“คำพูดหวานหูพวกนั้นเก็บไว้หลอกเด็กเถอะค่ะ ลูเซียน... เพราะต่อให้ลิ้นของคุณจะเคลือบด้วยน้ำผึ้งสักกี่ชั้น กลิ่นคาวเลือดที่ติดตัวคุณมาก็ยังโชยหึ่งจนฉันแทบจะอาเจียน”
อีลีน่าเหยียดรอยยิ้มเย็นเยียบขณะที่ดวงตาสีทับทิมวาวโรจน์ในความมืด กรงเล็บเรียวยาวกรีดผ่านอากาศจนเกิดเสียงแหวกหวีดหวิว ร่างของเคาน์เตสผู้สูงศักดิ์ขยับเขยื้อนด้วยความเร็วเหนือธรรมชาติ ก่อนจะหยุดลงตรงหน้าลูเซียนที่กำลังควงกริชเงินอาบอาคมพุ่งเข้าใส่
เคร้ง!
เสียงโลหะปะทะกันดังก้องไปทั่วโถงปราสาทอันโอ่อ่าที่บัดนี้กลายเป็นสมรภูมิเลือด กระจกสีบานยักษ์แตกกระจายกลายเป็นเศษเสี้ยวที่สะท้อนภาพของมหาสงครามแห่งรัตติกาลที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้น ด้านนอกกำแพงปราสาท เสียงกรีดร้องของนักล่าแวมไพร์ผสมปนเปไปกับเสียงคำรามกึกก้องของเหล่าอสูรรับใช้ที่พุ่งทะยานลงมาจากยอดหอคอยดุจห่าฝนสีนิล
เรนยืนนิ่งอยู่กลางวงล้อม ความสับสนในใจของเธอกำลังตีรวน มือที่สั่นเทาของเธอสัมผัสได้ถึงเศษเสี้ยวของภาพนิมิตที่ไหลทะลักเข้ามา—ภาพของลูเซียนที่กำลังจมกองเลือด และภาพของอีลีน่าที่หัวใจกำลังจะแตกสลายเพราะความแค้น
“ทำไมต้องเป็นแบบนี้คะ... ทำไมพวกคุณต้องทำลายทุกอย่างเพียงเพราะความเกลียดชังที่ไม่มีวันจบสิ้น!” เรนตะโกนผ่านเสียงระเบิดของเวทมนตร์ พลังสีนิลในกายของเธอสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้
ลูเซียนเตะร่างของแวมไพร์ชั้นต่ำที่พุ่งเข้ามาขวางทางออกจนกระเด็น ก่อนจะหันมามองเรนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสมเพช “คุณยังไม่รู้อะไรเลย เรน... มรดกเลือดที่อีลีน่าพยายามปกป้อง ไม่ใช่แค่พลัง แต่มันคือพันธนาการที่ดูดกลืนวิญญาณของผู้ที่เธอรักไปทีละคน... รวมถึงคนรักเก่าของเธอด้วย”
“หุบปาก!” อีลีน่าคำราม เสียงนั้นแหลมคมดุจใบมีด เธอพุ่งเข้าใส่ลูเซียนราวกับสัตว์ร้ายที่ถูกต้อนจนมุม แรงปะทะทำให้พื้นหินแกรนิตร้าวรานราวกับแผ่นดินแยก ความมืดมิดในห้องโถงเริ่มเข้มข้นขึ้นจนมองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้ว
เรนมองดูฉากตรงหน้าด้วยความรู้สึกใจหาย เธอเห็นอดีต... เห็นอีลีน่าในวัยเยาว์ที่กำลังโอบกอดคนรักที่สิ้นลมหายใจในอ้อมแขน ความทรงจำนั้นเจ็บปวดเสียจนเรนรู้สึกเหมือนปอดของตนกำลังถูกบีบอัด เธอเข้าใจแล้ว... ความเย็นชาของอีลีน่าไม่ใช่กำแพงที่สร้างขึ้นเพื่อข่มขวัญผู้ใด แต่มันคือเกราะป้องกันไม่ให้ใครเห็นหัวใจที่แตกสลายดวงนั้นต่างหาก
“อีลีน่า... หยุดเถอะค่ะ!” เรนตัดสินใจก้าวเข้าไปในวงล้อมของพลังเวทย์ที่กำลังปะทะกันอย่างรุนแรง พลังงานสายหนึ่งจากมือของเธอแผ่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง กลายเป็นม่านพลังสีดำสนิทที่คั่นกลางระหว่างนักล่าและแวมไพร์
“ถอยไป เรน! เจ้าหญิงของฉัน... อย่าได้เอาตัวเข้ามาขวางคมอาคมพวกนี้!” อีลีน่าตวาดทั้งที่หอบหายใจถี่ สายตาของเธอสั่นระริกด้วยความตื่นตระหนกที่แอบซ่อนอยู่ใต้หน้ากากความเกลียดชัง
ลูเซียนหัวเราะหึในลำคอ เขาอาศัยจังหวะที่เรนเข้าแทรกแซง พุ่งตัวผ่านม่านพลังนั้นไปชั่วขณะด้วยทักษะที่ฝึกฝนมาอย่างโชกโชน กริชในมือของเขาเล็งตรงไปยังหัวใจของอีลีน่า ทว่าในวินาทีที่คมเงินจะสัมผัสผิวเนียนละเอียดนั้นเอง...
เรนกลับคว้าข้อมือของลูเซียนไว้ได้ทัน พลังพิเศษที่เธอครอบครอง—พลังที่สามารถหยั่งรู้ถึงจุดจบของทุกชีวิต—หลั่งไหลผ่านฝ่ามือของเธอเข้าสู่ร่างของนักล่า ผิวหนังของลูเซียนเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีเขียวช้ำ เส้นเลือดปูดโปนขึ้นตามใบหน้า เขาเริ่มกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดที่ไม่มีอาวุธใดในโลกจะเทียบเคียงได้
“ฉันเห็นแล้วค่ะ ลูเซียน... ฉันเห็นจุดจบของคุณ” เรนกระซิบด้วยน้ำเสียงราบเรียบจนน่าขนลุก “คุณไม่ได้มาเพื่อชิงมรดกเลือด... แต่คุณมาเพื่อ 'เซ่นสังเวย' ตัวเองตั้งแต่วินาทีที่ก้าวเข้ามาในปราสาทแห่งนี้แล้ว”
ร่างของลูเซียนเริ่มสลายกลายเป็นเถ้าถ่านสีเทาในมือของเรน ความเงียบสงัดเข้าครอบงำสนามรบอีกครั้ง นักล่าแวมไพร์คนอื่นๆ เมื่อเห็นผู้นำของตนถูกกำจัดอย่างสยดสยองต่างพากันถอยร่นด้วยความหวาดกลัว อีลีน่าทรุดตัวลงคุกเข่าบนพื้นหินที่เปื้อนเลือด ดวงตาสีทับทิมที่เคยดุดันบัดนี้มีเพียงความว่างเปล่า
ทว่า ในขณะที่ความเงียบกำลังขยายตัว... ฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นมาจากเงามืดหลังบัลลังก์ เสียงปรบมือที่เชื่องช้าและเย็นเยือกดังก้องไปทั่วห้องโถง
“ช่างเป็นโชว์ที่งดงามเหลือเกิน... ลูกหลานแห่งความมืดและผู้ทำลายล้าง”
ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวออกมาจากเงามืด ใบหน้าที่เคยเป็นที่เคารพรักของเหล่าแวมไพร์กลับบิดเบี้ยวด้วยรอยยิ้มที่เรนจำได้ดีว่าเป็นของใคร... บุคคลที่ควรจะตายไปตั้งแต่ร้อยปีก่อนตามคำเล่าขานของอีลีน่า
“ท่านพ่อ...” อีลีน่าครางชื่อนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือราวกับคนเห็นผี มือที่เคยถือดาบกลับร่วงหล่นลงพื้น “ท่านยังมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร...”
ร่างนั้นก้าวเข้ามาใกล้เรนที่ยืนตัวแข็งทื่อ ก่อนจะเชยคางหญิงสาวขึ้นด้วยนิ้วที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง “ยินดีที่ได้พบอีกครั้งนะ... 'ภาชนะ' ที่รักของข้า พลังที่เจ้าใช้เมื่อครู่ มันไม่ใช่พลังของเจ้าหรอก แต่มันคือพลังที่ข้าเพาะบ่มไว้ในตัวเจ้าตั้งแต่วันที่เจ้าลืมตาดูโลก”
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันมืดมิดและงดงามนี้มาจนถึงตอนนี้นะคะ ขอบคุณค่ะ
พันธะเลือดสีนิล: รอยจูบใต้เงาอเวจี•ตอนที่ 38
มหาสงครามแห่งรัตติกาล
ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะเลือดสีนิล: รอยจูบใต้เงาอเวจี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!