คมดาบเคลือบเงินแท้บริสุทธิ์สั่นระริกในมือของลูเซียน ทว่ามันไม่อาจเทียบได้กับการสั่นไหวของนัยน์ตาคมกริบที่เวลานี้ฉายชัดเพียงความตื่นตระหนก ร่างสูงโปร่งของนักล่าผู้เย่อหยิ่งทรุดฮวบลงบนพื้นพรมกำมะหยี่สีเลือด ณ ใจกลางโถงกอธิค หอบหายใจอย่างรุนแรงราวกับปอดถูกแผดเผาด้วยเปลวเพลิงที่มองไม่เห็น
กลิ่นอายแห่งความตายและอำนาจโบราณตลบอบอวลกดทับจนอากาศรอบตัวหนาหนักจนแทบหายใจไม่ออก
"เป็นไป... เป็นไปไม่ได้..." เสียงของลูเซียนขาดห้วง เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มกรอบหน้าคมคายที่บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด เลือดสีสดไหลยิ้มออกจากมุมปากหนาขณะที่เขาพยายามยันกายลุกขึ้นยืนด้วยศักดิ์ศรีสุดท้าย แต่มันช่างไร้ความหมาย
เบื้องหน้าของเขาคือภาพสะท้อนแห่งความมืดมิดที่งดงามและน่าสะพรึงกลัว เคาน์เตสอีลีน่ายืนตระหง่านอยู่บนบันไดขั้นบนสุด ดวงตาคู่นคมปลาทองเปล่งประกายเรืองรองในความสลัว ร่างระหงภายใต้ชุดราตรียาวสีดำสนิทไม่ได้ขยับเข้าประชิดตัวเขาด้วยซ้ำ ทว่าพลังอำนาจมหาศาลกลับกำลังบีบเค้นร่างของนักล่าหนุ่มราวกับกรงเล็บที่มองไม่เห็น
เรนยืนอยู่เคียงข้างแวมไพร์ผู้สูงศักดิ์ มือเรียวบางสั่นเทาเล็กน้อยขณะกำชายเสื้อคลุมของอีลีน่าไว้แน่น นัยน์ตาสั่นระริกมองดูร่างของลูเซียนที่กำลังถูกพันธะสัญญาแห่งเลือดกัดกิน
"เจ้าคิดจริงๆ หรือลูเซียน..." น้ำเสียงหวานเย็นเยียบดุจน้ำแข็งขั้วโลกของอีลีน่าดังสะท้อนก้องกังวานในความเงียบงัน นางก้าวลงมาช้าๆ ราวกับพญาคชสารที่กำลังย่างก้าวเข้าหาเหยื่อไร้ทางสู้ "ว่าตระกูลนักล่ากระจอกๆ ของเจ้า จะสามารถทำลายพันธะที่ผูกพันดวงวิญญาณของเราไว้ด้วยเลือดและบาปได้?"
"แก... ปีศาจกระหายเลือด..." ลูเซียนเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาเบิกโพ้าด้วยความโกรธเกรี้ยวและหวาดกลัวระคนกัน เมื่อเขาพบว่าอักขระโบราณสีนิลกาฬนับร้อยสายกำลังผุดขึ้นบนผิวหนังของตนเอง ราวกับรอยสักที่ถูกกรีดด้วยคมมีดไฟ
ทุกครั้งที่อักขระเหล่านั้นเปล่งแสงวาบ ความทรงจำ เสียงกรีดร้อง และความเจ็บปวดจากบรรพบุรุษของตระกูลนักล่าที่เคยทำสัญญาเลือดไว้กับตระกูลของอีลีน่าเมื่อหลายร้อยปีก่อน ก็ไหลทะลักเข้าสู่สมองของเขาอย่างบ้าคลั่ง นั่นคือพันธะสัญญาอันเป็นนิรันดร์ ผู้ใดที่กล้าหักหลังและยกดาบขึ้นใส่ผู้ถือครองเลือดแท้จะต้องชดใช้ด้วยวิญญาณ
"ข้าไม่ใช่ปีศาจ..." อีลีน่าหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของชายหนุ่ม ปลายรองเท้าส้นสูงสีดำสนิทหยุดลงห่างจากมือที่กำดาบของเขาเพียงไม่กี่คืบ ร่างสูงโปร่งโน้มตัวลงเล็กน้อย ดวงตาสีเพลิงจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของศัตรูที่กำลังพังทลาย "ข้าคือเจ้าของชีวิตและลมหายใจที่เหลืออยู่ของเจ้าต่างหาก ลูเซียน"
"ฆ่า... ฆ่าฉันเสียที..." ลูเซียนคำรามลั่นด้วยความทรมาน ความภาคภูมิใจทั้งหมดถูกบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดี
"ความตายมันง่ายเกินไปสำหรับคนทรยศอย่างเจ้า..." อีลีน่าเหยียดยิ้มเย็นชา รอยยิ้มที่งดงามแต่ไร้ซึ่งความปรานีใดๆ "เจ้าจะต้องมีชีวิตอยู่ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่า ไม่มีมนุษย์หน้าไหนที่อาจหาญแตะต้องสิ่งที่ข้า 'รัก' ได้"
สิ้นคำกล่าวของเคาน์เตส อักขระสีนิลบนร่างของลูเซียนก็สว่างวาบขึ้นเป็นครั้งสุดท้ายพร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวนที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ ร่างของนักล่าหนุ่มลอยเคว้งขึ้นจากพื้นชั่วพริบตาก่อนจะร่วงกระแทกพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง ดวงตาคู่นั้นปิดสนิทลงลมหายใจรดรินแผ่วเบา ราวกับคนพิการทางวิญญาณที่ถูกพรากทุกสิ่งทุกอย่างไป
เรนผ่อนลมหายใจยาวออกมาอย่างลืมตัว ความตึงเครียดที่เกาะกุมหัวใจมาตลอดคลี่คลายลงเล็กน้อย ทว่ายังคงมีความหวาดหวั่นระคนโล่งอกฉายชัดในแววตา หญิงสาวหันไปสบตากับอีลีน่า ผู้ซึ่งเวลานี้หันกลับมามองนางด้วยสายตาที่เปลี่ยนจากความเยือกเย็นเป็นความลุ่มหลงอันร้อนแรงที่คุ้นเคย
อีลีน่าก้าวเข้าประชิดเรนในพริบตาเดียว ปลายเรียวนิ้วเย็นเฉียบเชยคางมนขึ้นอย่างนุ่มนวล แตกต่างจากความโหดร้ายที่นางเพิ่งมอบให้แก่ศัตรูเมื่อครู่ราวกับคนละคน
"เจ้ากลัวหรือเปล่า... คนดีของข้า?" เสียงกระซิบแผ่วเบาดังก้องอยู่ข้างใบหู ลมหายใจเย็นเยียบที่เป่ารดต้นคอทำเอาเรนสะท้านเฮือก ความอบอุ่นจากอ้อมแขนที่อีลีน่าใช้โอบกอดเอวบางไว้เข้าแนบชิดทำให้หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวอย่างควบคุมไม่ได้
"เปล่าค่ะ... ฉันแค่..." เรนพึมพำตอบ เสียงของนางแผ่วเบาและสั่นพร่า นัยน์ตาสوบผสานกับดวงตาสีเพลิงที่สะท้อนภาพใบหน้าของตนเอง ความปรารถนาอันมืดมนและลึกซึ้งเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้งในบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายคาวเลือดและความเร้นลับ
ริมฝีปากบางเฉียบของอีลีน่าแย้มยิ้มอย่างพึงพอใจ นางโน้มใบหน้าลงมาใกล้เรนมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งปลายจมูกแทบจะสัมผัสกัน เรนหลับตาลงอย่างยินยอมพร้อมใจ ปล่อยให้ความหอมหวานและเสน่หาต้องห้ามครอบงำสติสัมปชัญญะทั้งหมด ราวกับผีเสื้อที่บินเข้าหาเปลวเพลิงอันตราย
ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากของทั้งคู่กำลังจะแนบชิดกันนั้นเอง
*ปัง!*
เสียงประตูกระจกบานใหญ่ด้านหลังโถงกอธิคแตกละเอียดเป็น2เสี่ยง เศษกระจกกระจายเกลื่อนพื้นราวกับเกล็ดน้ำแข็งสะท้อนแสงจันทร์สีเลือด
เงาร่างหนึ่งพุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วดุจสายฟ้าฟาด ก่อนที่คมดาบเล่มมหึมาจะพุ่งตรงมาปักลงที่พื้นห่างจากเท้าของอีลีน่าเพียงไม่กี่เซนติเมตร!
อีลีน่าผละออกจากเรนในเสี้ยววินาที ร่างสูงตระหง่านหันขวับไปมองผู้มาเยือนด้วยแววตาวาวโรจน์ด้วยความโกรธกริ้วที่ถูกขัดจังหวะ
ทว่า เมื่อสายตาของแวมไพร์ผู้ทรงอำนาจปะทะเข้ากับใบหน้าของผู้ที่ยืนอยู่ท่ามกลางเศษกระจกเงาสีดำ นัยน์ตาสีเพลิงของเคาน์เตสกลับเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย—เป็นครั้งแรกในรอบหลายร้อยปีที่ความหวาดหวั่นระคนตกตะลึงฉายชัดบนใบหน้านั้น
"ไม่คิดเลยว่า... จะได้พบเจ้าอีกครั้ง 'พี่หญิง'..."
บลัดดี้แมรี่ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งลงมาในความมืดมิดและหอมหวานนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
พันธะเลือดสีนิล: รอยจูบใต้เงาอเวจี•ตอนที่ 43
จุดจบของนักล่า
ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะเลือดสีนิล: รอยจูบใต้เงาอเวจี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!