ปลายนิ้วเรียวยาวที่เคยแตะต้องเพียงความว่างเปล่าและคัมภีร์โบราณ บัดนี้กลับเปื้อนไปด้วยหยดเลือดสีเข้มข้นที่รินไหลไม่ขาดสาย กลิ่นคาวสนิมเหล็กคละคลุ้งปะปนไปกับกลิ่นหอมหวานเย้ายวนของดอกกุหลาบดำที่โรยราบนพื้นหินอ่อน ความเจ็บปวดจากการถูกคมดาบเงินอาบมนตราของลูเซียนกรีดลึกลงบนหัวไหล่ของเรน ไม่ได้เทียบเท่ากับความหวาดหวั่นที่บีีบรัดหัวใจของเธอจนแทบหยุดเต้น
"เจ้าช่างโง่เขลานัก เรน..."
เสียงทุ้มต่ำที่เคยราบเรียบและเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งของเคาน์เตสอีลีน่า บัดนี้กลับสั่นเครือเล็กน้อย ร่างระหงในชุดราตรีสีดำสนิทก้าวเข้ามาประคองร่างที่ทรุดลงไปกองกับพื้นของเรนไว้ อ้อมแขนที่ทรงพลังนั้นโอบกอดเรนราวกับต้องการปกป้องเธอจากโลกทั้งใบที่กำลังจะล่มสลาย ดวงตาคู่คมกริบที่เคยฉายแววเย็นชา บัดนี้กลับเอ่อAคลอไปด้วยหยดน้ำตาแห่งความอาดูร—ภาพที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดในคฤหาสน์รัตติกาลแห่งนี้เคยได้ยลเห็นมาก่อน
เรนกัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ความปวดร้าวแล่นพล่านไปทั่วไขสันหลัง แต่เธอกลับฝืนแย้มรอยยิ้มจางๆ ออกมา ดวงตาสีรัตติกาลมองลึกเข้าไปในดวงตาของแวมไพร์ผู้สูงศักดิ์ พลางยกมือสั่นเทาขึ้นสัมผัสแก้มเนียนเย็นเฉียบนั้น
"ดิฉัน... ไม่ยอมให้อีลีน่าต้องตายด้วยน้ำมือของมันค่ะ..." เสียงแหบพร่าเอื้อnเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก ลมหายใจของเรนเริ่มขาดห้วง อุณหภูมิในร่างกายลดต่ำลงเรื่อยๆ ความตายกำลังย่างกรายเข้ามาใกล้ทุกขณะ
ลูเซียนยืนหัวเราะเยาะอยู่เบื้องหน้า ดาบเงินในมือชุ่มไปด้วยเลือดของเหยื่อผู้ดื้อรั้น นักล่าหนุ่มมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเหยียดหยันและสมเพชในความรักอันไร้สาระของมนุษย์และปีศาจ
"ช่างเป็นภาพที่น่าเวทนาเสียจริง ความรักโง่ๆ ที่ยอมแลกได้แม้กระทั่งชีวิตของมนุษย์ต้อยต่ำอย่างเธอ เรน เธอคิดจริงๆ หรือว่าแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์อย่างอีลีน่าจะรักเธอมากกว่าชีวิตของตัวมันเอง? สัญชาตญาณของพวกมันมีเพียงความกระหายเลือดและการทรยศเท่านั้น!" ลูเซียนตะโกนก้อง กลิ่นอายความเกลียดชังแผ่ซ่านไปทั่วห้องโถงใหญ่
อีลีน่าไม่ได้หันไปมองนักล่าผู้บังอาจนั้นเลยแม้แต่น้อย สมาธิทั้งหมดของเธอถูกดึงดูดไว้ด้วยร่างที่กำลังจะหมดลมหายใจในอ้อมแขน หัวใจที่หยุดเต้นไปนานนับร้อยปีของเธอราวกับกลับมาบีบตัวเจ็บแปลบอีกครั้ง ความทรงจำอันเจ็บปวดเมื่ออดีตกาลที่เธอเคยสูญเสียคนรักไปต่อหน้าต่อตาผุดขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความกลัวที่จะสูญเสีย... ความกลัวที่จะต้องอยู่โดดเดี่ยวในความมืดมิดชั่วนิรันดร์กรีดแทงจิตวิญญาณของเธอจนแหลกสลาย
"มองฉัน, เรน... มองตาฉัน" อีลีน่ากระซิบเสียงสั่น น้ำตาหยดใสไหลรินอาบแก้มขาวซีด หยดแล้วหยดเล่าตกลงบนพวงแก้มของเรน "เธอจะตายจากฉันไปตอนนี้ไม่ได้... เจ้าคือดวงใจดวงเดียวที่ดึงฉันขึ้นมาจากขุมนรกแห่งความโดดเดี่ยว... ได้โปรด..."
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหยดเลือดที่กระทบพื้นหินดังก้องกังวาน บาดแผลที่หัวไหล่ของเรนแผ่ซ่านความเย็นยะเยือก พลังพิเศษในการเห็นอดีตที่ตายไปของเธอกำลังฉายภาพย้อนกลับ—ภาพวันแรกที่เธอได้พบกับอีลีน่า รอยจูบใต้เงาอเวจีที่หอมหวานและอันตราย และคำสัญญาที่ว่าจะอยู่เคียงข้างกันตราบชั่วนิรันดร์
เรนส่ายหน้าเบาๆ ลมหายใจแผ่วเบาราวกับขนนก "ดิฉันไม่เสียใจเลยค่ะ... ที่ได้รักคุณ..."
ทันใดนั้นเอง อีลีน่าก็ตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตอมตะของเธอ แววตาที่เคยลังเลแปรเปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยวและน่าสะพรึงกลัว เธอดึงร่างของเรนเข้ามาชิดแนบอก ก่อนจะฝังเขี้ยวคมกริบลงบนต้นคอขาวของเรนอย่างไร้ความลังเล
"อ๊ะ...!" เรนสะดุ้งสุดตัว ความเจ็บปวดผสมผสานกับกระแสความเร่าร้อนที่พวยพุ่งเข้าสู่กระแสเลือด มันไม่ใช่การดูดกลืนเพื่อปลิดชีพ แต่มันคือ "พันธะเลือดอมตะ" พันธะต้องห้ามที่แวมไพร์จะมอบชีวิตครึ่งหนึ่งของตนให้กับมนุษย์ที่ตนรัก เพื่อดึงเธอกลับมาจากประตูกลันหายใจสุดท้าย แลกกับการที่เรนจะไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาอีกต่อไป... แต่จะกลายเป็นผู้ร่วมเคียงบัลลังก์รัตติกาลเคียงข้างเธอชั่วนิรันดร์
ลูเซียนเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกเมื่อตระหนักว่าอีลีน่ากำลังทำอะไร "ไม่! แกเสียสติไปแล้วหรืออีลีน่า! การทำเช่นนั้นจะทำให้พลังของแกอ่อนแอลงครึ่งหนึ่ง!"
แสงสีทองแดงผสมผสานกับประกายรัตติกาลระเบิดออกรอบกายของทั้งสอง ร่างของเรนถูกห่อหุ้มด้วยละอองแสงประหลาด บาดแผลฉกรรจ์ค่อยๆ สมานตัวเข้าหากันอย่างอัศจรรย์ หัวใจที่เกือบจะหยุดเต้นกลับมาเต้นระส่ำแรงอีกครั้งด้วยจังหวะที่เร็วกว่าเดิมและทรงพลังยิ่งกว่ามนุษย์ทั่วไป
อีลีน่าผละริมฝีปากออกจากลำคอของเรน ร่างกายของแวมไพร์สาวสั่นเทาจากการสูญเสียพลังงาน แต่แววตากลับลุกโชนด้วยเพลิงแห่งโทสะที่น่ากลัวที่สุด เธอค่อยๆ วางร่างของเรนลงอย่างทะนุถนอมบนพื้นพรม ก่อนจะลุกขึ้นยืนช้าๆ เงาร่างของเธอยาวยืดออกไปทาบทับร่างของลูเซียนจนมิด
"เจ้าบังอาจ... ทำให้ดวงใจของข้าต้องหลั่งเลือด" เสียงของอีลีน่าไม่ได้ดัง แต่กลับทรงพลังจนหน้าต่างกระจกสีสวดมนต์ในห้องโถงแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ แรงกดดันมหาศาลแผ่ขยายออกไปจนลูเซียนต้องก้าวถอยหลังด้วยความหวาดกลัว
เรนค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาสีรัตติกาลของเธอบัดนี้เปลี่ยนเป็นสีแดงฉานระยิบระยับราวกับอัญมณีต้องคำสาป เธอลุกขึ้นยืนเคียงข้างอีลีน่า รอยแผลหายสนิทอย่างไร้ร่องรอย พลังอำนาจใหม่ที่เอ่อล้นอยู่ในกายทำให้เธอมองเห็นทุกสิ่งชัดเจนยิ่งกว่าเดิม—รวมถึงความตายที่กำลังรอคอยลูเซียนอยู่เบื้องหน้า
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงปรบมือช้าๆ และน่าขนลุกก็ดังขึ้นจากความมืดมิดบริเวณระเบียงด้านบน
"ช่างเป็นภาพความรักที่งดงามและน่าประทับใจเสียจริง... เคาน์เตสผู้สูงศักดิ์"
เสียงแหบพร่าของผู้มาใหม่คนหนึ่งดังขึ้น พร้อมกับเงาร่างสูงโปร่งที่ก้าวออกมาจากความมืด เรนหันไปมองตามเสียงนั้น หัวใจที่เพิ่งสงบลงกลับกระตุกวูบด้วยความตกตะลึงเมื่อเห็นใบหน้าของบุคคลที่ปรากฏกายขึ้นในยามวิกาลนี้—คนคนนั้นคือบุคคลที่ควรจะตายไปแล้วในอดีตเมื่อสิปปีก่อน... บุคคลที่เป็นต้นเหตุทั้งหมดของโศกนาฏกรรมนี้
บลัดดี้แมรี่ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งลงมาในความมืดมิดและหอมหวานนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
พันธะเลือดสีนิล: รอยจูบใต้เงาอเวจี•ตอนที่ 45
แสงสุดท้ายในความมืด
ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะเลือดสีนิล: รอยจูบใต้เงาอเวจี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!