คราบเขม่าควันสีเทาจางและกลิ่นอายของโลหิตจางๆ ยังคงลอยอวลอยู่ภายในห้องโถงใหญ่แห่งปราสาทรัตติกาล ซากปรักหักพังของกลไกเงินบริสุทธิ์และเศษเสี้ยวหน้ากากของลูเซียนที่แตกละเอียดเป็นเครื่องยืนยันว่า มหันตภัยที่คอยเงื้อง่าดาบหมายเอาชีวิตพวกนางได้มลายหายไปแล้วอย่างสิ้นเชิง อิสรภาพไม่ได้มาเยือนด้วยเสียงปรบมือหรือแสงตะวันที่อบอุ่น หากแต่ซัดสาดเข้ามาในห้องนี้ด้วยความเงียบงันอันหนักอึ้ง และรสชาติฝาดเฝื่อนของบาปที่พวกนางต่างยินยอมพร้อมใจที่จะแบกรับมันไว้ร่วมกัน
เรนยืนนิ่งอยู่หน้าบานกระจกเงาบานใหญ่สะท้อนเงาความมืด ร่างกายของนางสั่นเทาเล็กน้อยไม่ใช่ด้วยความกลัว หากแต่เป็นเพราะความว่างเปล่าอันน่าสะพรึงกลัวที่เพิ่งเข้ามาแทนที่พันธะแห่งความตาย รอยแผลเป็นจางๆ บนต้นคอที่เกิดจากการกัดประทับตราของเคาน์เตสอีลีน่ายังคงส่งไออุ่นแปลกประหลาด ราวกับเครื่องเตือนใจว่าบัดนี้นางไม่ได้เป็นเพียงแค่มนุษย์เดินดินธรรมดาอีกต่อไปแล้ว
"เจ้ายังหวาดกลัวเงาของตัวเองอยู่หรือ เรน..."
เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงกระซิบจากก้นบึ้งของเวลาก็ดังขึ้น พร้อมกับสัมผัสเย็นเฉียบของเรียวนิ้วยาวที่บรรจงไล้ผ่านเส้นผมสีรัตติกาลของนางอย่างแผ่วเบา อีลีน่าก้าวเข้ามาประชิดเบื้องหลัง เงาสะท้อนในกระจกเผยให้เห็นแววตาคู่คมสีทับทิมที่เต็มไปด้วยความลุ่มหลงและความกระหายที่ไม่มีวันดับสิ้น
เรนหลับตาลงรับสัมผัสนั้น ปล่อยให้ลมหายใจอุ่นร้อนของแวมไพร์สาวรินรดอยู่ใกล้ผิวเนื้อ "ฉันไม่ได้กลัวเงาของตัวเองหรอกค่ะ... อีลีน่า แต่ฉันกำลังคิดว่า เราจ่ายราคาค่าอิสรภาพครั้งนี้แพงเกินไปหรือเปล่า? ศัตรูตายไปแล้ว ความลับถูกฝังกลบ แต่ทำไม... หัวใจของฉันถึงยังรู้สึกเหมือนกำลังถูกล่ามโซ่ไว้อยู่ดีล่ะคะ"
อีลีน่าหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่แหบพร่าและเย้ายวน นางโน้มใบหน้าลงแนบชิดกับซอกคอของหญิงสาว สัมผัสได้ถึงชีพจรที่เต้นระรัวราวกับกลองศึกใต้ผิวหนังบอบบางนั้น "โซ่เส้นนั้นไม่ใช่ของใครที่ไหน... แต่มันคือพันธะที่เราต่างถักทอขึ้นมาด้วยเลือดและวิญญาณต่างหากล่ะ เจ้าเป็นของข้า เรน และข้าก็เป็นของเจ้า อิสรภาพที่ปราศจากกรงขังแห่งความปรารถนานี้ มันจะมีค่าอันใดเล่า?"
ริมฝีปากเย็นเฉียบกดจูบลงบนรอยแผลเก่าอย่างเนิบนาบและลึกซึ้ง ความเจ็บปวดแปลบปลาบแล่นริ้วขึ้นมาในอก แต่มันกลับถูกแทนที่ด้วยความหอมหวานอันมืดมนที่ทำ1ให้เรนต้องสูดหายใจเข้าลึกๆ มือเรียวบางเอื้อมไปโอบรอบลำคอระหงของแวมไพร์สาว นิ้วมือจิกเกร็งลงบนเส้นผมสีเงินยวงเพื่อระบายความสั่นสะท้านที่กำลังกัดกินสติสัมปชัญญะ
บทเพลงแห่งอิสรภาพไม่ได้บรรเลงด้วยเสียงดนตรีอันรื่นหู หากแต่ขับขานผ่านหยดเลือดที่ไหลริน ความเจ็บปวด และแรงปรารถนาที่โหยหากันและกันจนแทบกลืนกินวิญญาณ อีลีน่าพลิกตัวเรนให้หันมาเผชิญหน้า ก่อนจะประคองใบหน้าหวานล้ำนั้นขึ้นมารับจูบอันดุดันและเรียกร้อง
รสชาติของเลือดผสมผสานไปกับความหวานล้ำภายในโพรงปาก ลิ้นที่เกี่ยวพันกันอย่างเร่าร้อนและเอาแต่ใจทำให้นิยามของคำว่า "การฉลอง" เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ไม่มีเสียงไชโยโห่ร้อง ไม่มีแชมเปญหรือดอกไม้ มีเพียงเสียงหอบหายใจกระชั้นชิด และเสียงเนื้อแนบเนื้อท่ามกลางความมืดมิดของราตรีที่ยาวนาน ราวกับพวกนางกำลังพยายามลบเลือนความทรงจำอันเจ็บปวดทั้งหมดด้วยความเร่าร้อนนี้
"อีลีน่า..." เรนครางแผ่วเบาออกมาด้วยความทรมานปนเคลิบเคลิ้ม เมื่อเรียวขาถูกยกขึ้นเกี่ยวรอบเอวสอบของอีกฝ่ายตามสัญชาตญาณ แรงดึงดูดระหว่างพวกนางรุนแรงเสียจนแรงโน้มถ่วงของโลกใบนี้ดูไร้ความหมาย อีลีน่าอุ้มร่างของเรนถอยร่นไปจนแผ่นหลังบางแนบชิดติดกับบานกระจกเย็นยะเยือก ความต่างของอุณหภูมิทำให้เรนสะดุ้งเฮือก แต่มันกลับกระตุ้นให้สัญชาตญาณดิบเถื่อนภายในตัวแวมไพร์สาวตื่นตัวยิ่งขึ้น
ดวงตาสีทับทิมมองลึกลงไปในดวงตาของเรน สะท้อนภาพหญิงสาวที่ยอมจำนนต่อความมืดอย่างเต็มใจ "เจ้าคือชัยชนะของข้า เรน... และข้าจะไม่มีวันปล่อยให้สิ่งใดพรากเจ้าไปจากอ้อมแขนนี้อีกเด็ดขาด แม้กระทั่งความตายก็ไม่มีสิทธิ์"
การครอบครองดำเนินไปราวกับบทเพลงซิมโฟนีแห่งความตายที่งดงามและน่าสะพรึงกลัว ทุกสัมผัสคือการตอกย้ำถึงพันธะที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย ทุกรอยจูบคือการประกาศสิทธิ์ความเป็นเจ้าของที่เด็ดขาด เรนหลับตาพริ้ม ปล่อยให้ความเจ็บปวดจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กลืนกินตนเองเข้าไปทีละน้อย ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีถูกแผดเผาจนมอดไหม้ เหลือเพียงความหอมหวานของความรักต้องห้ามที่ส,าดซัดเข้ามาในห้วงคำนึงราวกับคลื่นพายุ
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่มีใครล่วงรู้ ท่ามกลางซากปรักหักพังแห่งชัยชนะและคราบน้ำตาแห่งความสุขสม เรนซบใบหน้าลงบนลาดไหล่เปลือยเปล่าของอีลีน่า เสียงหายใจของทั้งคู่ค่อยๆ สงบลงเหลือเพียงจังหวะที่สอดประสานกันเป็นหนึ่งเดียว เคาน์เตสอีลีน่ากอดร่างอุ่นนุ่มนั้นไว้แน่น ใบหน้าคมคายซบลงกับกลุ่มผมสีดำสนิท พึงพอใจกับโลกใบเล็กที่มีเพียงพวกนางสองคน
ทว่า... ในวินาทีที่ความเงียบสงบกำลังโรยตัวปกคลุมห้องโถง เสียงฝีเท้าอันแผ่วเบาแต่หนักแน่นราวกับเสียงเคาะประตูแห่งความตาย ก็ดังขึ้นที่เบื้องล่างของหอคอย
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
ไม่ใช่เสียงของมนุษย์ และไม่ใช่เสียงของภูตผีตนใดที่พวกนางรู้จัก มันเป็นเสียงเคาะที่เต็มไปด้วยจังหวะจะโคน เยือกเย็น และคุ้นเคยอย่างประหลาดจนทำให้เลือดในกายของอีลีน่าเย็นเฉียบลงในพริบตา
เรนสะดุ้งตื่นจากภวังค์ความเคลิบเคลิ้ม นางเงยหน้าขึ้นมองคนรักด้วยแววตาตื่นตระหนก ขณะที่อีลีน่าผุดลุกขึ้นยืนบังร่างของเรนไว้ทันที สัญชาตญาณนักล่าแกร่งกล้ากรีดร้องเตือนภัยในหัว
ประตูบานใหญ่ที่ควรจะถูกปิดผนึกด้วยพลังเวทมนตร์โบราณ ค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกด้วยแรงดันลึกลับ... และร่างของบุคคลที่ควรจะสลายกลายเป็นธุลีดินไปพร้อมกับกลไกเงินบริสุทธิ์เมื่อค่ำคืนก่อน ก็ก้าวเท้าพ้นเงาดำเข้ามาในแสงสลัว พร้อมรอยยิ้มเยียบเย็นที่มุมปาก
บลัดดี้แมรี่ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งลงมาในความมืดมิดและหอมหวานนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
พันธะเลือดสีนิล: รอยจูบใต้เงาอเวจี•ตอนที่ 49
บทเพลงของคนสองคน
ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะเลือดสีนิล: รอยจูบใต้เงาอเวจี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!