“เจ้าคิดว่าความรักจะช่วยเจ้าได้งั้นหรือ... เจ้าเด็กโง่?”
ประโยคนั้นยังคงดังก้องอยู่ในมโนภาพของเรน ราวกับเสียงกระซิบจากหลุมศพที่ไร้ก้นบึ้ง อีลีน่าในยามนี้ไม่ได้มีแววตาที่หลงใหลในตัวนางเหมือนเช่นทุกครา แต่กลับเต็มไปด้วยรอยร้าวที่ยากจะประสาน ราวกับว่าภายใต้ใบหน้าอันงดงามที่เรนรักนั้น มีปีศาจอีกตนหนึ่งกำลังเฝ้ามองดูความโง่เขลาของนางด้วยความสมเพช
ทว่า ลมหายใจที่รดต้นคอของเรนในเวลานี้กลับไม่ใช่ลมหายใจที่เย็นเฉียบของแวมไพร์ หากแต่เป็นไออุ่นของมนุษย์ที่ดูเหมือนจะปลอดภัยและจริงใจที่สุด
“อย่าเพิ่งตัดสินเธอจากแววตาชั่ววูบนั้นเลย เรน...” ลูเซียนกระซิบข้างหู น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและราบเรียบราวกับผิวน้ำที่ไม่มีวันสั่นไหว เขาประคองไหล่ของเรนไว้อย่างแผ่วเบา แต่หนักแน่นด้วยเจตนา “เจ้าก็รู้ว่าพวกแวมไพร์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เปราะบางต่อความทรงจำมากเพียงใด ยิ่งเจ้าพยายามยึดเหนี่ยวเธอมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งหวาดกลัวว่าภาพเงาของคนรักเก่าจะทับซ้อนลงบนร่างของเจ้า”
เรนขมวดคิ้วแน่น มือของนางกำชายเสื้อของตัวเองจนยับย่น ความสับสนประดังเข้ามาดั่งพายุ “เจ้าหมายความว่าอย่างไรกันแน่ ลูเซียน? ทำไมเจ้าถึงรู้เรื่องของอีลีน่าดีกว่าข้าที่อยู่ข้างกายเธอมาตลอด?”
ลูเซียนปล่อยมือช้าๆ เขาเดินอ้อมมาอยู่ตรงหน้าเรน ดวงตาคมกริบของนักล่าคู่นั้นสะท้อนความห่วงใยที่ดูน่าเชื่อถืออย่างประหลาด เขาสวมเสื้อคลุมสีเข้มที่ดูทะมัดทะแมง ผิดกับความหรูหราอลังการในปราสาทแห่งนี้ “เพราะข้าเห็นสิ่งที่เจ้ามองไม่เห็นอย่างไรเล่า ข้าเห็นความลับที่เธอซ่อนไว้ในห้องสมุดใต้ดินนั่น... ห้องที่เธอห้ามไม่ให้เจ้าก้าวเข้าไปแม้แต่ก้าวเดียว”
หัวใจของเรนกระตุกวูบ ความสงสัยที่เคยถูกกดทับด้วยความรักเริ่มปริแตก
“ข้างในนั้น... มีรูปภาพและข้าวของของ 'คนนั้น' เต็มไปหมด” ลูเซียนโน้มตัวลงมาใกล้ขึ้น สายตาของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเรน “หากเจ้าต้องการพิสูจน์ความจริงว่าเธอรักเจ้า หรือเพียงแค่ใช้เจ้าเป็นตัวแทนของความตายที่ไม่มีวันลืมเลือน เจ้าต้องไปที่นั่นตอนนี้ ในขณะที่เธอออกไปจัดการธุระในเมือง คืนนี้คือโอกาสเดียวที่เจ้าจะกอบกู้หัวใจของตัวเองคืนมาได้”
“แต่นางสั่งห้ามข้า...” เรนพึมพำ เสียงของนางสั่นพร่า
“คำสั่งที่ปิดกั้นความจริง คือการกักขังที่โหดร้ายที่สุดนะ เรน” ลูเซียนยกมือขึ้นแตะที่ข้างแก้มของเรน ปลายนิ้วของเขาสากเล็กน้อยตามประสาชายที่ผ่านการฝึกฝนอาวุธ “ข้าจะถ่วงเวลาองครักษ์ของเธอไว้ให้ เจ้ามีเวลาเพียงชั่วธูปหมดดอกเท่านั้น หากเจ้าอยากเป็นอิสระจากพันธะที่มองไม่เห็นนี้ จงไปดูให้เห็นกับตาว่าเธอเก็บซ่อนใครไว้ในหัวใจกันแน่”
เรนยืนนิ่งงันอยู่หน้าประตูบานใหญ่ที่ทำจากไม้โอ๊คเก่าแก่ กลิ่นอายของกาลเวลาและคราบเลือดจางๆ ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ ลูเซียนเดินหายลับไปในเงามืดของระเบียง ทิ้งให้นางยืนอยู่เพียงลำพังกับความหวาดกลัวที่กัดกินจิตใจ
*‘ไปเสียเถิด... ก่อนที่ความเชื่อใจจะกลายเป็นโซ่ตรวนที่ผูกมัดเจ้าจนตาย’* เสียงของลูเซียนยังคงดังก้องในโสตประสาท
เรนตัดสินใจบิดลูกบิดประตู เสียงกลไกที่หนักอึ้งทำงานดังลั่นราวกับเสียงเตือนภัย ห้องที่ถูกปิดตายนี้ไม่ได้มีเพียงฝุ่นละออง หากแต่มีกลิ่นอายของความเศร้าโศกที่เข้มข้นจนแทบหายใจไม่ออก ผนังห้องเรียงรายไปด้วยภาพวาดของผู้หญิงคนหนึ่ง... ผู้หญิงที่มีโครงหน้าคล้ายเรนอย่างน่าประหลาดใจ แต่ดวงตานั้นกลับฉายแววแห่งความมั่นใจที่เรนไม่เคยมี
นางเดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานกลางห้อง บนนั้นมีจดหมายฉบับหนึ่งที่ยังไม่ได้ปิดผนึก หัวใจของเรนเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนก มือที่สั่นเทาหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอ่าน
*‘เรนเป็นเพียงภาชนะที่สมบูรณ์แบบ... เลือดของนางจะปลุกวิญญาณของเจ้าให้กลับคืนมาอีกครั้ง... ความรักเพียงชั่วคราวนี้ เป็นเพียงพิธีกรรมที่ข้าต้องจำยอม’*
ความรู้สึกเหมือนถูกกระชากวิญญาณออกจากร่างจู่โจมเรนในทันที เลือดในกายของนางเย็นเฉียบจนแทบหยุดไหล ข้อมูลที่นางได้รับมาทั้งหมดไม่ใช่ความรัก แต่เป็นแผนการที่ไร้ความปรานีที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะได้รับ
ทว่า ทันใดนั้นเอง แสงเทียนในห้องก็ดับวูบลงพร้อมกับเสียงปิดประตูที่ดังกึกก้อง เรนหันกลับไปตามสัญชาตญาณ แต่สิ่งที่นางเห็นไม่ใช่ลูเซียนที่นางคิดว่าอยู่ข้างนอก...
ท่ามกลางความมืดมิดนั้น ร่างสูงโปร่งที่สวมชุดราตรีสีนิลยืนพิงกรอบประตูด้วยท่าทางเย็นชา ดวงตาของอีลีน่าเปล่งประกายสีแดงก่ำท่ามกลางเงามืด รอยยิ้มของนางไม่ได้แสดงถึงความโกรธ แต่มันคือความผิดหวังที่ลึกซึ้งและน่าขนลุกยิ่งกว่า
“เจ้าเข้ามาในที่ที่ข้าห้ามไว้... เพราะคำลวงของคนเพียงคนเดียวงั้นหรือ เรน?”
เสียงของอีลีน่าเย็นเยียบจนหัวใจของเรนร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม นางพยายามจะก้าวถอยหลัง แต่ขาของนางกลับไร้เรี่ยวแรง ราวกับถูกพันธนาการด้วยมนตราที่นางไม่เคยรู้ว่ามีอยู่
อีลีน่าก้าวเข้ามาใกล้ แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างเผยให้เห็นใบหน้าที่เรียบเฉย แต่มือของนางที่เอื้อมมาเชยคางของเรนนั้นสั่นน้อยๆ “เจ้าอยากรู้ความจริงนักใช่ไหม... ว่าเหตุใดลูเซียนถึงส่งเจ้ามาที่นี่?”
อีลีน่าโน้มหน้าลงมากระซิบที่ข้างหูเรนจนนางรู้สึกถึงความเย็นของเขี้ยวที่แตะผ่านผิวหนัง “เพราะเขารู้ว่าถ้าเจ้าเห็นจดหมายปลอมนั่น เจ้าจะแตกสลาย... และในวินาทีที่เจ้าแตกสลาย ร่างกายของเจ้าจะไร้การป้องกันจากมนตราของข้า และเขาก็จะเข้ามาสังหารเจ้าต่อหน้าต่อตาข้าเพื่อทำลายสิ่งที่ข้ารักที่สุดอย่างไรล่ะ”
ประตูห้องถูกกระแทกเปิดออกอีกครั้งด้วยแรงมหาศาล ลูเซียนยืนอยู่ที่นั่นพร้อมกับดาบอาบน้ำยาพิษในมือ เขากำลังยิ้ม... รอยยิ้มที่เรนเห็นแล้วต้องสะท้านไปถึงกระดูกดำ
“ขอบคุณที่คุมตัวนางไว้ให้ข้า อีลีน่า” ลูเซียนก้าวเท้าเข้ามาในห้องช้าๆ ปลายดาบชี้ตรงมาที่หัวใจของเรน “ตอนนี้นางคือเครื่องบูชายัญที่สมบูรณ์แบบที่สุด... สำหรับการล้างแค้นตระกูลแวมไพร์ของเจ้า!”
หวังว่าตอนที่ 36 นี้จะทำให้คุณนักอ่านทุกท่านตื่นเต้นไปกับโชคชะตาที่พลิกผันของเรนนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
บลัดดี้แมรี่
พันธะเลือดสีนิล: รอยจูบใต้เงาอเวจี•ตอนที่ 36
กับดักแห่งความเชื่อใจ
ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะเลือดสีนิล: รอยจูบใต้เงาอเวจี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!