"อย่าได้แตะต้องมัน... ถ้าเจ้ายังไม่อยากเห็นเลือดของตัวเองฉาบอยู่บนผนังพวกนี้"
น้ำเสียงของอีลีน่าเย็นเยียบราวกับน้ำค้างแข็งในสุสาน เธอไม่ได้หันมามอง แต่ปลายนิ้วเรียวยาวที่สวมแหวนอัญมณีสีเลือดกลับบีบต้นแขนของเรนแน่นจนรู้สึกได้ถึงสัมผัสเย็นชืดที่ทะลุผ่านเนื้อผ้าเข้ามา
เรนไม่ได้ตอบโต้ เธอเพียงแค่ยืนนิ่งค้างอยู่หน้าภาพวาดสีน้ำมันขนาดมหึมาในโถงทางเดินที่ยาวสุดลูกหูลูกตา บรรยากาศรอบตัวบีบคั้นจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นอายของความตายที่หมักหมมมานานนับร้อยปีอบอวลอยู่ในอากาศ ไม่ใช่กลิ่นเน่าเปื่อย แต่เป็นกลิ่นหอมหวานของกุหลาบดำที่โรยราจนกลายเป็นเถ้าถ่าน
"ภาพนี้... ทำไมดวงตาของหญิงสาวในรูปถึงยังขยับได้ล่ะคะ?" เรนกระซิบ เสียงของเธอสั่นพร่าไม่ใช่อันเนื่องมาจากความกลัวเพียงอย่างเดียว แต่เพราะภาพลักษณ์ตรงหน้าที่กำลังบิดเบี้ยว หญิงสาวในภาพสวมชุดราตรีสีขาวบริสุทธิ์ ทว่าที่ลำคอของหล่อนกลับมีรอยแผลเป็นสีดำสนิทที่กำลังหลั่งหยาดเลือดออกมาอย่างช้าๆ
อีลีน่ากระชากตัวเรนให้หันกลับมา แววตาสีอำพันของแวมไพร์สาววาวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ซ่อนปมความอาลัยอาวรณ์เอาไว้ลึกสุดหยั่ง "เจ้ายังไม่รู้อะไรเลย เรน... บางอย่างในบ้านหลังนี้มันหิวโหย และการมองเห็นของเจ้าจะทำหน้าที่เป็นจานอาหารชั้นเลิศให้พวกมัน"
เรนหอบหายใจถี่ จังหวะหัวใจของเธอเต้นกระหน่ำรุนแรงขึ้นทันทีที่ฝ่ามือของอีลีน่าลูบผ่านแก้มของเธอ สัมผัสนั้นแผ่ซ่านความกระหายที่น่ากลัวพอๆ กับความปรารถนาที่ยากจะปฏิเสธ แต่ในวินาทีที่ผิวเนื้อสัมผัสกัน นิมิตบางอย่างก็พุ่งเข้าใส่โสตประสาทของเธอเหมือนคมหอก
*เสียงกรีดร้องที่ถูกกลืนหายไปในความเงียบ... กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งในห้องจัดเลี้ยง... ร่างของหญิงสาวชุดขาวที่ทรุดลงบนพรมสีแดงฉาน ในขณะที่ชายคนหนึ่งในชุดสูททหารโบราณยืนมองด้วยสายตาเยือกเย็น... ลูเซียน? ไม่ใช่... แต่เป็นเงาที่ซ้อนทับกัน!*
เรนทรุดเข่าลงกับพื้น มือทั้งสองกุมขมับแน่น ภาพในอดีตฉายซ้ำราวกับแผ่นฟิล์มที่ชำรุด "ท่านฆ่าเธอ... อีลีน่า... ท่านเป็นคนทำให้เธอต้องตาย!"
อีลีน่าชะงัก ลมหายใจของแวมไพร์สาวสะดุดกึก ความอ่อนโยนเพียงน้อยนิดที่ฉายชัดในดวงตาเลือนหายไปเหลือเพียงความเย็นชาที่น่าสะพรึงกลัว เธอโน้มตัวลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบชิดกัน กลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษณาและโลหะในตัวอีลีน่าทำให้เรนแทบคลุ้มคลั่ง
"ข้าไม่ได้ฆ่าเธอ" อีลีน่ากระซิบข้างหู น้ำเสียงของเธอแหบพร่าและเปี่ยมไปด้วยแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่าน "ข้าแค่ทำให้เธอเป็นอมตะในรูปแบบที่เจ้าไม่มีวันเข้าใจ... เหมือนกับที่ข้ากำลังจะทำกับเจ้า เรน"
ก่อนที่เรนจะได้โต้ตอบ ความเงียบสงัดของโถงทางเดินก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ดังสะท้อนมาจากปลายทางมืดมิด ลูเซียนก้าวออกมาจากเงามืดของเสาหิน มือหนึ่งของเขากุมด้ามไม้กางเขนสีเงินที่สลักลวดลายแปลกประหลาด เขายิ้ม—รอยยิ้มที่ไม่ได้สื่อถึงความเป็นมิตร แต่มันคือรอยยิ้มของผู้ล่าที่ต้อนเหยื่อจนมุม
"บทสนทนาเรื่องความรักอมตะนี่มันช่างน่าซึ้งใจเสียจริง" ลูเซียนเอ่ยพลางกวาดสายตามองทั้งคู่ "แต่น่าเสียดายที่มรดกเลือดของตระกูลนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อชดเชยความผิดบาปในอดีตของใครบางคน... มันมีไว้เพื่อจุดจบของพวกเจ้าต่างหาก"
บรรยากาศในโถงทางเดินเปลี่ยนไปทันที ความกดดันจากไอพลังของแวมไพร์และจิตสังหารของนักล่าปะทะกันจนเกิดประกายไฟในอากาศ เรนสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างที่กำลังตื่นขึ้นจากผืนพรมที่เธอคุกเข่าอยู่ เลือดของอดีตเจ้าของคฤหาสน์ที่ฝังรากลึกอยู่ในพื้นไม้กำลังพุ่งพล่านตอบรับกับพลังของเธอ
ทันใดนั้น ผนังโถงทางเดินที่เคยเป็นหินแกรนิตก็เริ่มมีรอยร้าว เสียงกระซิบจากวิญญาณนับร้อยดังก้องไปทั่วคฤหาสน์ อีลีน่าผลักเรนไปด้านหลังอย่างรวดเร็วพร้อมกับกางกรงเล็บออกเตรียมพร้อมรับมือ แต่แล้ว ลูเซียนกลับไม่ได้พุ่งเข้าหาอีลีน่า เขากลับปักไม้กางเขนลงบนพื้นไม้จนเกิดรอยแตกสีดำมืดราวกับหลุมอเวจี
เรนเบิกตากว้างเมื่อเห็นเงาสีดำค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากพื้นดิน มันไม่ใช่ปีศาจ ไม่ใช่แวมไพร์ แต่มันคือร่างแยกของอีลีน่าในอดีต... ร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผลและความแค้นที่พร้อมจะกระชากวิญญาณของทุกคนที่ขวางหน้า
ลูเซียนหัวเราะเบาๆ ในลำคอ "ยินดีต้อนรับสู่ความจริงที่เจ้าพยายามฝังมันไว้ใต้พรมนะ... ท่านเคาน์เตส"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ห้วงอเวจีไปกับ "บลัดดี้แมรี่" ครับ
พันธะเลือดสีนิล: รอยจูบใต้เงาอเวจี•ตอนที่ 4
โถงทางเดินแห่งความหลัง
ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะเลือดสีนิล: รอยจูบใต้เงาอเวจี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!