พันธะเลือดสีนิล: รอยจูบใต้เงาอเวจี•ตอนที่ 7

อาหารค่ำใต้แสงจันทร์

ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
กลิ่นหอมของไวน์แดงวินเทจปี 1898 ลอยอวลปะปนกับกลิ่นสนิมเหล็กจางๆ ที่โชยมาจากแจกันดอกกุหลาบสีดำบนโต๊ะอาหารยาวสไตล์โกธิค แสงเทียนนับร้อยเล่มในเชิงทองเหลืองบิดเบี้ยวทอดเงายาวน่ากลัวบนผนังหินทึบของคฤหาสน์รัตติกาล "คุณดูไม่ค่อยเจริญอาหารเลยนะ คุณมอนโร" เสียงทุ้มต่ำของเคาน์เตสอีลีน่าดังขึ้น ทะลายความเงียบงันที่กดทับบรรยากาศราวกับใบมีดโกน เธอนั่งอยู่ ณ หัวโต๊ะ ในชุดราตรีผ้ากำมะหยี่สีนิลขับผิวขาวซีดราวกระเบื้องเคลือบ ดวงตาสีเพลิงคู่คมกริบจับจ้องแขกผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา นิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะเป็นจังหวะเชื่องช้า—จังหวะเดียวกับเสียงชีพจรที่กำลังเต้นเร่าในอกของเรน ซึ่งยืนหลบมุมอยู่หลังเก้าอี้ของเธอ ลูเซียนวางช้อนเงินลงกระทบจานกระเบื้องเสียงดังสนั่น เขายกผ้าเช็ดปากขึ้นซับมุมปากอย่างเชื่องช้า ดวงตาสีเทาเข้มใต้กรอบแว่นโลหะกวาดตามองรอบห้องโถงก่อนจะหยุดนิ่งที่ร่างของเรนเพียงเสี้ยววินาที รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของชายหนุ่ม "อาหารเลิศรสระดับนี้ หาไม่ได้ง่ายๆ ในโลกภายนอกหรอกครับ ท่านเคาน์เตส... เพียงแต่ ผมสงสัยว่าวัตถุดิบหลักในค่ำคืนนี้ มันผ่านการ 'ตรวจสอบ' คุณภาพอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วหรือยัง" ลูเซียนจงใจเน้นเสียงที่คำว่าตรวจสอบ สายตาคมปลาบส่งตรงไปยังเรน จนหญิงสาวรู้สึกราวกับถูกเข็มพิษนับร้อยเล่มทิ่มแทงผิวหนัง เรนก้มหน้าลงเล็กน้อย ฝ่ามือชื้นเหงื่อกำชายกระโปรงแน่น พลังพิเศษในตัวเธอกำลังส่งเสียงกรีดร้องเตือนภัย อดีตที่ตายไปของลูเซียนแวบเข้ามาในหัว สมองของเธอเห็นภาพคราบเลือดบนใบมีดเงินและกลิ่นอายของนักล่าที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้สูทสั่งตัดราคาแพง อีลีน่าแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นเย็นเยียบราวกับสายลมจากขุมนรก เธอรินไวน์สีแดงเข้มลงในแก้วคริสตัลอย่างใจเย็น ก่อนจะเลื่อนมันไปตรงหน้าแขกผู้ไม่ได้รับเชิญ "ของบางอย่าง... ต่อให้เจ้าของมันพยายามซ่อนเขี้ยวเล็บไว้ใต้หน้ากากสุภาพชนมากแค่ไหน สัญชาตญาณของนักล่าก็ยังคงส่งกลิ่นเน่าเฟะออกมาอยู่ดี" อีลีน่าโน้มตัวไปข้างหน้า แสงเทียนวับแวมสะท้อนในดวงตาที่เต็มไปด้วยกระหายเลือด "คุณว่าจริงไหม ลูเซียน... หรือควรจะเรียกว่า 'สุนัขล่าเนื้อ' จากสภาสูงแห่งวาติกันดีล่ะ?" บรรยากาศในห้องอุณหภูมิลดฮวบทันที ลูเซียนชะงักไปชั่วขณะ รอยยิ้มสุภาพบนใบหน้าจางหายไปแทนที่ด้วยแววตาเหี้ยมเกรียม เขาไม่ได้แสดงอาการตกใจอย่างที่ควรจะเป็น กลับหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างเย้ยหยัน "ท่านเคาน์เตสยังคง... หูไวตาไวสมคำร่ำลือ" ลูเซียนประสานมือวางบนโต๊ะโน้มตัวเข้าหาอีลีน่าเช่นกัน ระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือเพียงไม่กี่คืบ "แต่ท่านคงลืมไปว่า... กุหลาบงามต่อให้มีหนามแหลมคมแค่ไหน หากรากแก้วมันเน่าเฟะจากภายใน สักวันมันก็ต้องถูกโค่นเพื่อความสงบสุขของมวลมนุษย์" "สามหาว!" อีลีน่าตบโต๊ะฉาดใหญ่ แก้วไวน์สั่นสะเทือนจนของเหลวสีแดงกระฉอก พลังกดดันมหาศาลแผ่พุ่งออกจากร่างของแวมไพร์สาวจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว เรนสะดุ้งเฮือก หัวใจแทบหยุดเต้นเมื่อเห็นแววตาของอีลีน่าแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานเต็มขั้น เขี้ยวคมเริ่มงอกยาวขึ้นใต้ริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่นด้วยความโกรธ ทว่า ลูเซียนกลับยิ้มเยาะอย่างเหนือกว่า เขาหยิบวัตถุดิบชิ้นเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ มันคือจี้กางเขนเงินโบราณที่สลักลวดลายประหลาด ทันทีที่มันถูกวางลงบนโต๊ะ แสงสีขาวนวลก็แผ่ขยายออกมาราวกับม่านพลังงานที่กดทับร่างของอีลีน่าให้ชะงัก "อย่าเพิ่งใจร้อนสิครับ ท่านเคาน์เตส..." ลูเซียนกระซิบ น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยความร้ายกาจ "ผมไม่ได้มาเพื่อเปิดฉากฆ่าล้างบางในบ้านของคุณ... แต่อยากมา 'เจรจา' เรื่องของบรรณาการชิ้นใหม่ต่างหาก" ดวงตาสีเพลิงของอีลีน่าหรี่แคบลง เธอมองจี้กางเขนนั้นสลับกับใบหน้าของลูเซียน ก่อนที่สายตาอันดุร้ายจะเลื่อนกลับมามองเรนที่ยืนตัวสั่นเทาอยู่ข้างหลัง "เจ้าหมายความว่าอย่างไร..." อีลีน่าเค้นเสียงลอดไรฟัน "ผมหมายถึง..." ลูเซียนยกย่องมุมปาก สายตาคมกริบมองเลยผ่านร่างของอีลีน่ามาสบตากับเรนโดยตรง "เด็กผู้หญิงคนนี้... คนที่ถือครอง 'ดวงตาแห่งอดีต' ที่พวกคุณตามหา ความจริงแล้ว... เธอคือสายเลือดสายตรงคนสุดท้ายของตระกูลนักล่าที่ทรยศเผ่าพันธุ์... และแม่ของเธอ ก็คือคนที่ฆ่าคนรักเก่าของท่านเคาน์เตสเมื่อร้อยปีก่อน" สิ้นคำพูดนั้น เสียงช้อนในมือของอีลีน่าก็หักคามือ เศษโลหะบาดฝ่ามือขาวซีดจนเลือดสีแดงสดหยดลงบนพื้นพรม แต่เคาน์เตสกลับไม่รู้สึกเจ็บปวดแม้แต่น้อย เธอนิ่งงันราวกับถูกสายฟ้าฟาดซ้ำลงกลางใจ เรนเบิกตากว้าง หูอื้ออึง โลกทั้งใบพังครืนลงมาในเสี้ยววินาที ความทรงจำที่กระจัดกระจายในหัวพุ่งชนกันอย่างรุนแรง ภาพความตาย ภาพโลหิต และภาพใบหน้าของอีลีน่าในอดีตซ้อนทับกันจนแทบหายใจไม่ออก ก่อนที่ใครจะได้เอื้อnเอ่ยคำใดออกมา เสียงปรบมือช้าๆ ดังขึ้นจากความมืดมิดบริเวณประตูทางเข้าห้องอาหาร... เงาร่างหนึ่งก้าวพ้นความมืดออกมาภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านหน้าต่างกระจกสี ร่างนั้นสูงโปร่ง สวมเสื้อโค้ทคลุมยาว และรอยยิ้มที่เรนจำได้ไม่มีวันลืม—ใบหน้าของคนที่ควรจะตายไปแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน "เล่นละครกันสนุกพอหรือยังล่ะ... น้องสาวตัวน้อยของฉัน" ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ห้วงอเวจีไปกับ "บลัดดี้แมรี่" ครับ
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะเลือดสีนิล: รอยจูบใต้เงาอเวจี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%