"ท่านคิดว่าความตายในกองเพลิงนั้น... ให้ความรู้สึกเช่นไรเล่า หม่อมเจ้าหญิง?"
น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับก้อนน้ำแข็งที่ถูกโยกลงบนแผ่นหินผุพังดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของห้องสมุดโบราณ กลิ่นอายของกระดาษเก่าและคราบไคลแห่งกาลเวลาคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นกำยานจีนราคาแพง อ๋องจางเหว่ยมิได้หันพระพักตร์มามองสตรีที่นั่งอยู่เบื้องพระพักตร์ พระองค์ยังคงทอดพระเนตรออกไปนอกหน้าต่างบานไม้สักที่สะท้อนเงาแสงจันทร์สีเลือดสลัวราง
หม่อมเจ้าหญิงจันทร์กะพ้อ เม้มริมฝีปากแน่นจนซีดขาว ความตึงเครียดในอากาศบีบคั้นจนแทบหายใจไม่ออก นางมิได้หวาดกลัวต่อคมดาบที่เหน็บอยู่ข้างพระatกาสของชายหนุ่ม หากแต่หวาดกลัวต่อความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ดวงเนตรคู่นั้น—ดวงเนตรที่ผ่านการฆ่าฟันและสูญเสียมานับครั้งไม่ถ้วน
"หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีที่จมอยู่กับตำราและอักษรโบราณ... ย่อมมิอาจเทียบเคียงความโหดร้ายที่พระองค์ผ่านมาหรอกเพคะ" นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าซ่อนความสั่นไหวไว้ภายใต้ร่มผ้าซิ่นไหม
จางเหว่ยแค่นพระSatanหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นเย็นเยียบจนชวนให้ขนลุกชัน พระองค์ค่อยๆ หมุนพระวรกายกลับมา แสงจันทร์อาบไล้กรอบพระพักตร์คมคายที่ไร้ซึ่งรอยยิ้ม รอยแผลเป็นจางๆ ที่หางพระเนตรข้างขวาขยับตามแรงยิ้มเยาะ "เจ้าคิดว่าข้าเป็นเพียงท่านอ๋องผู้เยือกเย็นจากต้าจ้าว ที่ข้ามภพมาเพื่อแย่งชิงของวิเศษเพียงอย่างนั้นหรือ? เจ้าคิดผิดแล้ว... จันทร์กะพ้อ"
บุรุษผู้กุมอำนาจกองทัพก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าว เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงดั่งเสียงกลองศึกในยามวิกาล "ในค่ำคืนที่เรือนศิลาจารึกแห่งนี้ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงเมื่อสามร้อยปีก่อน... ข้าไม่ได้มาเพื่อปกป้อง แต่ข้าคือผู้จุดไฟนั้นด้วยมือของข้าเอง"
คำสารภาพนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจของจันทร์กะพ้อ นางผุดลุกขึ้นยืนโดยอัตโนมัติ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ทั่วร่างชาวาบ "พระองค์... หมายความว่าอย่างไร?"
"ในภพภูมิเดิมของข้า ราชสำนักเปรียบเสมือนโรงละครสัตว์ที่เต็มไปด้วยสุนัขป่าสวมชุดขุนนาง" จางเหว่ยหยุดยืนเบื้องหน้าหญิงสาว ระยะห่างระหว่างทั้งสองสั้นลงจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่ไออุ่นระอุ "สตรีผู้หนึ่ง... ผู้ที่มีใบหน้า รอยยิ้ม และดวงตาเช่นเดียวกับเจ้าในยามนี้ ถูกบังคับให้ดื่มยาพิษเพื่อแลกกับความปลอดภัยของตระกูล แต่นางเลือกที่จะซ่อนศิลาจารึกแห่งคำสาปไว้ และเผาทุกอย่างทิ้งไปพร้อมกับลมหายใจสุดท้าย"
ดวงตาของจางเหว่ยไหววูบชั่วขณะ เผยให้เห็นรอยร้าวลึกที่ถูกกักเก็บไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความไร้หัวใจ "และข้า... ผู้ซึ่งได้รับคำสั่งให้กวาดล้างเรือนนั้นให้ราบคาบ กลับไปช้าเกินไปก้าวเดียว ข้าพบเพียงร่างที่ไร้ลมหายใจของนางในกองเพลิง และคำสาปที่ถูกกรีดร้องทิ้งไว้ก่อนนางจะสิ้นใจ... คำสาปที่ผูกพันวิญญาณของเราทั้งคู่ให้ต้องมาพบกันในภพชาตินี้ เพื่อชดใช้กรรมที่ข้าเคยปล่อยให้นางต้องตายอย่างโดดเดี่ยว!"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครา หนักหน่วงเสียยิ่งกว่าขุนเขา หญิงสาวก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว หัวใจเต้นระรัวดั่งกลองเพล ความจริงที่ปรากฏตรงหน้ามันช่างน่าสะพรึงกลัวและบีบคั้นหัวใจในคราเดียวกัน วิญญาณของแม่หญิงพิกุลที่วนเวียนอยู่รอบกาย กับอดีตชาติที่อ๋องจางเหว่ยแบกรับไว้ ทั้งหมดล้วนเป็นห่วงโซ่แห่งกรรมที่ร้อยรัดพวกเขากลุ่มนี้เข้าด้วยกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
"เช่นนั้น..." จันทร์กะพ้อเปล่งเสียงออกมาได้เพียงแผ่วเบา ยามเมื่อสายตาประสานเข้ากับดวงเนตรคมกริบที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด "พระองค์ไม่ได้มาเพื่อทำลายหม่อมฉัน... แต่มาเพื่อรอคอยการชำระสะสางจากนางผู้นั้น... หรือเพคะ?"
จางเหว่ยไม่ตอบคำถามนั้น พระองค์ยกพระหัตถ์ขึ้นสัมผัสปอยผมที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้มเนียนของหญิงสาวสัมผัสนั้นแผ่วเบาทว่าเด็ดเดี่ยว "ข้ามาเพื่อทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับยมโลก... ว่าจะไม่ยอมสูญเสียนางไปเป็นครั้งที่สอง แม้ว่าร่างที่ข้าต้องปกป้องในชาตินี้ จะเป็นร่างที่เต็มไปด้วยความแค้นของผีเรือนไทยตนนั้นก็ตามที"
ทันใดนั้นเอง บานประตูไม้สักโบราณที่ปิดสนิทก็ถูกกระชากเปิดออกด้วยแรงลมพายุหมุนปริศนาที่พัดเข้ามาจากภายนอก เทียนไขทุกดวงในห้องสมุดดับวูบลงพร้อมกัน เหลือเพียงแสงจันทร์สีโลหิตที่สาดส่องผ่านหน้าต่าง กลิ่นอายความเย็นเยือกของความตายแผ่ซ่านเข้ามาจนขนพองสเกล
ที่เบื้องหน้าประตู เงาร่างของสตรีในชุดไทยโบราณชุ่มโชกไปด้วยเลือดและเขม่าควัน ค่อยๆ ก้าวล่วงเข้ามาทีละน้อย ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความอาฆาตแค้น ดวงตาสนิทสีดำสนิทจ้องมองตรงมาที่อ๋องจางเหว่ยพร้อมกับเสียงกระซิบที่ดังมาจากห้วงนรก "ท่านอ๋อง... หนี้เลือดคราวนั้น... ถึงเวลาที่ท่านต้องชดใช้ด้วยชีวิตของสตรีในอ้อมแขนของท่านแล้ว!"
จางเหว่ยดึงร่างของจันทร์กะพ้อเข้าหาพระอุระทันที พร้อมกับมืออีกข้างที่ชักกระบี่ออกจากฝัก เสียงเหล็กกระทบฝักดังคมกริบก้องกังวานท่ามกลางความมืดมิด
ขอขอบพระคุณท่านอ๋องและท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมติดตามก้าวเข้าสู่ห้วงเวลาแห่งคำสาปนี้ด้วยกันนะครับ ศาลาริมน้ำโบราณขอคารวะทุกท่านด้วยบทเพลงแห่งความตายที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นในตอนนี้ครับ
เงาอาฆาตในเรือนศิลาจารึก: เล่ห์กลข้ามภพสยบราชัน•ตอนที่ 8
รอยแค้นที่ไม่อาจลบ
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาอาฆาตในเรือนศิลาจารึก: เล่ห์กลข้ามภพสยบราชัน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!