“เจ้าคิดหรือว่ากลิ่นคาวเลือดที่เจ้าพยายามปกปิดด้วยน้ำมันหอมระเหยราคาแพง จะตบตาข้าได้ อีลีน่า?”
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจของเคาน์เตสอีลีน่าดังก้องในห้องโถงกว้างที่ประดับด้วยผ้าม่านกำมะหยี่สีเลือดนก นางยืนพิงเสาหินอ่อน มือเรียวยาวที่สวมถุงมือลูกไม้สีดำสนิทเลื่อนไล้ไปตามขอบแก้วคริสตัลบรรจุของเหลวสีแดงฉาน สายตาคู่คมดุจเหยี่ยวจ้องมองไปยังบุรุษหนุ่มเบื้องหน้า—ผู้ที่เพิ่งก้าวข้ามผ่านประตูคฤหาสน์เข้ามาเมื่อครู่
ลูเซียนไม่ได้สะทกสะท้าน เขาคลี่ยิ้มบางที่ดูเหมือนจะไร้พิษภัย แต่ในดวงตาคู่นั้นกลับไร้ซึ่งความอบอุ่น—มันเย็นเยียบราวกับดาบเงินที่เตรียมพร้อมจะเสียบทะลุหัวใจใครสักคน
“ความลับก็เหมือนกับรอยตำหนิบนผิวพรรณนั่นแหละครับเคาน์เตส ยิ่งพยายามซ่อน มันยิ่งเด่นชัด” ลูเซียนตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าแฝงไว้ด้วยนัยที่บาดลึก “กระผมเพียงแต่มาในฐานะแขกผู้ช่วยที่ได้รับคำเชิญ... หรือท่านจะบอกว่า การต้อนรับแขกเป็นสิ่งที่ท่านลืมเลือนไปพร้อมกับกาลเวลาเสียแล้ว?”
เรนยืนอยู่ไม่ไกลจากจุดนั้น หัวใจของนางเต้นรัวจนเจ็บหน้าอก พลังพิเศษของนางเริ่มทำงานโดยไม่ได้ตั้งใจ ภาพนิมิตสีขาวโพลนผุดพรายขึ้นในหัว—ภาพของเศษเหล็กที่อาบไปด้วยมนตราโบราณและกลิ่นกำยานที่เผาไหม้ ลูเซียนไม่ใช่แค่แขก เขากำลังนำความตายมาสู่สถานที่แห่งนี้
อีลีน่าละสายตาจากแขกผู้มาเยือนมายังร่างของเรนเพียงชั่ววูบ แววตาของนางอ่อนแสงลงครู่หนึ่งก่อนจะกลับมาแข็งกร้าวเหมือนเดิม นางก้าวเดินอย่างเชื่องช้า สง่างามดุจราชินีแห่งรัตติกาลเข้าหาลูเซียน จนระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือน้อยจนแทบจะสัมผัสได้ถึงลมหายใจ
“แขกผู้ช่วยงั้นหรือ?” อีลีน่าแสยะยิ้มที่มุมปาก “หรือแขกที่มาเพื่อสังเกตการณ์ความพินาศของเจ้าของบ้านกันแน่ แต่เอาเถอะ ในเมื่อเจ้ามาถึงถิ่นของข้าแล้ว ข้าก็จะอนุญาตให้เจ้าเดินชมคฤหาสน์หลังนี้ได้... ตราบเท่าที่เจ้าไม่เผลอทำตัว 'น่ารำคาญ' จนข้าต้องจัดการฝังเจ้าไว้ใต้พื้นหินพวกนี้”
เรนขยับตัวเข้ามาใกล้ พยายามรวบรวมความกล้าเพื่อที่จะเอ่ยปากทักท้วง “อีลีน่า... ท่านไม่ควร—”
“ถอยไป เรน” อีลีน่าเอ่ยตัดบทโดยไม่หันมามอง แต่กระแสเสียงนั้นสั่นไหวเล็กน้อยด้วยอารมณ์ที่เรนเองก็อ่านไม่ออก “เจ้ายังไม่รู้ว่าสิ่งใดที่ควรจะกลัว สิ่งใดที่ควรจะหลีกหนี จงกลับไปที่ห้องทำงานของเจ้าเสีย ก่อนที่กลิ่นของคนแปลกหน้าจะทำให้นางต้องสำลักความหวาดกลัวไปมากกว่านี้”
ลูเซียนเลิกคิ้วมองเรน เขาเหยียดยิ้มที่ทำให้เลือดในกายของเรนเย็นเฉียบ “แม่สาวน้อยคนนี้นี่เอง ที่เขาล่ำลือกันว่าเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น... น่าสนใจไม่น้อยนะครับเคาน์เตส หากข้าจะขออาสาเป็นคนพาเดินชมคฤหาสน์แทนท่านในระหว่างที่ท่านจัดการธุระ... ท่านจะว่าอย่างไร?”
บรรยากาศในโถงห้องกว้างตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก อีลีน่ากำแก้วในมือแน่นจนคริสตัลแทบจะร้าวเป็นเสี่ยงๆ นางรู้ดีว่าลูเซียนกำลังท้าทายอำนาจของนาง และการที่เขากล้าแตะต้องตัวตนของเรน มันคือการประกาศสงครามที่ไร้เสียง
“ไม่มีใครในที่แห่งนี้มีอำนาจพอจะบัญชาได้นอกจากข้า” อีลีน่าก้าวเข้าไปประชิดตัวเรน มือเรียวคว้าคางของหญิงสาวให้เงยขึ้นสบตา สายตาของนางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเรนราวกับจะสื่อสารบางอย่างที่เกินกว่าคำพูด “จำไว้ให้ดีเรน... ไม่ว่าเขาจะพูดอะไร หรือแสดงละครฉากไหน อย่าได้หลงเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น และที่สำคัญกว่านั้น... อย่าได้หลงเชื่อในกลิ่นของดอกกุหลาบที่ดูจะหอมหวานเป็นพิเศษในค่ำคืนนี้”
เรนสะดุ้งสุดตัวเมื่อกลิ่นของดอกกุหลาบสีดำลอยอบอวลขึ้นมาจากตัวของลูเซียน มันไม่ใช่กลิ่นหอมธรรมดา แต่มันคือกลิ่นของยาพิษที่อาบด้วยอาคม
“กระผมคงต้องขอตัวไปพักผ่อนสักครู่ หวังว่าคืนนี้จะเป็นคืนที่น่าประทับใจสำหรับเราทุกคนนะครับ” ลูเซียนโค้งตัวอย่างสุภาพจนเกินควร ก่อนจะเดินผ่านเรนไป ในจังหวะที่เขาเดินผ่าน ไหล่ของเขาเฉียดผ่านไหล่ของหญิงสาว แผ่วเบาแต่จงใจ
เรนรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านผิวหนัง ลูเซียนกระซิบข้างหูนางด้วยเสียงที่เบาจนอีลีน่าไม่ได้ยิน “อดีตที่เจ้าเห็น... มันอาจจะไม่ใช่อดีตที่เกิดขึ้นจริงเสมอไปหรอกนะแม่สาวน้อย บางที... สิ่งที่เจ้ากำลังรอคอยอยู่อาจจะเป็นสิ่งที่ทำลายเจ้าได้มากที่สุด”
ร่างของลูเซียนหายลับไปในความมืดของโถงทางเดิน ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าอึดอัด อีลีน่าละมือจากคางของเรน แล้วถอยห่างออกมา นางหันหลังกลับไปมองบานหน้าต่างที่สะท้อนเงาของดวงจันทร์สีหม่น
“เขามีบางอย่างที่ต่างออกไป อีลีน่า...” เรนเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ “ข้าเห็นรอยแผลที่หน้าอกของเขา... มันไม่ใช่รอยแผลจากสงคราม แต่มันคือตราประทับของนักล่าที่ถูกสาป”
อีลีน่าไม่ได้หันมามอง นางเพียงแค่ยกแก้วคริสตัลขึ้นดื่มของเหลวสีแดงนั้นจนหมด ก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะด้วยเสียงที่หนักแน่น
“ข้ารู้เรน” อีลีน่าตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาอย่างถึงที่สุด “และข้าไม่ได้เชิญเขาเข้ามาเพื่อเป็นแขก... ข้าเชิญเขาเข้ามาเพื่อจะดูว่า ระหว่างเขากับข้า ใครกันแน่ที่จะเป็นผู้รอดชีวิตในตอนจบของเกมนี้”
ในขณะที่เรนกำลังจะก้าวเข้าไปหาเคาน์เตสเพื่อให้ความอบอุ่นแก่หัวใจที่ดูจะแตกร้าวของอีกฝ่าย เสียงประตูด้านหน้าคฤหาสน์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง—ไม่ใช่เสียงเคาะ แต่มันคือเสียงประตูปริศนาที่ค่อยๆ ถูกแง้มเปิดออกเองตามลำพัง พร้อมกับร่างของใครบางคนที่ยืนอยู่ท่ามกลางสายหมอกหนาที่พัดเข้ามาปะทะกับแสงไฟในห้องโถง ลูเซียนที่เพิ่งเดินจากไปไม่นานชะงักฝีเท้าอยู่ตรงหัวมุมทางเดิน พร้อมกับรอยยิ้มที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อเห็นแขกผู้มาใหม่
และเมื่อคนผู้นั้นก้าวเข้ามาใต้แสงเทียน เรนถึงกับต้องทรุดเข่าลงกับพื้นด้วยความตกตะลึง เพราะใบหน้าของผู้มาเยือน... คือใบหน้าเดียวกับคนในนิมิตที่นางเพิ่งเห็นในวินาทีที่เขาสิ้นใจไปเมื่อสิบปีก่อน!
บลัดดี้แมรี่ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกแห่งความลึกลับนี้ไปกับข้าพเจ้านะคะ หวังว่าทุกท่านจะยังคงรักษาระยะห่างจากเงามืด และเตรียมตัวรับมือกับความจริงที่จะเปิดเผยในบทถัดไปนะคะ
พันธะเลือดสีนิล: รอยจูบใต้เงาอเวจี•ตอนที่ 14
แขกคนใหม่ในคฤหาสน์
ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะเลือดสีนิล: รอยจูบใต้เงาอเวจี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!