กลิ่นคาวสนิมเหล็กและเศษซากควันสีเทาจากการระเบิดของผนังศิลาโบราณยังคงอบอวลอยู่ในห้องโถงใต้ดิน เรนหอบหายใจรัวจนแผ่นอกบางสะท้อนขึ้นลง ความเจ็บแปลบจากรอยเขี้ยวที่ฝังลึกลงบนลาดไหล่ยังคงร้อนผ่าวราวกับถูกประทับด้วยเหล็กแดง แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าบาดแผลทางกาย คือร่างที่ทรุดฮวบลงอิงแอบอยู่กับอ้อมแขนของเธอในเวลานี้
เคาน์เตสอีลีน่า ผู้เคยสง่างามราวกับราชินีแห่งความตาย บัดนี้กลับคืนสู่ร่างเนื้อของมนุษย์กึ่งอมตะอย่างสมบูรณ์ ปีกสีนิลที่เคยแผ่ขยายปกคลุมน่านฟ้าแห่งราตรีมลายหายไป เหลือเพียงเรือนร่างอ้อนแอ้นในชุดกำมะหยี่สีเลือดที่เปรอะเปื้อนหยาดฝุ่น ผิวพรรณที่เคยขาวซีดดุจหยกสลักกลับปรากฏรอยช้ำสีม่วงคล้ำตามกรอบหน้าและเรียวแขน ลมหายใจของแวมไพร์ผู้ทรงอำนาจแผ่วเบาจนแทบไม่รู้สึก โลหิตสีแดงสดรินไหลออกจากมุมปากเรียวสวยหยดลงกระทบพื้นหินทีละหยด... ทีละหยด อย่างน่าใจหาย
"อีลีน่า... ตั้งสติก่อนนะคะ มองหน้าฉันสิคะ" เรนเอ่ยเสียงสั่นเครือ มือเรียวพยายามประคองศีรษะของคนรักแนบไว้กับตัก พลังพิเศษในการมองเห็นอดีตของเธอกำลังกรีดร้องเตือนภัย เมื่อภาพความทรงจำอันเลือนรางของอีลีน่าในอดีตกาลนับร้อยปีซ้อนทับเข้ามาในหัวจนแทบแหลกสลาย
ดวงเนตรสีทับทิมที่เคยทอประกายเย็นชา ค่อยๆ ปรือขึ้นอย่างยากลำบาก อีลีน่ากะพริบตาช้าๆ เพื่อขับไล่ความพร่ามัว เรี่ยวแรงทั้งหมดดูเหมือนจะถูกสูบหายไปพร้อมกับการระเบิดผนึกเวทมนตร์เมื่อครู่ แววตาที่เคยทระงายิ่งกว่าใคร บัดนี้กลับฉายแววอ่อนล้าและเปราะบางอย่างที่เรนไม่เคยเห็นมาก่อน
"เจ้า... ซุ่มซ่ามเสมอเลยนะ เรน..." เสียงแหบพร่าเอ่ยลอดริมฝีปากที่ไร้สีเลือด พร้อมกับเรียวปากบางที่ยกยิ้มฝืนๆ ออกมาเล็กน้อย มือเรียวเย็นเฉียบยกขึ้นสัมผัสแก้มเนียนของเรนอย่างทะนุถนอม "ข้า... ไม่เป็นไรค่ะ..."
"อย่าโกหกฉันนะคะ!" เรนสวนกลับทันควัน น้ำตาเอ่อคลอหน่วยจนภาพตรงหน้าพร่ามัว "ตัวคุณเย็นเฉียบขนาดนี้ พลังของคุณ... มันหายไปไหนหมดคะ ทำไมถึงได้อ่อนแอลงขนาดนี้"
"ผลของการฝืนทำลายเขตอาคม... ของลูเซียนไงคะ..." อีลีน่าทอดถอนหายใจยาว แววตาคู่นั้นมองสำรวจใบหน้าของเรนราวกับกลัวว่าภาพนี้จะเลือนหายไป "วิญญาณแห่งรัตติกาลของข้าบาดเจ็บสาหัส... ข้าไม่เหลือพลังพอที่จะปกป้องเจ้าจากเงื้อมมือของมันได้อีกแล้วในตอนนี้..."
ประโยคนั้นทำให้หัวใจของเรนกระตุกวูบ ความกลัวแล่นริ้วขึ้นมาเกาะกุมขั้วหัวใจ ลูเซียน นักล่าแวมไพร์ผู้เหี้ยมโหดและกระหายเลือด กำลังดักรออยู่ในความมืดเบื้องบน และพวกมันกำลังจะก้าวเข้ามา
*ก๊อก... ก๊อก...*
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ดังก้องกังวานผ่านอุโมงค์หินทลาย ไม่ใช่เสียงของคนธรรมดา แต่เป็นฝีเท้าของผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่า และกำลังเดินเข้ามาเก็บกวาดสนามรบ
เรนสะดุ้งสุดตัว เธอรีบดึงร่างของอีลีน่าให้หลบไปพิงซ่อนอยู่หลังเสาศิลาขนาดใหญ่ที่มีเงื้อมเงาสลัวอำพราง ดวงตาคู่สวยกราดมองไปรอบตัวเพื่อหาทางหนีทีไล่ แต่ทว่า หนทางเดียวถูกปิดตายด้วยซากปรักหักพัง พลังในตัวเธอยังคงตื่นกลัว มือสั่นเทาจนแทบจับอาวุธไม่อยู่
"ซ่อนตัวได้ดีนี่... แม่นกน้อยปีกหัก กับราชินีตกอับ"
เสียงทุ้มต่ำ เยקט และเต็มไปด้วยความเย้ยหยันดังขึ้นจากความมืด ลูเซียนก้าวออกมาจากกลุ่มควัน ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าครึ่งหนึ่งมีรอยแผลเป็นจากไฟลวก แต่นัยน์ตาสีเทาเข้มคู่นั้นกลับเปล่งประกายด้วยความกระหายชัยชนะ มือขวาของเขากุมดาบเคลือบสารเงินที่ส่งประกายวาววับในความมืด มันคืออาวุธต้องคำสาปที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อปลิดชีพแวมไพร์โดยเฉพาะ
อีลีน่าพยายามจะขยับตัวลุกขึ้นยืนด้วยศักดิ์ศรี แต่วินาทีที่ขาทั้งสองข้างแตะพื้น ร่างกายของเธอกลับทรุดฮวบลงอีกครั้งด้วยความไร้เรี่ยวแรง เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากบาดแผลที่สีข้างมากขึ้นไปอีก
"อย่าขยับนะคะ!" เรนรีบคว้าตัวอีลีน่าเข้ามากอดไว้แนบอก พรางส่งสายตาคมกริบตวัดมองผู้มาใหม่ด้วยความชิงชัง "แกไม่มีทางได้แตะต้องเธอ ลูเซียน!"
ลูเซียนหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่บาดลึกและน่าสะพรึงกลัว เขาค่อยๆ ก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าว ปลายดาบในมือลากไปกับพื้นหินก่อให้เกิดประกายไฟแปลบปลาบ
"เจ้าคิดว่าแม่มดผู้สูงศักดิ์คนนี้ จะปกป้องเจ้าได้อีกนานแค่ไหนกันล่ะ เรน?" ลูเซียนหยุดยืนห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว ดวงตาสีเทากวาดมองร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของอีลีน่าด้วยความสมเพชเวทนาและสะใจ "ดูสภาพนางสิ... แวมไพร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ฆ่าตระกูลของข้า บัดนี้ไม่ต่างอะไรกับสุนัขข้างถนนที่รอวันถูกปลิดชีพ"
"หุบปากซะ..." อีลีน่าเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงเนตรสีทับทิมวาวโรจน์ขึ้นด้วยความอาฆาต แม้ไร้เรี่ยวแรง แต่รัศมีแห่งความเย่อหยิ่งยังคงไม่จางหาย "ถ้าข้ามีพลัง... เจ้าคงไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะยืนหายใจอยู่ตรงนี้..."
"แต่น่าเสียดาย... ที่ตอนนี้เจ้าไม่มีมันแล้วไงล่ะ!"
ลูเซียนคำรามลั่น พุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ เป้าหมายของเขาไม่ใช่เรน แต่เป็นหัวใจของอีลีน่า ปลายดาบเคลือบเงินพุ่งตรงเข้ามาหมายจะปลิดชีพในดาบเดียว
เรนกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ ทว่า ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้น สัญชาตญาณดิบและการปกป้องคนที่รักกลับระเบิดออกมาจากก้นบึ้งจิตใจของหญิงสาวผู้บอบบาง เรนคว้าเศษมีดเงินที่ตกอยู่บนพื้น พุ่งเข้าขวางหน้าอีลีน่าทันทีอย่างไร้ความกลัว!
*ฉับ!*
คมดาบของลูเซียนเฉียดผ่านหัวไหล่ของเรนไปอย่างฉิวเฉียด สร้างบาดแผลลึกจนเลือดสีชาดสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนพื้นศิลา แต่แรงกระแทกนั้นทำให้ลูเซียนเสียหลักเล็กน้อย
"เรน!" อีลีน่าเบิกตากว้างด้วยความตกใจระคนเจ็บปวด เมื่อเห็นหยาดเลือดของเรนไหลริน
ลูเซียนถอยหลังไปหนึ่งก้าว สีหน้าเหี้ยมเกรียมขึ้นกว่าเดิม "โง่เขลา... อยากตายแทนมันนักใช่ไหม งั้นก็ตายไปพร้อมกันซะ!"
ลูเซียนเงื้อดาบขึ้นสุดแขนเตรียมฟันซ้ำในมุมที่ไม่มีทางหลบพ้น เรนหลับตาลงช้าๆ ยอมรับชะตากรรมในอ้อมแขนของคนรัก ความอบอุ่นสุดท้ายถูกถ่ายทอดผ่านมือของอีลีน่าที่กำมือเธอแน่น
แต่ทว่า... วินาทีที่คมดาบกำลังจะตวัดลงมาถึงตัว ความมืดมิดรอบกายกลับหยุดนิ่งสนิท ราวกับเวลาถูกแช่แข็ง
เสียงฝีเท้าปริศนาดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลังลูเซียน เป็นฝีเท้าที่เบากลวงแต่ทรงพลังกดดันจนอากาศรอบตัวเย็นยะเยือก ลูเซียนชะงักมือที่กำลังจะฟัน ดำดิ่งลงสู่ความหวาดระแวงทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันตรายที่เหนือกว่าตนเองหลายเท่า
เงาดำสายหนึ่งพุ่งวาบผ่านหน้าลูเซียนไปอย่างรวดเร็วดั่งภูตผี ก่อนที่เสียงกระซิบแหบพร่าเย็นเยียบจะดังขึ้นข้างใบหูของนักล่าแวมไพร์
"รังแกสตรีผู้ไร้ทางสู้... นิสัยแย่เสียจริงนะ ลูกหลานตระกูลผู้ทรยศ"
ลูเซียนหน้าซีดเผือด รีบหันกลับไปมองพร้อมกับตวัดดาบสวนทันที แต่สิ่งที่ปลายดาบปะทะกลับไม่ใช่ร่างเนื้อ หากแต่เป็นความว่างเปล่าและละอองหมอกสีดำทมิฬ
บลัดดี้แมรี่ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งลงมาในความมืดมิดและหอมหวานนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
พันธะเลือดสีนิล: รอยจูบใต้เงาอเวจี•ตอนที่ 46
เศษซากของความแค้น
ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะเลือดสีนิล: รอยจูบใต้เงาอเวจี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!