กลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณคละคลุ้งผสมกับกลิ่นธูปสวดมาลาที่ยังคงค้างอยู่ในเรือนศิลาจารึก หยาดน้ำค้างยามดึกซึมผ่านรอยต่อของแผ่นศิลาหยดลงกระทบพื้นไม้สักทองเสียงดังเปาะแปะ ราวกับเสียงนาฬิกาทรายแห่งความตายที่กำลังนับถอยหลัง หม่อมเจ้าหญิงจันทร์กะพ้อทรงใช้ปลายนิ้วเรียวบางลูบไล้ไปตามสันปกสมุดบันทึกหนังฉลุลายมังกรห้าเล็บ ซึ่งซ่อนอยู่ใต้พื้นไม้กระดานหลวมๆ บริเวณฐานเสาเอกของเรือนไทยหลังนี้ สมุดเล่มนี้ไม่ควรอยู่ที่นี่... มันควรจะถูกฝังอยู่ก้นบึงหลุมศพหลวงในราชสำนักต้าชิงเมื่อสามร้อยปีก่อน หาใช่มานอนสงบนิ่งอยู่ใต้เรือนไทยโบราณริมน้ำของตระกูลพระองค์
ดวงเนตรคมกริบของหญิงสาวไหวระริกยามกวาดสายตาอ่านตัวอักษรจีนโบราณที่เขียนด้วยหมึกชาดสีแดงเข้มข้นจนเกือบดำ
*“ปีที่สามแห่งรัชสมัยหย่งเจิ้ง สนตระกูลจางถูกประหารเจ็ดชั่วโคตรด้วยข้อหาสมคบคิดกับกบฏเรือนศิลา สมุดบันทึกเล่มนี้คือพยานแห่งเลือด... ผู้ใดถือครอง จักต้องคำสาปแห่งเงาอาฆาต สิ้นอายุขัยในกองเพลิง”*
"ฝ่าบาท..." จันทร์กะพ้อทรงพึมพำพระนามนั้นด้วยพระvoiceที่สั่นเครือเล็กน้อย ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ยังคงติดตรึงในความทรงจำ อ๋องจางเหว่ย บุรุษผู้ข้ามมิติเวลามาจากวังหลังอันเหน็บหนาวเพื่อตามหา 'ผนึกมังกร' ทรงยืนอยู่เบื้องหน้าพระองค์ในความมืด แววเนตรคู่นั้นทั้งเยือกเย็นดุร้ายและเจือไปด้วยความโศกเศร้าล้ำลึกที่ถูกกักขังไว้ใต้หน้ากากแห่งอำนาจ
"พระองค์ทรงรู้อยู่แล้วสินะ ว่าสมุดเล่มนี้อยู่ที่นี่..."
เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มดังขึ้นจากความมืดตรงมุมเสาเรือน อ๋องจางเหว่ยทรงก้าวออกมาจากเงาสลัวของคานไม้ ชายฉลองพระองค์สีเข้มปักดิ้นทองขยับไหวตามจังหวะการก้าวเดิน กลิ่นอายความตายและกลิ่นหอมเย็นของชาอู่หลงชั้นดีลอยมาแตะพระนาสิก พระองค์หยุดยืนห่างจากจันทร์กะพ้อเพียงคืบเดียว ดวงเนตรสีนิลคู่นั้นกวาดมองสมุดบันทึกในพระหัตถ์ของหญิงสาว ก่อนจะเลื่อนขึ้นสบตานิ่งนาน
"หม่อมฉันมิได้มาเพื่อแย่งชิงสมุดเล่มนั้นจากเจ้า, กะพ้อ" อ๋องจางเหว่ยตรัสด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจกดดันที่ทำให้บรรยากาศรอบกายหนาทึบขึ้นทันตาเห็น "แต่ข้ามาเพื่อเตือนเจ้าว่า... สิ่งที่เจ้ากำลังเปิดอ่านอยู่นั้น มิใช่เพียงบันทึกประวัติศาสตร์ แต่คือรายชื่อของคนที่ต้องตายเพื่อแลกกับการมีชีวิตรอดของเจ้าในภพนี้"
จันทร์กะพ้อทรงเงີยพระพักตร์ขึ้นสบตากับร่างสูงใหญ่ที่ยืนค้ำฟ้าอยู่เบื้องพระพักตร์ พระองค์ไม่ยอมหลบสายตา แม้ว่าหัวใจดวงน้อยจะเต้นระรัวราวกับกลองศึก "หม่อมฉันมิใช่สตรีอ่อนแอในห้องหอที่จะต้องให้พระองค์มาข่มขู่ด้วยคำว่าความตาย หม่อมฉันอยากรู้... ว่าเหตุใดเหตุการณ์ฆาตกรรมในวังหลังต้าชิงเมื่อสามร้อยปีก่อน จึงมีร่องรอยการตายแบบเดียวกันกับบรรพบุรุษของหม่อมฉันในเรือนไทยหลังนี้!"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงสายลมด้านนอกที่พัดหวีดหวิวผ่านยอดไม้ อ๋องจางเหว่ยทรงแย้มพระสรวลน้อยๆ เป็นรอยยิ้มที่ไร้ความสุขโดยสิ้นเชิง พระองค์ยื่นพระหัตถ์หนาออกไปหมายจะแตะสมุดบันทึกเล่มนั้น แต่จันทร์กะพ้อกลับดึงกลับแนบพระurorอย่างหวงแหน
"อย่าแตะต้อง!" หญิงสาวตรัสเตือน
"เจ้าคิดว่าวิญญาณของแม่หญิงพิกุลที่สถิตอยู่ ณ ศาลาริมน้ำกำลังรออะไรอยู่หรือ?" อ๋องจางเหว่ยตรรัสด้วยสุ้มเสียงกระซิบชิดพระ कर्ण "นางมิได้ต้องการเพียงแค่ความยุติธรรม... นางต้องการร่างของเจ้าเพื่อใช้เป็นสะพานข้ามภพกลับมาทวงบัลลังก์เลือด และสมุดเล่มนี้ คือกุญแจดอกสุดท้ายที่นางใช้เปิดประตู"
ทันใดนั้นเอง... เปลวเทียนสีนวลที่ตั้งอยู่บนโต๊ะบูชาข้างเสาเรือนก็ดับวูบลงพร้อมกันอย่างไร้สาเหตุ ความมืดมิดกลืนกินทุกสิ่งในพริบตา กลิ่นสาปสรางค์และกลิ่นอับของโคลนตมพัดกระโชกเข้ามาในห้องโถงจนแทบหายใจไม่ออก เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนกำลังเดินขึ้นบันไดเรือนไม้ทีละขั้น... ทีละขั้น... ด้วยจังหวะที่เชื่องช้าแต่หนักหน่วงราวกับภูตผีที่กำลังแบกรับความแค้นอันหนักอึ้ง
*เอี๊ยด... เอี๊ยด...*
เสียงพื้นไม้ลั่นยามเมื่อมีน้ำหนักกดทับเคลื่อนใกล้เข้ามาทุกที อ๋องจางเหว่ยทรงก้าวเข้ามาประชิดร่างบางของจันทร์กะพ้อโดยไม่ลังเล พระหัตถ์ข้างหนึ่งคว้าเอวบางเข้าหาพระองค์อย่างรวดเร็วจนพระวรกายแนบชิดกัน ขณะที่พระหัตถ์อีกข้างชักกระบี่เหล็กกล้าออกจากฝักเสียงดัง *กริ๊ง* ประกายคมดาบสะท้อนแสงจันทร์รำไรที่สาดส่องผ่านช่องหน้าต่าง
"อย่าขยับ" อ๋องจางเหว่ยกระซิบชิดพระปรางของหญิงสาว ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับผิวแก้วเนียน "มีคน... หรือบางสิ่ง กำลังก้าวเข้ามาในอาณาเขตของเรา"
ที่หน้าประตูกลางเรือน เงาร่างอันระหงของสตรีในชุดไทยโบราณห่มสباยสีนวลชุ่มโชกไปด้วยหยาดน้ำ ค่อยๆ ปรากฏขึ้นผ่านม่านเงาสลัว ใบหน้านั้นขาวซีดไร้สีเลือด ดวงตากลมโตเบิกกว้างจนเห็นเส้นเลือดฝอยสีแดงก่ำ ริมฝีปากสีชาดฉีกยิ้มกว้างจนถึงใบหู นางยกมือขึ้นช้าๆ แล้วเคาะประตูกลึกสามครั้ง ราวกับแขกผู้มีเกียรติที่มาเยือนในยามวิกาล
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
และก่อนที่ใครจะทันได้เอ่ยคำใด ประตูไม้สักบานหนาก็ถูกผลักเปิดออกด้วยแรงลมประหลาด พร้อมกับร่างของหญิงสาวในชุดไทยคนนั้นที่ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่กลางห้อง ดวงตาคู่แค้นจ้องตรงมาที่สมุดบันทึกในพระหัตถ์ของจันทร์กะพ้อ ก่อนที่ริมฝีปากเย็นเฉียบจะขยับเปล่งเสียงแหบพร่าออกมาว่า...
"คืน... ของ... กู..."
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินทางข้ามมิติเวลามา ณ ศาลาริมน้ำโบราณแห่งนี้ด้วยกันนะครับ
เงาอาฆาตในเรือนศิลาจารึก: เล่ห์กลข้ามภพสยบราชัน•ตอนที่ 7
รหัสลับวังหลัง
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาอาฆาตในเรือนศิลาจารึก: เล่ห์กลข้ามภพสยบราชัน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!