดินเบื้องนอก พร้อมกับแสงคบเพลิงที่สาดส่องเข้ามาทางช่องลม
ประตูกลของห้องศิลาจารึกถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับการปรากฏตัวของขันทีเฒ่าคนสนิทแห่งวังหลวงที่ก้าวเข้ามาด้วยรอยยิ้มเยือกเย็นแปลกประหลาด ในมือของขันทีเฒ่าถือราชโองการลับฉบับหนึ่งที่ประทับตราครั่งสีชาดสดๆ ซึ่งส่งตรงมาจากเมืองหลวงอันไกลโพ้น ขันทีเฒ่ากวาดสายตามองคนทั้งสองก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหลมสูงเสียดแทงประสาท
"ทูลท่านอ๋อง... และหม่อมเจ้าหญิง... มีพระราชโองการด่วนที่สุดจากองค์จักรพรรดิ ให้ปลดท่านอ๋องจากตำแหน่งแม่ทัพชายแดนทันที เนื่องจากทรงพบหลักฐานว่า... ท่านสมรู้ร่วมคิดกับกบฏและใช้มนต์ดำนอกรีต!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกัน ณ ศาลาริมน้ำโบราณแห่งนี้นะครับ
เงาอาฆาตในเรือนศิลาจารึก: เล่ห์กลข้ามภพสยบราชัน•ตอนที่ 12
สนามรบในมิติซ้อน
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาอาฆาตในเรือนศิลาจารึก: เล่ห์กลข้ามภพสยบราชัน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!