ความมืดมิดไม่ได้ว่างเปล่า หากแต่มันมีน้ำหนัก... หนักหน่วงเสียจนบดขยี้กระดูกทุกท่อนในร่างกายให้แหลกละเอียดเป็นผุยผง กลิ่นอายของสนิมเหล็กและกลิ่นหอมหวานอันเป็นเอกลักษณ์ของดอกกุหลาบสีดำลอยเคคว้างอยู่ในห้วงอากาศที่ไร้ซึ่งออกซิเจน เรนรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของมหาสมุทรแห่งความทรงจำที่ไร้ก้นบึ้ง แรงกดดันมหาศาลจากเงาอเวจีกำลังพยายามกลืนกินสติสัมปชัญญะที่เหลืออยู่ของเธอให้สูญสลายไปชั่วนิรันดร์
แต่วินาทีที่ปลายนิ้วเย็นเฉียบของชายปริศนาคลายออกจากลำคอของเธอ ภาพเหตุการณ์บิดเบี้ยวรอบตัวก็หยุดชะงักลง
"แกเป็นใคร..." เรนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า ลมหายใจหอบกระชั้น หน้าอกสะท้อนขึ้นลงรุนแรง ความเจ็บปวดจากการถูกกระชากเมื่อครู่ยังคงหลงเหลือเป็นรอยแผลไหม้สีแดงฉานบนผิวเนื้อ ดวงตาคู่สวยพยายามเพ่งมองผ่านความมืดสลัวที่ปกคลุมพื้นที่รอบกาย ซึ่งบัดนี้แปรสภาพจากห้องโถงปราสาทอันโอ่อ่าให้กลายเป็นห้วงมิติสีนิลกาฬอันเวิ้งว้าง
เงาสูงสง่าของชายปริศนาก้าวถอยหลังไปเพียงครึ่งก้าว รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขาภายใต้เงาหมวกคลุมศีรษะ "ข้าก็คือผู้ที่จะปลดปล่อยเธอจากโซ่ตรวนแห่งความลุ่มหลงนี้อย่างไรล่ะ เรน... เจ้ามนุษย์ผู้โง่เขลา ที่ยอมเอาวิญญาณไปผูกติดไว้กับปีศาจกระหายเลือด"
เสียงนั้น... มันไม่ใช่ใครอื่น ลูเซียน นักล่าแวมไพร์ผู้ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดมาเนิ่นนาน แววตาสีเทาเข้มของเขาเต็มไปด้วยความเหยียดหยามและประกายความกระหายในชัยชนะ มือข้างที่ถือดาบเงินสลักลายกางเขนชุ่มไปด้วยหยดเลือดสีเข้ม—เลือดที่เพิ่งถูกกรีดมาจากส่วนลึกของมิติแห่งนี้ เพื่อใช้เป็นกุญแจสำคัญในการตัดขาดสายสัมพันธ์ระหว่างเรนและอีลีน่า
"ถอยไป..." เรนกัดฟันกรอด แม้ร่างกายนจะสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว แต่จิตใจภายในกลับลุกโชนด้วยเปลวเพลิงแห่งความดื้อรั้น เธอกวาดตามองหาใครอีกคน ท่ามกลางความเวิ้งว้างนี้ — อีลีน่า... เคาน์เตสผู้สูงศักดิ์ที่เคยโอบกอดเธอด้วยความหลงใหลอันร้อนแรง บัดนี้กำลังยืนอยู่ไกลออกไป ท่ามกลางพายุหมุนแห่งพลังงานสีนิลที่ระเบิดออกอย่างไร้ทิศทาง
ร่างของอีลีน่าสั่นสะท้าน ดวงตาสีทับทิมที่เคยเยือกเย็นและทรงอำนาจ บัดนี้เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกและร้าวราน หยดน้ำตาที่ไหลรินอาบแก้มของแวมไพร์สาวไม่ได้เป็นสีใสบริสุทธิ์ แต่มันคือหยดเลือดสีเข้มข้นที่สะท้อนถึงความเจ็บปวดเจียนตายจากการสูญเสียการควบคุมพลัง
*“เรน... อย่ามองเขา...”* เสียงกระซิบที่แผ่วเบาราวกับเสียงลมหายใจสุดท้ายของฤดูหนาว ดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทของเรน มันไม่ใช่เสียงที่เปล่งออกมาจากริมฝีปาก แต่เป็นคลื่นความรู้สึกที่ส่งตรงมาจากก้นบึ้งของพันธะโลหิตที่เชื่อมโยงหัวใจทั้งสองดวงเข้าไว้ด้วยกัน *“กลับมาหาฉัน... อย่าทิ้งฉันไว้ในความมืดนี้อีก...”*
ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาในอกของเรน เมื่อเธอเห็นรอยร้าวบนเรือนร่างโปร่งแสงของอีลีน่า พลังงานด้านมืดที่ลูเซียนปลุกขึ้นมาจากการทำลายล้างความทรงจำกำลังฉีกกระชากจิตวิญญาณของแวมไพร์สาวให้แตกสลายเป็นเสี่ยงๆ หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป อีลีน่าจะไม่ใช่แค่สูญเสียเธอ แต่จะสูญเสียตัวตนทั้งหมดจนกลายเป็นเพียงวิญญาณเร่ร่อนในอเวจี
"อีลีน่า!" เรนตะโกนสุดเสียง ไม่สนใจคมดาบเงินในมือของลูเซียนที่ยกขึ้นขวางทาง เธอพุ่งตัวทะยานผ่านความมืดเข้าหาหญิงสาวตรงหน้าทันที
"เจ้าเด็กโง่!" ลูเซียนคำรามด้วยความเกรี้ยวกราด มือหนาคว้าเข้าที่ข้อแขนของเรนอย่างแรงจนกระดูกแทบร้าว แรงเหวี่ยงนั้นทำให้เรนเซถลาล้มลงไปกระแทกกับพื้นดินที่เย็นยะเยือก รสชาติคาวเลือดซ่านขึ้นมาในปากเมื่อข้อศอกกระแทกเข้ากับหินอภินิหาร
"ปล่อยฉันนะ!" เรนหันกลับมาตบหน้าลูเซียนสุดแรง แม้เรี่ยวแรงของมนุษย์จะเทียบไม่ได้กับนักล่าแวมไพร์ผู้ฝึกฝนมาอย่างโชกโชน แต่ความโกรธเกรี้ยวทำให้เธอลืมความกลัวไปสิ้นเชิง รอยฝ่ามือปรากฏชัดเจนบนแก้มของชายหนุ่ม ทำให้ดวงตาของลูเซียนวาวโรจน์ด้วยความโกรธ
"แกกล้าดียังไง..." ลูเซียนเงื้อมือขึ้น หมายจะสั่งสอนหญิงสาวผู้ดื้อรั้นให้หลาบจำ
แต่ทว่า... วินาทีนั้นเอง อุณหภูมิรอบกายก็ลดฮวบลงจนติดลบ ลมหายใจกลายเป็นไอสีขาวขุ่น ความกดอากาศที่หนักหน่วงจนหายใจไม่ออกกลับมาเยือนอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความมืดที่ไร้ทิศทางเหมือนก่อนหน้า หากแต่มันคือ "ความเย็นชา" ขั้นสูงสุดที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของอีลีน่า
เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบลงบนพื้นหินดัง *กริ๊ก... กริ๊ก...* เป็นจังหวะที่เยือกเย็นและน่าสะพรึงกลัวที่สุด
ลูเซียนชะงักมือที่ค้างอยู่กลางอากาศ เขารีบหันขวับไปมองต้นตอของแรงกดดันนั้น และพบกับภาพที่ทำให้แม้แต่นักล่าแวมไพร์ผู้ผ่านศึกมาโชกโชนยังต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
อีลีน่าไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้นในฐานะเหยื่อผู้เจ็บปวดอีกต่อไปแล้ว ดวงตาสีทับทิมคู่สวยเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิตสดๆ ที่หยดลงบนกองหิมะ เส้นผมสีดำสนิทลอยพลิ้วไหวไปตามกระแสลมอาคมที่หมุนวนรอบตัว ปีกสีดำขนาดใหญ่ที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้เร้นกายกางออกแผ่ขยายปกคลุมท้องฟ้าสีนิลจนมืดมิดยิ่งกว่าเดิม ความงดงามอันตรายที่ไร้ซึ่งความปรานีแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณู
*“เจ้ากล้าดียังไง... มาแตะต้องของๆ ข้า”*
น้ำเสียงของอีลีน่าราบเรียบ เย็นชา และเต็มไปด้วยจิตสังหารที่รุนแรงเสียจนลูเซียนต้องก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ แววตาของแวมไพร์สาวไม่ได้มองมาที่เรนด้วยความอ่อนแออีกต่อไปแล้ว แต่พุ่งตรงไปยังร่างของนักล่าแวมไพร์ด้วยความกระหายเลือดที่แท้จริง
เรนยันตัวลุกขึ้นยืนด้วยความทุลักทุเล มือเรียวพยายามเอื้อมออกไปข้างหน้า "อีลีน่า... หยุดก่อน อย่าทำแบบนั้น..."
เสียงเรียกของเรนดูเหมือนจะเป็นเพียงสิ่งเดียวที่สามารถเจาะทะลวงผ่านเกราะป้องกันอันเย็นชาของแวมไพร์สาวได้ อีลีน่าชะงัก ปลายเล็บแหลมคมที่จ่ออยู่ห่างจากลำคอของลูเซียนเพียงไม่กี่มิลลิเมตรหยุดนิ่ง ดวงตาสีโลหิตก้มลงมองหญิงสาวมนุษย์ที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยฝุ่นและมีคราบเลือดติดอยู่ที่ริมฝีปาก
ความโกรธเกรี้ยวในแววตาของอีลีน่าสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความลุ่มหลงอันลึกซึ้งและหยาดเยิ้ม เธอก้าวเข้ามาประชิดตัวเรนด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ มือเรียวเย็นเฉียบประคองใบหน้าของเรนขึ้นอย่างทะนุถนอมราวกับของล้ำค่าที่สุดในจักรวาล นิ้วเรียวเกลี่ยคราบเลือดที่มุมปากให้อย่างแผ่วเบา
"เจ้าเจ็บ... ใช่ไหม เรนของฉัน..." เสียงกระซิบนั้นสั่นเครือเล็กน้อย เจือด้วยความรู้สึกผิดที่รุนแรง
"ฉันไม่เป็นไร... อีลีน่า กลับมาเถอะนะ อย่าปล่อยให้ความมืดกลืนกินเธออีกเลย" เรนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน มือเล็กยกขึ้นทาบลงบนหลังมือของอีลีน่า ส่งผ่านความอบอุ่นของหัวใจมนุษย์ไปยังร่างที่เย็นเฉียบนั้น
ลูเซียนที่ยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ห่างๆ แอบยกยิ้มเยาะที่มุมปาก แม้เขาจะเกือบเอาชีวิตไม่รอดเมื่อครู่ แต่แผนการของเขายังไม่จบสิ้น มือหนาแอบสอดเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุมเพื่อหยิบแท่งโลหะอาบน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีครั้งสุดท้ายในจังหวะที่เป้าหมายเผลอที่สุด
ทว่า ในขณะที่เรนกำลังจะโน้มตัวเข้าไปโอบกอดเพื่อดึงสติคนรักให้หลุดพ้นจากห้วงอเวจีอย่างสมบูรณ์ ปลายสายตากลับเหลือบไปเห็นเงาดำเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วอยู่ที่มุมอับสายตาด้านหลังของอีลีน่า
ไม่ใช่แค่ลูเซียน... และไม่ใช่แค่เงาของวิญญาณในอดีต
เงาร่างนั้นก้าวออกมาจากความมืด พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด—เสียงของใครบางคนที่ควรจะตายไปแล้วเมื่อหลายปีก่อนในเหตุการณ์เพลิงไหม้คฤหาสน์ตระกูลวาลคีรี
"ซะ... เซราฟิน?" เรนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ เมื่อร่างของหญิงสาวผมบลอนด์ทองผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายกับอีลีน่าทุกประการก้าวออกมา พร้อมกับดาบเล่มยาวที่จ่อตรงมาที่แผ่นหลังของเคาน์เตสสาวผู้กำลังไร้การป้องกัน!
บลัดดี้แมรี่ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งลงมาในความมืดมิดนี้ด้วยกันนะคะ
พันธะเลือดสีนิล: รอยจูบใต้เงาอเวจี•ตอนที่ 42
เสียงเรียกจากดวงวิญญาณ
ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะเลือดสีนิล: รอยจูบใต้เงาอเวจี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!