รอยเปื้อนสีชาดบนพรมกำมะหยี่สีเลือดหมูยังคงส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง ราวกับต้องการตอกย้ำว่าค่ำคืนแห่งการนองเลือดเมื่อวานนี้ไม่ใช่ความฝัน
"ถ้าเราก้าวออกไปจากประตูบานนี้แล้ว... จะไม่มีทางหันหลังกลับได้อีกนะคะ อีลีน่า"
เสียงของเรนสั่นพร่าเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัวต่อเงาดำที่ทอดยาวอยู่เบื้องนอก แต่เป็นเพราะปลายนิ้วเรียวยาวที่กำลังบรรจงติดกระดุมเสื้อคลุมขนสัตว์ตัวหนาให้หล่อนนั้นเย็นเฉียบราวจับน้ำแข็ง
เคาน์เตสอีลีน่าไม่ตอบทันที ดวงเนตรคู่คมกริบสีนิลกาฬทอดมองใบหน้าซีดเซียวที่ผ่านการร้องไห้อันเงียบงันมาตลอดค่อนคืน ก่อนจะเอื้อมมือขึ้นประคองแก้มนวลนั้นไว้ด้วยสัมผัสที่ทะนุถนอมราวกับกลัวว่ามันจะสลายหายไปในอากาศ
"โลกภายนอกไม่มีบัลลังก์ ไม่มีปราสาทหินที่คอยกักขัง และไม่มีความตายที่รอคอยการชำระแค้นจากลูเซียนอีกแล้ว... มีเพียงเราสองคน เรน เจ้ายังกลัวอยู่หรือ?" สุ้มเสียงทุ้มต่ำนุ่มนวลเย้ายวนใจดังชิดริมฝีปาก ราวกับมนตราที่พร้อมจะดึงวิญญาณของเรนให้จมดิ่งลงไปในห้วงเสน่หาอันเป็นนิรันดร์
เรนสบตากับแวมไพร์ผู้ทรงอำนาจ ในดวงตาคู่นั้นไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงเงาสะท้อนของตัวหล่อนเอง—หญิงสาวผู้เคยถูกจองจำในอดีตอันแสนโสมม บัดนี้กลับเลือกที่จะละทิ้งทุกสิ่ง เพื่อแลกกับการได้เดินเคียงข้างปีศาจสาวผู้เป็นเจ้าของหัวใจ
"ฉันไม่ได้กลัวความตายค่ะอีลีน่า... ฉันแค่กลัวว่าความสุขนี้มันจะสั้นเกินไป" เรนกระซิบตอบ พร้อมกับโน้มใบหน้าลงกดริมฝีปากลงบนฝ่ามือเย็นเยียบนั้นอย่างแผ่วเบา เป็นการยืนยันคำตอบด้วยจิตวิญญาณทั้งหมดที่มี
อีลีน่ายิ้มบางๆ รอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งและงดงามราวกับดอกไม้พิษที่ผ่งบานในความมืด หล่อนดึงร่างบางเข้ามากอดแนบอก แนบชิดจนได้ยินเสียงหัวใจที่หยุดเต้นไปนานแล้วของแวมไพร์ กับเสียงหัวใจที่เต้นรัวเร็วของมนุษย์ผู้เป็นที่รัก
ท่ามกลางซากปรักหักพังของคฤหาสน์ตระกูลวาล็อตที่ถูกเพลิงโทสะของลูเซียนเผาผลาญจนเกือบหมดสิ้น ทั้งคู่ตัดสินใจก้าวเท้าเดินเคียงกันออกไปทางประตูหลัง—เส้นทางลับที่มุ่งตรงสู่ผืนป่าหมอกหนาอันไร้จุดสิ้นสุด
สายลมหนาวยะเยือกพัดผ่านยอดสน ส่งเสียงหวีดหิวราวกับเสียงกรีดร้องของภูตผี แต่ไม่มีใครเหลียวหลังกลับไปมองอีกเลย เรนกระชับมือที่กุมกันไว้แน่น ความอบอุ่นจากมือของอีลีน่าส่งผ่านเข้ามาในกระแสเลือด ขจัดความหนתเหน็บของค่ำคืนนี้ให้มลายหายไป
พวกหล่อนเดินลึกเข้าไปในความเวิ้งว้างของธรรมชาติ ทิ้งไว้เบื้องหลังซึ่งยศถาบรรดาศักดิ์ ความเกลียดชัง และสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ เหลือไว้เพียงรอยเท้าสองคู่ที่ค่อยๆ ถูกกลบฝังด้วยเกล็ดหิมะที่โปรยปรายลงมาอย่างเงียบเชียบ
ทว่า... ความเงียบงันของผืนป่าไม่ได้ไร้ซึ่งชีวิต
เบื้องหลังพุ่มไม้หนาทึบห่างออกไปไม่ถึงร้อยเมตร เงาร่างหนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิทกำลังยืนนิ่งสนิท ดวงตาสสีอำพันทอประกายเหี้ยมเกรียมในความมืด มือหนากำด้ามดาบเคลือบเงินแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว
ลูเซียนยกย่องมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเยือกเย็น ขณะมองตามแผ่นหลังของเหยื่อทั้งสองที่กำลังเดินลับหายเข้าไปในหมอกหนา
"หนีไปให้พอดับความหิวกกระหายเถอะ... เพราะไม่ว่าพวกแกจะหนีไปสุดขอบโลกนรกภูมิไหน ข้าก็จะตามไปกระชากหัวใจสีนิลดวงนั้นออกมาขยี้ด้วยมือของข้าเอง"
บลัดดี้แมรี่ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งลงมาในความมืดมิดและหอมหวานนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
พันธะเลือดสีนิล: รอยจูบใต้เงาอเวจี•ตอนที่ 47
เส้นทางที่เหลืออยู่
ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะเลือดสีนิล: รอยจูบใต้เงาอเวจี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!